~ โลกอันน่าพรั่นพรึง ~
ตัดกลับมาที่ปัจจุบันข้ารีบมายังโลกใต้พิภพอีกครั้งขณะนี้คือ ณ สถานศึกษาแห่งเทพเจ้าเอเวรัสต์อันเซตต้า ข้ากับกราแฮมยืนประจันหน้ากันในห้องบัลลังกศักดิ์สิทธ์ที่มีแสงส่องลงมา พลังเวทย์ที่ลอยจากทั้งสองฝ่ายเข้าปกคลุมภายในห้องทรงกลมฝ่ายละครึ่ง
อนุภาคสีดำกับอนุภาคสีม่วงผสมปนเปกันที่ละน้อยแล้วปล่อยสะเก็ดไฟวูบวาบคล้ายประกาศอาณาเขตของตัวเอง ฝคลื่นลูกหลงเขย่าเอเบลาสต์อันเซตตาอย่างรุนแรงอาละวาดประหนึ่งจะพัดโลกใต้พิภพให้ปลิวไปในวินาทีนี้
"ผมรอเธอมาตลอดเลย"
กราแฮมวาดวงเวททรงกลมด้วยไฟฟ้าสีม่วง พาดใบดาบหมื่นอัสนี ไว้บนไหล่ซ้าย
"พวกเราจะได้เข้าใจกันและกัน เอาละ"
ไฟฟ้าสีม่วงหมุนเป็นวงรอบดาบหมื่นอัสนี ใบดาบยืดพรวดกราแฮมวาดใบดาบที่แปรเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าสีม่วงแวบวับในแนวขวาง
"เรามาคุยกันเรื่องที่สะสมไว้มากมายดีกว่า"
ไฟฟ้าสีม่วงวูบวาบ ข้าร่าย 'เบโนเอเว่น' ไว้ที่มือซ้ายแล้วหุ้มทับด้วย 'จิลาสโด(อัสนีกาฬแห่งจักรพรรดิมาร)' ใช้ออโรรามืดมิดรอบอสุนีบาตสีดำรับดาบไฟฟ้าสีม่วงที่มาพร้อมแสงวาบ
เกิดรอยบากเป็นเส้นตรงบนผนังด้านหลัง มันส่งเสียงประหลาดดังเปรี๊ยะ ๆ ๆ แล้วระเบิด ผนังร่วงกราว
"ถ้าอยากคุย เจ้าควรมายืนเบื้องหน้าข้าด้วยตัวเองตั้งแต่แรก"
ข้าวาดวงเวทร้อยวงไว้ตรงหน้า ตะวันดำทะมึนโผล่ออก ข้ายิง ' จีโอ เกรซ ทั้งหมดรวดเดียว สุริยันดำทะมึนลากหางแสงสีนิลเข้าจู่โจมกราแฮมอย่างทรงพลัง
"ถ้าโผล่มาเจอเฉย ๆ ตั้งแต่ต้น เธอจะสนใจผมเท่าตอนนี้หรือ"
กราแฮมสะบัดมือซ้าย ขยาย 'กาเวสท์' เป็นกำแพงเพื่อ หักล้าง จีโอ เกรซ ผนังและพื้นส่วนหนึ่งกลายเป็นผุยผงลอยตลบ ดั่งพยุทรายพรางทัศนวิสัยของข้า มันโผล่หน้ามาจากในนั้น ย่อตัวลงต่ำ แล้วทะยานตรงเข้ามา
"แม่ถูกคร่าชีวิตจนดับสูญ"
ข้าย่อตัวหลบดาบหมื่นอัสนีที่ฟาดฟันมา
"พ่อถูกคร่าชีวิตจนดับสิ้น"
ข้าอ่านขาดว่าใบดาบจะวาดมาในแนวขวาง จึงถอยหลบครึ่ง ก้าว ใบดาบแห่งไฟฟ้าสีม่วงเฉียดผ่านปลายจมูกข้าไม่กี่มิลลิเมตร
"เพราะผมชิงหัวของเขามาและเหยียดหยามศักดิ์ศรีของเขาเธอเลยอดไม่ได้ที่จะเผยความรู้สึกให้ผมเห็น"
