~ ความจริงเมื่อสองพันปีก่อน ~
เมื่อสองพันปีก่อน ณ ภูเขาไฟเมฆสายฟ้า ดินแดนกอร์เนลกองอัศวินมายานำโดยเซลิสอยู่ที่ภูเขาไฟซึ่งมีเมฆครึ้มปกคลุมและเสียงฟ้าร้องดังกึกก้อง สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขาคือปากปล่อง ภูเขาไฟ ลาวาที่เอ่อล้นไปด้วยพลังเวทเดือดพล่าน
"ที่นี่รึ"
เซลิสวาดวงเวทแล้วสอดมือเข้าใจกลางของมัน เขาดึงดาบหมื่นอัสนีเกาด์เกย์มอนมาชูขึ้นฟ้า ทันใดที่ไฟฟ้าสีม่วงมหึมารวมตัวที่ใบดาบเขาวาดมันลงไปทางปากปล่องภูเขาไฟเสียงฟ้าร้องคำรามสนั่นหวั่นไหว
สายฟ้าสีม่วงฟาดลงที่ลาวาเดือดน้ำพุสีแดงพวยพุ่งลาวาที่ถูกสายฟ้าฟาดมลายไปปล่องภูเขาไฟว่างเปล่าในชั่วอึดใจเมื่อชะโงกมองก็พบว่าลึกพอสมควรที่ก้นปล่องมีวงเวทเฉพาะที่วาดไว้ พวกเซลิสกระโดดลงปล่องภูเขาไฟมาอยู่บนวงเวทเฉพาะที่เมื่อใช้พลังเวทย์
ร่างกายก็ดิ่งจมลงพื้นใต้ปล่องภูเขาไฟมีโพรงคล้ายจะเป็นถ้ำ ในนั้นมืดสลัวไร้แสงกลิ่นเหม็นน่ารังเกียจทิ่มแทงจมูก กลิ่นเลือดนั่นเอง กลิ่นไม่น่าพิสมัยเช่นเดียวกับที่เคยได้กลิ่นที่ไหนสักแห่งในอดีต พวกเขาเดินลึกเข้า ข้างในพลางสอดส่องสายตาในความมืดในไม่ช้า
เห็นแสงรำไรตะไคร่น้ำเปล่งแสงที่ติดบนผนังถ้ำช่วยมอบแสงสว่างเมื่อเพ่งมองก็เห็นศพเรียงรายเป็นทิวแถวเป็นศพของสี่เผ่าคือมนุษย์มาร ภูติและเทพเกือบทุกศพมีร่องรอยท้องฉีกขาด แม้มีศีรษะทว่าสภาพเหมือนที่หมู่บ้านเซวรอนแทบทุกอย่างใครบางคนคงเคยวิจัยเวทมนตร์ในที่แห่งนี้
"ออกมาซะ"
เชลิสตวัดเสียงบอก เสี่ยงฝีเท้าดังก้องจากอีกฟากของความมืด ผู้ที่เดินออกมาคือชายถือหอกมาร
"เจฟฟ์"
เอดพึมพำ เซลิสเห็นเขาก็ขมวดคิ้วทันที
"มาทำอะไร"
"ที่นี่เป็นที่แบบไหนกันแน่ขอรับ"
"คนถามคือข้า เจ้าไม่ใช่วิญญาณอีกต่อไปแล้ว ข้ากำลังถามว่าเจ้ามาทำอะไรที่นี่"
เซลิสเขม้นมองเจฟด้วยประกายตาคมกริบ
"..ถึงอย่างนั้นข้าก็ยังติดหนี้บุญคุณที่ท่านเก็บข้ามา...ถึงจะทำความเข้าใจท่านได้ยาก...แต่มีเฉพาะเรื่องนั้นที่จริงแท้..."
เจฟมองตอบเซลิสตรง ๆ แล้วกล่าว
"ข้าทอดทิ้งท่านไม่ได้ขอรับ ต่อให้ต้องมีชีวิตเป็นวิญญาณโดยไม่เต็มใจก็ตามที่.."
