บทนำ ~ ผีไร้นาม ~
ยุคนั้นเป็นยุคก่อนที่ผู้ปกครองของเผ่ามารจะถือกำเนิด เผ่ามารที่แข็งแกร่งทั้งหลาย ไม่ว่าจตุราชามารหรือราชาถีมารแห่งอาเซเซียออน ต่างรบราห้ำหั่นประจัญบานเหล่าเผ่ามารสำแดงอำนาจว่า
ข้านี่แหละคู่ควรจะปกครองดีลเฮดกระทั่งเผ่ามารด้วยกันก็ยังรบกันไม่เว้น มีไม่น้อยที่รุกรานอาเซชิออนเพื่อขยายดินแดน ในและนอกอาณาจักรตกอยู่ท่ามกลางเพลิงสงครามเป็นนิจเผ่ามารแต่ละกลุ่มจำต้องโดดเดี่ยวในการรับมือกับการบุกรุกของมนุษย์
ผู้ผนึกกำลังกัน รวมทั้งเผ่าเทพ และหมู่ภูตที่ให้มนุษย์หยิบยืมพลังสิ่งที่มวลมนุษย์และหมู่ภูตหวาดหวั่นคือ ความสามัคคีของเผ่ามารเพราะพวกมารโรมรันกันเองอย่างต่อเนื่อง
กำลังรบของดีลเฮดกับอาเซชิออนจึงรักษาสมดุลไว้ได้อย่างจวนเจียนหากเมื่อใดเกิดการปรากฏตัวของผู้ปกครองที่รวบรวมเผ่ามารให้เป็นหนึ่ง สถานการณ์รบคงพลิกตาลปัตรทันควัน
ทัพอาเซชิออนยังคงเป็นจอมเจ้าเล่ห์เพทุบายพวกเขาหว่านเมล็ดแห่งความหวาดระแวงแก่ราชาทั้งหลายที่ปกครองพื้นที่ต่าง ๆ ของอาเซนซีออน
แผนของพวกเขาง่ายดายทำให้เผ่ามารฆ่าฟันกันเองระหว่างที่เหล่าเผ่ามารดูแคลนว่ามนุษย์ไร้ค่า กองทัพอาเซชิออนก็จะค่อยๆปิดฉากการรบ
และเป้าประสงค์นั้นก็ประสบความสำเร็จอย่างราบรื่นทว่าในหมู่เผ่ามาร ย่อมมีผู้ตระหนักถึงเรื่องนั้นพวกเขาไม่สังกัดฝักฝ่ายใดของเผ่ามาร เป็นพวกไร้นาย ปราศจากดินแดน และไม่เปิดเผยแม้แต่นามของตน
กองทัพอัศวินมายาแห่งประเทศกาเดซีโอรา ของเผ่ามารซึ่งนำโดยเซลิสวอลดีโกดหายตัวไปโดยไม่มีผู้ใดรู้และไม่ทิ้งชื่อในประวัติศาสตร์พวกเขาคิดอย่างไรกวัดแกว่งดาบเพื่อสิ่งใดกันแน่
มีเพียงผู้ที่เคยเห็นกองอัศวินไร้นาม—ซึ่งเป็นดั่งภาพมายา—กับตาตัวเองเท่านั้น ที่ยังหลงเหลือความทรงจำเพียงเล็กน้อย ทันใดนั้นเองทหารมนุษย์คนหนึ่งตะโกนสุดเสียง
“ขะ...ข้าศึกบุก!! ข้าศึกบุก!!...ไม่รู้จำนวน! มองไม่เห็นตัว! เขตแดนกำลังถูกเวทมนตร์กระหน่ำโจมตีจากทั่วทุกทิศทางขอรับ!!”
สถานที่นั้นคือเขตพื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งอบอวลด้วยก๊าซหนองน้ำมีพิษ ตั้งอยู่ทางใต้สุดของอาเซเซียออนทหารมนุษย์ผู้สัมผัสถึงการจู่โจมจากเผ่ามารรีบส่ง ‘รีคุส’ ไปยังกองทัพพันธมิตรพวกเขาเพ่งมองสุดกำลัง
แต่กลับไม่พบเงาของศัตรู
“หน็อย...ไอ้เผ่ามาร...ตั้งใจจะทำอะไรกันแน่...แล้วทำไมถึงรู้ว่าเป็นที่นี่...”