ดาบพุ่งแทงกระหน่ำซ้ำมาพร้อมไฟฟ้าสีม่วง ข้าร่าย 'จิลาสโด'คลุมทับ 'เบโนเอเว่น' อีกครั้ง แล้วยกมือซ้ายรับดาบเสียงไฟฟ้าม่วงกับอสุนีบาตดำน้ำหั่นกันดังกึกก้อง
"ความรู้สึกนั้นคือความเกลียดชังอันอัปลักษณ์"
"อยากถูกข้าเกลียดขนาดนั้นเชียวรึ"
ทั้งสองฝ่ายเคลื่อนไหวพร้อมกัน ข้ากับมันชี้นั้ใส่กัน
‘จีลาสโด้(อัสนีกาฬแห่งจักรพรรดิมาร)’
‘กาเวสท์(แสงอสุนีบาตสีม่วง)’
ไฟฟ้าม่วงกับอสุนีบาตดำพุ่งปะทะกัน เกิดเสียงฟ้าร้องครืนในห้องบัลลังก์ศักดิ์สิทธิ์ แสงสายฟ้าสีดำและม่วงโลดแล่นซ้อนกันหลายชั้น
เศษหินร่วงกระจายจากเพดาน การจู่โจมด้วยสายฟ้าของแต่ละคนแผดเผาอีกฝ่าย ทว่าได้รับความเสียหายแค่แผลถลอก
"ต่างตรงไหนล่ะ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผมเพรียกหาความเกลียดชังกับความอัปลักษณ์ ส่วนเธอแสวงหาความรักกับความ อ่อนโยน แล้วพวกเรามีอะไรต่างกัน"
"ไร้สาระ ป่านนี้แล้วยังจะยกมาเปรียบเทียบกันอีกรึ"
ข้าย่ำเท้าเข้าไปในระยะดาบ ทำให้ดาบหมื่นอัสนีสิ้นฤทธิ์แล้ว ย้อมมือสองข้างด้วย ใบบุสโด' เมื่อพุ่งนี้วจิตสังหารสีนิลเข้าใส่จาก ซ้ายและขวา
กราแฮมก็ทิ้งดาบหมื่นอัสนีอย่างง่ายดาย แล้วย้อมแขนสองข้างของตัวเองด้วย เบบุสโด" บ้าง กราแฮมยับยั้งนิ้วของ ข้าที่แทงเข้าหา ส่วนข้าก็หยุดยั้งนิ้วของอีกฝ่ายเช่นกัน
เมื่อต่างฝ่าย ต่างสกัดกันไว้ได้ ข้ากับมันก็ยี้อยุด คลื่นที่เกิดจากพลังซึ่งฟาดฟัน กันอย่างดุเดือดสร้างรอยปริบนพื้น
"ผมก็ชอบความรักกับความอ่อนโยนนะ พวกมันเต็มไปด้วยความสิ้นหวังอันงดงามเสมอ เปราะบาง พังทลายได้ง่าย และเป็นแหล่งเพาะความอัปลักษณ์กับความชิงชัง"
"ถ้าชื่นชอบสิ่งเหล่านั้นจริง แปลว่าสมองของเจ้ามันเน่าเฟะไปแล้ว"
เข่าของกราแฮมงอเล็กน้อย ข้าออกแรงดันมือของ 'เบบุสโด' สีดำที่ยื้อยุดกันอยู่เข้าหาคู่ต่อสู้มากขึ้นเรื่อยๆ อนุภาคพลังเวท ที่ลอยพุ้งขยายรอยปริบนพื้นให้ใหญ่ขึ้น
"เพราะเปราะบางจึงควรปกป้อง เพราะพังทลายได้ง่ายจึงล้ำค่ายิ่งกว่าสิ่งใด"
ข้าบิดสองมือสุดแรง กราแฮมทรุดเข่าทั้งสองข้างลงตรงนั้น