"จะเดินบนเส้นทางที่ขัดต่อศรัทธาของตัวเองรึ"
เจฟฟ์เงียบไปเมื่อถูกถามเสียงกร้าว
"..เรื่องนั้น....ข้าไม่ทราบขอรับ..."
"เจ้าเด็กเหลือขอที่เตรียมใจพร้อมยังทำไม่ได้ ยังกล้าโผล่หัวมาที่นี่ด้วยความคิดเช่นนั้นอย่างหน้าไม่อายอีก"
เซลิสไม่สนใจเจฟ เขากวาดตามองในถ้ำ คงกำลังค้นหาร่องรอยของผู้ใช้ศาสตร์ที่เคยทำการวิจัยเวทมนตร์ที่นี่
"ไอซิส"
พอเจฟตั้งท่าจะซักถาม เอดตบบ่าเขา
"ไม่นึกว่าเจ้าจะกลับมา"
เอดพูดเพียงเท่านั้นแล้วเริ่มสำรวจในถ้ำ เจฟมองภาพนั้นชั่วครู่ แต่สุดท้ายก็ร่วมปฏิบัติงานกับเหล่าอัศวินมายาเหมือนปรับ
อารมณ์ได้แล้ว เขาเอ่ยถาม
"ที่นี่เป็นห้องวิจัยของมันหรือขอรับ"
"คงใช่"
เซโน่ตอบ
"...วิจัยเวทมนตร์อะไรหรือ"
"คงเป็นเวท 'ซิลิก้า' เป็นกลเม็ดที่ทำให้มันผู้น่าจะสิ้นสูญไปแล้วมีชีวิตรอดมาได้"
"มันทำได้อย่างไร"
เซโนส่ายศีรษะเป็นทำนองว่าไม่รู้ แล้วมองไปที่เซลิส เซลิสเอ่ยทั้งที่ยังเพ่งมองวงเวทเฉพาะที่ในถ้ำ
"ข้าบั่นคอมันและร่ายคำสาปด้วยไฟฟ้าสีม่วง ใช้คำสาปตัดหัว กับมัน มันน่าจะดับสูญไปแล้ว ทว่ามีบางรายที่วิธีนั้นใช้ไม่ได้ผล"
หลังใช้ความคิด เจฟฟ์ถาม
"...เผ่ามารที่ไม่มีหัวหรือขอรับ"
"ถูกต้อง ในบรรดานั้นมีเผ่าที่ดูเผิน ๆ มีหัว ทว่าใช้วิธีนั้นไม่ได้ผล นั่นคือเชื้อสายของเผ่าเซวรอน เพราะหัวของพวกนั้นเป็นเพียงของหยิบยืมมาที่เปลี่ยนเป็นของใหม่ได้"
"ทว่าอย่าว่าแต่เป็นเชื้อสายของเซวรอนเลย มันไม่ใช่เผ่ามารด้วยซ้ำ..."
"คงกลับมาเกิดใหม่ด้วยเวทมนตร์เกิดใหม่ที่ใช้ครรภ์มารดา"
เซลิสจับจ้องศพที่มีวงเวทวาดไว้ที่ท้อง
"เวลาใช้เวท 'ซิลิก้า' ร่างหลังเกิดใหม่จะมีความคลุมเครือ มันพัฒนาเวทมนตร์นั้นและใช้ครรภ์มารดาเพื่อกลับชาติมาเกิดใหม่เป็นตัวตนที่ตัวเองเลือก คาดว่ายังทำได้ไม่สมบูรณ์ ทว่ามันจูโจมหมู่บ้านเซวรอน ใช้พวกนางเป็นครรภ์มารดา แล้วกลับชาติมาเกิดใหม่เป็นเชื้อสายของเซวรอน_"
เซลิสพลันผุดสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนพูดต่อ
"ไม่สิ มันรับเอาเลือดของเซวรอนไป กลับชาติมาเกิดใหม่เป็นตัวตนอีกประเภทโดยได้รับพลังของเผ่าไร้หัว แล้วแปรเปลี่ยนเป็นอสุรภายที่เรียกว่าเผ่ามารไม่ได้ด้วยซ้ำ"
เพราะเหตุนั้น แม้เซลิสจะบั่นคอและร่ายคำสาปตัดหัวแล้วมันก็ยังไม่สิ้นสลาย
"มันอาจใช้เวทมนตร์เกิดใหม่พร้อมกับตอนที่ข้าร่ายคำสาป ตัดคอใส่มันก็ได้ รากเหง้าหายไปจากที่นั่น แล้วย้ายเข้าครรภ์มารดา ที่เตรียมไว้ล่วงหน้า ถ้าไม่รู้กลเม็ด ก็จะนึกได้อย่างเดียวว่ามัน ดับสูญแล้ว"
ใช้'กิเจลิก้า' ไม่ผิดแน่ กลับชาติมาเกิดใหม่ได้เร็วกว่าด้วย
"เวทมนตร์แบบนั้น...ไม่มีใครในหมู่เผ่ามารใช้ได้.มนุษย์ดั้นต้นไปถึงก้นบิ้งนั้นแล้วหรือ..."