"ทว่าคนโง่เขลาจิตวิปริตอย่างเจ้าคงไม่เข้าใจกระมัง"
"นั่นสินะ"
แม้สองแขนถูกดันในท่าทรุดเข่ามันก็ยังทำหน้าไม่ทุกข์ร้อน
"แต่เธอไม่เคยคิดบ้างเหรอว่า มันแค่บังเอิญว่าคนส่วนใหญ่ พรียกหาความรักกับความอ่อนโยนก็เท่านั้นเอง"
กราแฮมกล่าว จับจ้องข้าด้วยดวงตาคู่นั้น
"บางแห่งที่ไม่ใช่ที่นี่ อาจมีโลกที่ใครๆ บอกว่าความเกลียดชังกับความอัปลักษณ์คือสิ่งล้ำค่าและงดงามก็ได้"
ข้าบีบขยี้มือสองข้างของกราแฮมจนแหลก กดร่างลงกับพื้นเต็มแรง เท้าของมันจมลงธรณี พื้นแตกเปรี๊ยะ ข้าแทงมือของ 'เบบุสโด' ใส่คอมัน กราแฮมยังพูดต่อแม้กระอักเลือดจากปาก
"อานอสถ้าได้ไปโลกนั้นเธอจะคิดยังไง"
ข้ากำลังจะตัดคอมัน แต่มันใช้มือที่ถูกบดบี้คว้าแขนข้าไว้
"โลกนั้นมีแต่คนอัปลักษณ์และโง่เขลา มากมายจนเมื่อสองพันปีก่อนเทียบไม่ติดเธอคงมองว่าทุกสิ่งในโลกนั้นบิดเบี้ยวจากนั้นก็เพรียกหาความรักกับความอ่อนโยนแล้วก็จะเริ่มทำลายล้าง ทุกอย่างนอกเหนือจากนั้นสินะ"
"เจ้าจะบอกว่าโลกนี้เป็นเช่นนั้นในความรู้สึกของเจ้ารึ"
มันผุดยิ้มบาง
"ผมมองเห็นโลกบิดเบี้ยว สันติสุขที่เธอกำลังพยายามสร้างและโลกนี้ที่ชื่นชมความรักกับความอ่อนโยน มันน่าสะพรึ่งจนเกินจะรับไหว"
ไฟฟ้าสีม่วงพุ่งขึ้นดังเปรี๊ยะ ๆ ๆ ๆ มือขวาของมันที่ชูขึ้นฟ้ากำวงเวททรงกลมแห่งความเป็นไปได้ที่สร้างด้วย 'เวเนเชียร่า'
"ราวกับว่าที่แห่งนี้คือโลกจอมปลอม และทุกอย่างกำลังหลอกลวงผมอยู่อย่างนั้นแหละ"
ที่ข้าจับภาพได้คือพลังทำลายล้างมหาศาลไฟฟ้าสีม่วงเข้มรวมตัวกันในมือของกราแฮม แสงอสุนีบาตสาดไปทั่ว
"สายตาของผมบิดเบี้ยว หรือว่าโลกบิดเบี้ยวกันแน่"
วงเวทย์ไฟฟ้าสีม่วงถูกสร้างขึ้นรอบตัวพวกเรา
"เธอคิดว่าเป็นอย่างไหนเหรอ"
กราแฮมถามด้วยความสนใจใคร่รู้อย่างบริสุทธิ์ใจ
"ใบหน้าเจ้าไม่ได้บ่งบอกว่าสงสัยในสายตาของตัวเอง"
"งั้นเหรอ"
"สุดท้ายเจ้าก็ไม่มีปัญหากับทั้งสองแบบ ไม่ว่าโลกจะคลุ้มคลั่งหรือไม่ คนอื่นก็เจ็บปวดอยู่ดี เพราะเจ้าไม่สนใจว่าใครจะเจ็บปวด"
ข้ายกร่างมันลอยขึ้นในสภาพที่นิ้วยังแทงคอมัน แล้วใช้มืออีกข้างแทงใส่ท้อง
"อู...ก.!!"