"อย่าไปดูถูกสิ มันไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา แค่ใช้พลังของเชื้อสายเชวรอนและคลุมกายด้วยผิวหนังของมนุษย์ เพื่อปกปิดรากเหง้าที่อยู่เบื้องลึก"
ได้ยินเสียงปรบมือแปะ ๆ เสียงปรบมือก้องมาจากความมืดในถ้ำคล้ายจะชมเชยเซลิส
"สมแล้วที่เป็น เซลิส วอลดีโกด หัวหน้ากองอัศวินไร้นามแห่งดีลเฮด"
มีเสียงฝีเท้าดังพร้อมเสียงพูดที่ฟังดูอ่อนโยน คนส่วนใหญ่ในยุคเทพปกรณัมจะเดินเงียบเชียบไร้เสียงในสมรภูมิ หรือถึงไม่ทำอย่างนั้นก็จะระมัดระวังและเตรียมใจพร้อม
ทว่าเสียงฝีเท้านี้ฟังดูไร้กังวลจนไม่เหมาะกับสนามรบ มันเดินมาจากทิศทางที่พวกเซลิส เดินมา มนุษย์ผู้นี้เคยกบดานอยู่ในดีลเฮด เขาคือผู้กล้า กราแฮม หัวหน้าหน่วยสิบเจ็ดแห่งกองทัพอาเซซิออน
"สันนิษฐานได้วิเศษมาก"
เซลิสถามเสียงแข็งขณะส่องดูกันบิ้งของบุรุษที่ปรากฏตัว
"เจ้าเป็นใคร"
"ผู้กล้า กราแฮม น่ะสิ หมายถึงตอนนี้นะ"
เซลิสยิงสายตาดุดันใส่อีกฝ่าย
"ข้าไม่ได้ถามชื่อของหัว จงเผยโฉมหน้าที่แท้จริงซะ ไอ้ปีศาจ"
กราแฮม พลันผุดยิ้ม
"ถึงบอกให้เผยโฉมหน้าแท้จริง ผมก็ลืมชื่อในอดีตไปแล้วเรียกผมว่ากราแฮมก็ได้ อีกอย่าง จำได้ว่าผมเป็นมนุษย์มาตั้งแต่ต้นแล้ว เกิดมาในตระกูลนักปราชญ์ที่เก่าแก่ทรงเกียรติ ถนัดเวทมนตร์กว่าคนทั่วไปนิดหน่อย ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้นะ ที่ผมคิดว่าตัวเองต่างจากคนอื่นอยู่บ้าง"
สีหน้าเหมือนตอบโต้บทสนทนสัพเพเหระ ทว่าให้ความรู้สึกน่าขยะแขยงเหมือนคนสติฟั่นเฟือน
"ใช่ ผมตระหนักว่าคนอื่นพากันสิ้นชีวิต ส่วนผมไม่เคยเป็นอย่างนั้น เพราะอะไรกันนะ ผมตามหาคำตอบมาตลอด แต่ยังไม่พบเลย"
กราแฮมรับประกายตาของเซลิสไว้อย่างสบายอารมณ์
"แต่ช่วงนี้ผมก็เจอเพื่อนพ้องจนได้ อ้อ แต่เพราะอย่างนั้นผมอาจทำเรื่องไม่ดีกับนายไปแล้วก็ได้นะ"
"หมายความว่าไง"
"ลืมแล้วเหรอ เรื่องนี้ไงล่ะ"
พอกราแฮมดีดนิ้ว วงเวทก็ก่อเกิดบนคริสตัลในถ้ำก่อนจะฉายภาพ สถานที่คือหมู่บ้าน เซวรอน นั้นเลือภาพยามที่จอมมารโกง จะใอ้นี
"..ฝีมือทารก...เมื่อที่ก่อนจะเห็นเปลวเพลิง จำได้ยินเสียงทารกขับ..แล้ว ก็เห็นพลังเวทที่ไม่ใช่ของนาง... เผ่ามารในท้องกำลังใช้พลังเวท.."
"ว่า...ไงนะ...."
"..ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง พอเติบโตแล้วจะมีพลังขนาดไหน..."
นัยน์ตาของพวกทหารในที่นั้นเป็นประกายวาว
"จะให้เกิดมาไม่ได้เด็ดขาด สิ่งที่อยู่ในท้องของหญิงนางน์คือร่างจำแลงของความชั่วช้าที่จะกลื่นกินโลกนี้ด้วยเพลิงสงครามแม้ต้องแลกด้วยชีวิต เราก็ต้องทำลายมันให้ย่อยยับตรงนี้เพื่อสันติภาพของโลก!"
"ลุย!! ฆ่ามันนนน!! เพื่อโลกของเรา!! เพื่อความเที่ยงธรรม!"
ทหารมนุษย์กรูกันเข้าจู่โจม ใบดาบศักดิ์สิทธิ์ในมือเปล่งแสงเจิดจ้าชั่วพริบตาต่อมา--เสียงทารกขยับดังก้อง เปลวไฟสีดำทะมืนกลืนพวกเขาทุกผู้เข้าไป
"อะไรเนี่ย ไฟนี้ดับไม่ได้...บ้าน่า เขตแดนที่ผนึกพลังขอฝเผ่ามารมัน...!"
"ฮี่ย...พลังน่าพรั่นพรึงนี่มันอะไรกัน!"
"อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกก..!!!"
วินาทีนั้นมนุษย์ทั้งหลายที่อยู่รอบบริเวณเปลี่ยนสภาพเป็นขี้เถ้าจนหมดสิ้น
"วิเศษไปเลยเนอะ"
ชายคนหนึ่งกล่าวด้วยเสียงไม่อนาทรทุกข์ร้อน
"เชื้อสายของ วอลดีโกด พลังแห่งการเสื่อมสลาย ราวกับหลุดออกจากตรรกะของโลกนี้"
ผู้ที่อยู่ตรงนั้นไม่ใช่เทพแห่งการทำลายล้างอาเบลนิวซึ่งอยู่ในร่างของเด็กสาว ทว่าเป็นกราแฮม
"เมื่อครรภ์มารดาใกล้เสื่อมสลาย พลังเวทย์ก็เพิ่มขึ้นหรือนี้"
เขาจับจ้องลูน่า อัคนีสีนิลปรากฏตรงหน้านางและกลายเป็นบาเรียราวกับจะปกป้องมารดา
"...อานอส.."
ลูน่าพึมพ้า
"ไม่ต้องห่วง..ไม่เป็นไรหรอก...ลูกใช้พลังเพื่อให้ตัวเองเกิดมาก็พอ..แม่จะคลอดลูกให้ได้..."