พอข้าคว้านรากเหง้า อสุนีบาตสีแดงล้นทะลักคล้ายเลือดและเกาะตามแขนของข้า
"ข้าไม่คิดจะถกประเด็นสุดโต่งให้ยึดเยื้อหรอก เจ้าเป็นตัว ขัดขวางสันติสุขที่ข้ามุ่งหมาย เพราะเจ้าเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของพ่อ กับแม่ของข้า คิดจะนำความสับสนวุ่นวายมาสู่โลกนี้ และเล่นสนุก กับจิตใจคนอื่นดั่งของเล่น"
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น กราแฮมยกมุมปากอย่างพึงพอใจ
"ฉะนั้นข้าจะทำลายเจ้าให้สิ้นซาก"
"ก็ลองดูสิ"
วงเวทที่ถูกวาดด้วยไฟฟ้าสีม่วงของกราแฮมมีสิบวง พวกมันเชื่อมเข้าหากันกลายเป็นวงเวทมหึมาหนึ่งวง
"เธอถูกเอาโลกไปใช้เป็นโล่กำบังตลอดเวลา เวทมนตร์แห่งการเสื่อมสลายของผมจึงจะพุ่งไปถึงก่อนเสมอ"
วงเวทที่เกิดจากการเชื่อมต่อของไฟฟ้าสีม่วงส่งเสียงฟ้าร้อง กัมปนาท ไฟฟ้าสีม่วงขนาดมโหฬารเอ่อล้น
อสุนีบาตแห่งการเสื่อมสลายพวยพุ่งจากรอบทิศฟาดใส่ข้า กระทั่ง เนตรมารแห่งการเสื่อมสลาย' ก็น่าจะมองไม่ทัน
แม้แต่ 'เบโนเอเว่น' ก็คงกลายเป็น ถ้าถ่านอย่างง่ายดาย
‘ราเวีย กีก กาเวรีสด์’
สายฟ้าสีม่วงที่นำพาอวสานมาสู่โลกกำลังจะทำลายข้าให้สูญสิ้น สิ่งที่ข้าควรกระทำจึงมีเพียงหนึ่งเดียว
"เบบุสโด"
ข้าไม่ป้องกันตัวจากไฟฟ้าสีม่วงแห่งการเสื่อมสลาย ทว่ารวบรวมพลังเวทไว้ที่นั้วและคว้านลึกเข้าไปในรากเหง้าของกราแฮม
'จิลาสโด'
นิ้วสีดำมีอสุนีบาตสีนิลห่อหุ้มมากยิ่งขึ้นและแปรเปลี่ยนเป็นดาบแหลม แม้ร่างถูกไฟฟ้าสีม่วงแผดเผาข้าก็ยังอัดนิ้วใส่
รากเหง้าของคู่ต่อสู้ อสุนีสีชาดหลังล้นออกมาต้านทาน ป้องกันการรุกรานของ เบบุสโด' ที่ฉาบเคลือบสายฟ้าสีดำ อีกนิดเดียว
'อาเวียสตัน เชียร่า'
รังสีความร้อนจาก 'จีโอ เกรส' ที่ปล่อยไปเมื่อกี้มารวมตัวกัน มือขวาของข้าหุ้มด้วย 'อาเวียสตัน เจียรา' อีกชั้น ระหว่างที่อสุนีบาตสีชาดกับสายฟ้าสีม่วงอาละวาด ข้ารวม เบบุสโด
'จิลาสโด' และ 'อาเวียสตัน เจียรา' ไว้ที่จุดหนึ่งของนิ้ว แล้วพุ่งเข้าหาก้นบิ้งรากเหง้าของมัน นิ้วข้าผลักอสุนีสีชาดเข้าไปลึกแสนลึกถึงในสุด
"จงดับสูญเสีย"
"..เธอจะทำได้เหรอ"
วินาทีนั้น ข้าวาดวงเวทหลายชั้นในส่วนลึกของรากเหง้าของกราแฮม สิ่งนั้นยื่นโผล่จากกายมัน แล้วแปรเปลี่ยนเป็นป้อมปืน
‘เอกิล โกรเน่ อังก์โดรอา’
ขณะที่ไฟฟ้าสีม่วงแห่งการเสื่อมสลายโป่งตัวใหญ่ขึ้น เพลิงปิดฉากก็ถูกปล่อยออกไป
อนุภาคสีดำขดเป็นวงเจ็ดชั้นรอบตัวกราแฮม พวกมันเปลี่ยนเป็น อัคนีแห่งความมืดมิดแล้วบิดเกลียวเสียงดังสนั่น อสุนีสีชาดมหาศาลพลันเอ่อล้นจากร่างกายของกราแฮม
สะเก็ดเพลิงดำทะมึนโปรยปรายปะปนกับแสงสีแดงจ้า ข้าอัด เอกิล โกรเน อังก์โดรอา' ระดับทำลาย ล้างโลกใส่รากเหง้าของกราแฮมและส่วนที่อยู่ลึกที่สุดในรากเหง้ารากเหง้าที่แข็งแรงทนทาน
จนถึงขั้นดื้อด้านและอสุนีสีชาดทั้งหมดหยุดยั้งไฟผลาญโลกไว้ภายในกายมัน ป้องกันไม่ให้ทำลายล้างโลก ถึงกระนั้นสะเก็ดไฟสีดำที่โปรยปรายก็ร่วงหล่นลงมายัง 'ราเวีย กีกกาเวรีสด์" อันเป็นไฟฟ้าสีม่วงมหึมาที่พุ่งเข้าจู่โจมข้า
วงเวทไฟฟ้าสีม่วงลุกเป็นไฟในชั่วอึดใจแล้วกลายเป็นเถ้าถ่าน ทัศนวิสัยถูกย้อมเป็นสีแดงก่ำ มันคือประกายแสงอสุนีบาตที่เอ่อลันราวกับสายโลหิต อสุนีสีชาดพุ่งออกมารอบทิศทางเสมือนรีดเค้นพลังเวทที่มีอยู่ในรากเหง้า ทะลุผนัง พื้น และเพดาน
ของห้อง บัลลังก์ศักดิ์สิทธิ์ เศษซากปรักหักพังร่วงกราว ในไม่ช้าแสงสายฟ้า สีแดงก็หายไป มันคงใช้พลังหมดสิ้นแล้ว
ในขณะเดียวกันเพลิงล้างโลกก็ดับลงเงียบเชียบ ร่างของกราแฮมอ่อนปวกเปียกในสภาพที่ยังมีมือขวาของข้าแทงทะลวงรากเหง้าสูญสลาย สัมผัสพลังเวทไม่ได้แล้ว
"เห็นไหมล่ะ"
ร่างที่เป็นเปลือกว่างเปล่าไร้กระทั่งพลังแม้เพียงเวทเบาบางขยับเขยื้อน มือของมันจับแขนข้าอยู่จริงๆ
"ผมไม่แตกดับหรอกคล้ายเธอมากเลยจริงไหม"
ร่างกายที่ไม่น่ากระดุกกระดิกได้กลับขยับเขยื้อน ทั้งที่รับ เอกิล โกรเน อังก์โครอา' ระดับทำลายล้างโลกได้เข้าไปตรง ๆรากเหง้าของมันก็ยังไม่สูญสิ้น ไม่สิ พูดให้ถูกคือ รากเหง้าที่น่าจะ พินาศสูญสลายไปแล้ว...รากเหง้าอันว่างเปล่าปราศจากพลังใดๆ ยังอยู่ตรงนั้นโดยที่ข้าก็ไม่รู้สาเหตุ
"นูเอริเอนู(ว่างเปล่ากลวงเกลี้ยง)"
ร่างของกราแฮมจางลงเรื่อยๆ แล้วอันตรธานไปโดยสมบูรณ์ในที่สุด พลังเวทยังเป็นศูนย์ดังเดิม เพ่งเนตรมารเท่าไรก็มองไม่เห็นพลัง ทว่าทันในนั้นข้ารีบกระโดดถอยออกมาไกล
"ฮึม"
นิ้วที่แทงท้องของมันอยู่สัมผัสอะไรไม่ได้แล้ว ข้าคงถอยช้าไปนิด จึงโดนถากไปหนึ่งมิลลิเมตร นิ้วที่รวมพลัง 'เบบุสโด" จิลาสโด' และ 'อาเวียสตัน เจียรา'
ถูกทำลายโดยที่ข้าไม่อาจขัดขึนขณะสู้กับอีเจส รากเหง้าของกราแฮมเคยหายไปแล้วครั้งหนึ่งและตอนที่ฟื้นคืนหลังจากนั้น กราแฮมก็ทำลายหอกมารโลหิตแดง