"งดงามเหลือเกิน ความรักของแม่ที่ปกป้องลูก เธอคงเสี่ยงชีวิตคลอดเขาออกมา"
กราแฮมเอ่ย
"เมื่อครรภ์มารดาเสื่อมสลาย เขาก็จะได้รับชีวิต โดยแบกรับชะตากรรมแห่งการเสื่อมสลายไว้"
ทันใดที่อัดนีสีดำสนิทอันตรธานสิ้น ลูนาวิ่งเข้าหากราแฮมเขายิ้มแล้วโค้งอย่างนอบน้อมดุจดังเปิดม่านการแสดงบนเวที
"ขอบคุณ"
ความมืดมิดเริ่มแผ่ขยายไปรอบด้าน
'กาเลียน'
ความมืดมิดซึ่งไม่มีแสงสักเสี้ยวมาเยื่อนที่แห่งนั้น
"แย่จัง แบบนี้ก็มองอะไรไม่เห็นเลยน่ะสิ"
ฉับ เสียงชีวิตดับวูบ มือของกราแฮมผ่าท้องลูน่า
"...อะ...."
นางทรุดเข่าฮวบแล้วล้มลง กระนั้นก็ยังยกมือจับท้องเพื่อปกป้องทารกน้อย
"คุณคะ...ที่เหลือ..."
ชั่ววินาที่นั้นไฟฟ้าสีม่วงแล่นแปลบปลาบเสมือนหนึ่งจะมีอสุนีบาตฟาดลงมา ดาบเกาด์เกย์มอนแทงทะลุหัวใจของกราแฮมไฟฟ้าสีม่วงอันทรงพลังป่วนปั่นเปรี๊ยะ ๆ ในร่างของกราแฮม เซลิส ร่ายเวทแห่งการเสื่อมสลายทั้งมวลใส่รากเหง้าของอีกฝ่าย
'ราเวีย เนโอลด์ กันวาริเซ็น'
ไฟฟ้าสีม่วงมอบความวอดวายให้แก่ร่างและ รากเหง้า ของ กราแฮม
"งั้นไว้พบกันใหม่"
กราแฮมพูดสบายๆ คล้ายจะกลับบ้าน เขาสินชีวิตสลายไปอย่างไร้ร่องรอยในเสี้ยววินาทีถัดมา ไม่สิ คงเกิดใหม่ด้วย 'กิเจลิกา' ก่อนจะทันได้สลายไปต่างหาก เซลิสไม่สนใจเขา ค่อยๆเบนสายตาไปทางลูนาที่ล้มอยู่ ภาพหยุดลงตรงนั้น
"ว่าแต่"
กราแฮมเอ่ยด้วยรอยยิ้มกว้าง
"นายจำคำพูดในวาระสุดท้ายของเธอได้รึเปล่า"
เซลิสไม่ตอบคำถามนั้น เอาแต่เขมันมองกราแฮมนิ่ง ๆ
"ที่ผ่านมาฉันมีความสุข' น่าประทับใจจังเลยนะ ให้ฉันข้ามไปฉากนั้นเลยไหมล่ะ"
ชั่ววินาทีนั้นไฟฟ้าสีม่วงแล่นปราด คริสตัลที่ฉายภาพแตกเป็นผุยผง
"ข้าไม่สนใจ"
เซลิสโพล่งอย่างเย็นชา ตั้งดาบหมื่นอัสนีขึ้นต่ำๆ
"เจ้าเป็นคู่มือที่เหมาะกับวิญญาณ เห็นบอกว่าไม่มีวันสิ้นชีวิตขอทดสอบดูหน่อยเถอะว่าเป็นจริงหรือไม่"
"ผมรู้อยู่แล้วนะ เซลิส วอลดีโกด ว่าที่จริงแล้วนายไม่ใช่วิญญาณ"
กราแฮมยิ้มเหมือนมองทะลุจิตใจเซลิส
"นายแสร้งแสดงเป็นวิญญาณ คร่าจิตใจตัวเอง และทุ่มเทให้กับการต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวในแบบที่ไม่มีผู้อื่นเข้าใจได้ ร่วมกับเพื่อนพ้องที่มีน้อยนิด อา ช่างงดงามอะไรอย่างนี้"
กราแฮมเอ่ยขณะวาดวงเวทด้วยสองมือ
"ถ้าผมเหยียบย่ำปณิธานนั้น นายจะเผยใบหน้าที่แท้จริงให้ผมเห็นหรือเปล่าหนอ"
เขาคือผู้กล้าจริงๆงั้นหรือ ฮ่า ๆ ๆ ๆ