ได้อย่างง่ายดาย หากไม่เห็นเหตุการณ์นั้นมาก่อน แขนของข้าอาจหายไปทั้งท่อนเลยก็ได้ข้าพุ่งเนตรมารไปยังที่ที่มันอยู่เมื่อครู่ รากเหง้าอันตรธานกระทั่งร่างกายก็สิ้นสลาย ทว่ามันยังอยู่ตรงนั้นจริงๆ
"เรียกว่ามีความว่างเปล่าอยู่คงได้กระมัง"
ความว่างเปล่ามีตัวตนและเคลื่อนไหวอยู่ตรงนั้น พูดได้เช่นนั้นอย่างเดียว
"รู้ดีนี่"
เสียงของกราแฮมดังสะท้อนจากที่ใดสักแห่ง ข้ารู้สึกหูแว่วเหมือนไม่ได้ยินเสียงนั้นจากทิศทางใดเลย ขณะเดียวกันก็เหมือนได้ยินจากทุกหนแห่งในที่แห่งนี้
"ใช่แล้วรากเหง้าของผมคือความว่างเปล่าเหมือนอย่างที่รากเหง้าของเธอคือการเสื่อมสลาย ยิ่งเข้าใกล้การเสื่อมสลาย ก็จะยิ่งสำแดงพลังและกลับคืนสู่ความว่างเปล่าดังเดิม"
ข้าเริ่มมองเห็นตัวกราแฮมที่ละน้อย มันกลับคืนสู่ความว่างเปล่าด้วย 'เอกิล โกรเน อังก็โดรอา' จึงได้พลังที่มีอยู่แต่เดิมกลับคืนมา จากนั้นเมื่อได้พลังแต่เดิมกลับคืนมา มันก็จะไม่ว่างเปล่า อีกต่อไปและกลับสู่สภาพเดียวกับเมื่อครู่ ไม่นานนักความว่างเปล่าของ นูเอริเอนู' ก็ลาจาก กราแฮมยืนอยู่ตรงนั้น
"แปลกดีนะที่ของที่ไม่มีกลับมีอยู่ แต่ไม่คิดเหรอว่าผมคล้ายเธอมาก"
มันถามด้วยถ้อยคำซึ่งมีแก่นสารเบาบาง ชนิดว่าแค่ผ่อนลมหายใจใส่ก็ปลิว
"คล้ายเธอที่เกิดมาพร้อมการเสื่อมสลาย"
"แล้วยังไง"
ข้าจ้องมันพลางตอกกลับอย่างสุขุม กราแฮมวาดวงเวทด้วยสองมือ
"ผมคิดว่าตัวเองอยู่นอกตรรกะของโลกนี้มาตลอด ถูกเผ่าเทพจ้องเล่นงานเหมือนเธอด้วย เทพวิกลจริตอากังซอนก็เป็นหนึ่งในนั้น"
แสงรวมตัวที่นิ้วของมัน มณีปฏิญาณแห่งการคัดสรรปรากฏให้เห็น
'กุอารา นาเต ฟอลเทออส'
วงเวททาบซ้อนกับมณีปฏิญาณแห่งการคัดสรร แสงดำขาวน่าเกรงขามและน่าขนลุกวาดตัวอักษร ก่อนจะปนเปกันมั่วชั่ว ผู้ปรากฏกายจากกึ่งกลางคือเด็กผู้ชายสวมชุดผ้าปะต่อ เขากำปากกาขนนกหนึ่งด้ามในมือ
"ตอนนี้เขาเป็นทาสรับใช้ของผม"
อากังชอนวาดวงเวทด้วยปากกา ร่างมีแสงห่อหุ้ม ชุดผ้าปะต่อ ฉีกขาด เทพเจ้าวิกลจริตกลายร่างเป็นตัวอักษรนับไม่ถ้วน อักขระเวทนั่นเอง พวกมันเรียงตัวกันเป็นแถวอย่างมีระเบียบ วาดวงเวท
ไปยังข้างซ้ายและขวาของกราแฮม ด้ามเคียวใหญ่แปลกประหลาดปรากฏตรงกึ่งกลาง
"เคียวเทพวิปลาสเบเฟนุกส์ด็อกม่า"
มันจับด้ามเชื่อมเข้าด้วยกัน จากนั้นหมุนเคียวใหญ่ผ่าอากาศ
"เปลี่ยนอากันซอนเป็นอุปกรณ์เวทย์รึ"
"เรื่องนี้พวกเราก็มีจุดร่วมอีกเหมือนกัน เหมือนกับที่เธอเปลี่ยนเทพแห่งการทำลายล้างอาเบลนิวให้เป็นปราสาทจอมมารเดลโซเกดไม่ผิดเพี้ยน พวกเราทำเรื่องคล้ายกันโดยไม่ตั้งใจเลยนะเนี่ย"
ทว่าดูเหมือนระเบียบของอากังซอนจะหลงเหลืออยู่ ต่างจากข้าที่ชิงระเบียบแห่งการทำลายล้างมา
"เธอก็อยู่นอกตรรกะของโลกเหมือนกัน ขนาดที่ถูกเผ่าเทพเรียกว่าผู้ไร้คุณสมบัติ"
"แล้วเรื่องนั้นมันทำไม"
กราแฮมทำหน้าระริกระรื่น ราวกับค้นพบคู่สนทนาเป็นครั้งแรก
"เธอคิดว่าพวกเรามาจากที่ไหนล่ะ"
"ข้าไม่คิดจะปรัชญากับเจ้า"
ข้าเขม้นมองเคียวเทพวิปลาสด้วยเนตรมารที่ถูกย้อมเป็นสีม่วงหม่น
"เปล่าไม่ใช่ปรัชญาหรอกเป็นเรื่องเกี่ยวกับโลก ระเบียบและเวทมนตร์ต่างหาก พวกเราอยู่นอกตรรกะของโลกนี้ มีแค่พวกเราเท่านั้นที่เป็นเช่นนั้น เพราะอะไรเราถึงหลุดออกจากระเบียบและกรอบของโลกนี้ได้ล่ะ"
มันใช้พลังของเซลิส วอลดีโกด จ้องข้ากลับด้วยดวงตาที่ถูกย้อมเป็นสีม่วงหม่น
"คิดยังไงมันก็แปลกไม่ใช่เหรอ"
กราแฮมตวัดเคียวเทพวิปลาสเบเฟนุกส์ดอกมาเป็นแสงปลาบเคียวซึ่งมีพลังของเทพวิกลจริตสถิตอยู่ตัดแขนของมันอย่างมั่วซั่วเลือดหยดไหลเป็นทาง
"อ้าว พลาดซะแล้ว"
"ความคิดเจ้าช่างไร้แก่นสาร"
ข้าถีบพื้นพุ่งเข้าประชิดอีกครั้ง มันใช้ใบเคียวรับนิ้วแห่ง'เบบุสโด' ที่ข้ายื่นออกไป
"เธอว่างั้นเหรอ ถ้าให้ยกตัวอย่าง ไม่คิดเหรอว่าการที่พวกเราอยู่นอกตรรกะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าโลกนี้มีข้างนอกอยู่ ระเบียบ ที่เหนือกว่าเป็นกลไกของที่นั้น รากเหง้าของพวกเราแค่เผอิญไหลจากข้างนอกเข้ามาที่นี่ด้วยความผิดพลาดบางอย่าง"
แม้ข้าร่าย 'จิลาสโด' ห่อหุ้มมือขวาสีดำแล้วกระชากเคียวขึ้นโดยแรง เคียวเทพวิปลาสก็ไม่เขยื้อน
"เพราะงั้นจิตใจของผมเลยอาจต่างจากคนอื่นนิดหน่อยก็ได้โลกนี้อาจเป็นสวนจำลองจอมปลอมที่ใครบางคนสร้างขึ้น ผมเลยอาจแสวงหาความเกลียดชังกับความอัปลักษณ์" มันกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายอารมณ์
ไปเลยก็คงได้"
"ประมาณว่า ผมจะทำลายทุกสิ่งที่นี่ให้ราบเป็นหน้ากลอง"
"เลิกเพ้อเจ้อสักที"
ข้าเคลือบมืออีกชั้นด้วย 'อาเวียสตัน เชียรา' แล้วบดขยี้ เบเฟนุกส์ด็อกม่า
"จะสวนจำลองหรือโลกภายนอก ข้าไม่รู้หรอก แต่จะบอกเจ้า ให้ชัดๆแค่นี้ เหตุที่จิตใจของเจ้าฟอนเฟะไม่ได้เป็นเพราะสิ่งใดอื่นเพราะตัวเจ้ามันฟอนเฟะเองต่างหาก"
"อาจเป็นอย่างนั้นก็ได้ แต่ผมมั่นใจว่าเธอเองก็เหมือนกับผม"
เศษเสี้ยวเหลือคณานับของใบเคียวที่แตกกระจายสะท้อนแสงไฟเป็นประกายระยิบระยับล่องลอยในอากาศ ชั่วพริบตาที่พวกมันตกสู่พื้นทั่วทั้งร่างของข้าก็ถูกฟัน เลือดไหลกระฉูด
"นึกว่าถ้าทำลายใบเคียวแล้วจะไม่ถูกฟันเหรอ"
พอกราแฮมหมุนเคียวใหญ่ ใบเคียวก็ฟื้นคืนสู่สภาพเดิม
"ถ้าเรียงซ้อนความเกลียดชังกับความอัปลักษณ์ไว้ในจิตใจอันงดงามของเธอ พวกเราต้องเข้าใจกันได้แน่"
ใบเคียวเบเฟนุกส์ดอกมาพุ่งมาที่ด้านหลังคอข้า
"ไม่มีทาง"
"แน่ใจเหรอ"
มันวาดวงเวทตรงหน้า เคียวเทพวิปลาสตวัดบั่นคอข้าอย่างง่ายดาย
"นึกเหรอว่ากับแค่คอขาดแล้ว ยังไงก็ไม่ตาย"
มันคว้าศีรษะข้าที่ขาดกระเด็นแล้วยิ้ม ร่างของข้าสิ้นชีวาแล้วเพราะระเบียบของเคียวเทพวิปลาส ต่อให้คิดจะวาดวงเวทเวทมนตร์ก็ไม่ทำงาน
"คิดเหรอว่าถึงเหลือแค่รากเหง้า เธอก็ยังใช้ 'อินการ์' ได้อยู่"
มันสบตากับข้าซึ่งเหลือเพียงศีรษะ
"เมื่ออยู่เบื้องหน้าเคียวเทพวิปลาส สรรพสิ่งล้วนไร้ระเบียบกฎเกณฑ์ สิ่งที่ควรเกิดไม่เกิด สิ่งที่ไม่ควรเกิดกลับเกิด"
กราแฮมเอ่ยเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา อย่างกับตอบข้าทั้งที่ไม่ได้ถาม
"ผมรู้อยู่แล้วนะว่า ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่สูญสิ้น ยิ่งเข้าใกล้ ารเสื่อมสลายเท่าไร รากเหง้าของเธอก็ยิ่งเปล่งประกาย และ มีชัยชนะเหนือการเสื่อมสลาย เหมือนอย่างที่ผมผ่านพ้นความว่างเปล่าและกลับสู่ความมีอยู่"
มันหมุนเคียวใหญ่ ก่อนจะปล่อยมือจากมัน
"ฉะนั้นผมจะไม่ดับชีพเธอหรอก"
เคียวเทพวิปลาสกลับสู่ร่างของเทพวิกลจริตอากังซอนผู้สวมชุดผ้าปะต่ออีกครั้ง
"ผมจะให้เธอเกิดใหม่ด้วย 'กิเจลิกา' ผ่านครรภ์มารดาของอากังซอน เป็นทารกที่ถูกปั่นป่วนระเบียบไปเรื่อย ๆ และไม่ได้เกิดชั่วนิรันดร์"
มันวาดวงเวท กิเจลิก้าร์' ที่ศรษะของข้า วงเวทผุดขึ้นที่ท้องของอากังซอนซึ่งมีการฝังสูตรเวทมนตร์ไว้แล้ว กายของข้าแหลกสลายกลายเป็นอนุภาคแสงสีนิลลอยขึ้นฟ้า ศีรษะที่มันถืออยู่ก็เปลี่ยนเป็นอนุภาคสีดำเหมือนกัน
"เธอเฝ้าดูสิ่งที่ผมทำอยู่ใกล้ๆ ก็พอแล้ว มองดูโลกที่เธอรักถูกป้ายทับด้วยความเกลียดชังและความอัปลักษณ์ไงล่ะ"
มันเอ่ยด้วยสีหน้าเปี่ยมเมตตา
"ต่อให้ต้องใช้เวลาสักหมื่นหรือสองหมื่นปี ผมจะปรับความเข้าใจกับเธอให้ได้ อานอส"
สิ่งที่น่าพรั่นพรึง......