หน่วยสิบเจ็ดแห่งกองทัพฮาริส นำโดย ผู้กล้า กราแฮม พวกเขาผูกพันธมิตรกับเผ่าเทพ และตั้งฐานปฏิบัติการลับใน อาเซนซีออน สถานที่แห่งนี้ควรเป็นความลับแต่จู่ๆ กลับถูกโจมตีจากศัตรูที่อำพรางตัวตน
ผู้กล้า กราแฮม ก้าวออกมาข้างหน้า
“ไม่ต้องกลัว...นี่คงเป็น "ไลเนล(มายาลวง) กับ ‘นาจีรา(ซ่อนเร้นมนตรา)’”
เขามองไปรอบ ๆ อย่างสงบนิ่ง
“แต่ดูจากสภาพแล้ว เวทน่าจะมีพลานุภาพต่ำ”
เขายกดาบขึ้น ทหารบางคนเริ่มตั้งสติได้ ผู้กล้า กราแฮม กล่าวต่อ
“พวกเราได้รับพรคุ้มครองจากเทพรีโนลรอสผู้ศักดิ์สิทธิ์...เพื่อทะลวงพลังคุ้มครองนี้ เผ่ามาร
มีทางเดียวคือต้องเผยตัว”
แสงสะท้อนจากคมดาบส่องประกาย ดาบปกปักษ์โลรอสต์อัลมา กราแฮมประกาศเสียงดัง
“ตราบใดที่ดาบเทพปกปักอยู่ในมือของข้า..พวก
เราจะไม่มีวันพ่ายแพ้”
คำนั้นทำให้พันธมิตรกระวนกระวายเริ่มมีความมั่นใจดาบศักดิ์สิทธิ์นั้นได้รับพรจากเทพเขตแดนรีโนโลรอส หากมีเขตแดนผู้กล้าขจัดสิ่งชั่วร้าย
มีดาบเทพปกปักและพรคุ้มครองของเทพเขตแดนต่อให้โลกถล่มสลายก็คงมีเฉพาะพวกเขาที่อยู่รอดอย่างปลอดภัย
แสงของ"อัสก์(อาณาเขตศักดิ์สิทธิ์)"รวมตัวรอบร่างของ กราแฮม พรคุ้มครองยิ่งทวีความแข็งแกร่งและในจังหวะนั้นเสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างสงบ
‘เวเนเจียร่า(ความเป็นไปได้ปรากฏ)’
เงาหนึ่งปรากฏตัวเบื้องหน้าหน่วยสิบเจ็ดแห่งกองทัพฮาริส ชายผู้มีผมสีม่วง ดวงตาสีฟ้า สวมเสื้อคลุมยาวสีดำขอบม่วง
เซลิส วอลดีโกด
กราแฮมจ้องเขม็งทหารคนหนึ่งรีบตรวจสอบพลังเวทมนตร์ดู
“...โผล่มาแล้วสินะ...”
“ลองเปรียบเทียบความยาวคลื่นของพลังเวทแล้วครับ!...ไม่ตรง เขาคงไม่ใช่เผ่ามารระดับราชวงศ์!”
คำพูดนั้นทำให้เหล่าทหารหลายคนถอนหายใจโล่งอกเผ่ามารระดับราชวงศ์คือกลุ่มที่มีพลังสูงลิบและต้องจับตาเป็นพิเศษแต่ชื่อของ เซลิส ไม่เคยปรากฏในข้อมูลข่าวกรองเลยหมายความว่าน่าจะรับมือง่าย
เซลิส วอลดีโกด ไม่พูดอะไรเขาเดินตรงเข้าหาเขตแดนมือขวาตวัดดาบหมื่นอัสนี เกลาเกมอน เบื้องหน้าของเขาวงเวททรงกลมปรากฏขึ้นไม่ใช่วงเดียวแต่มีถึงเก้าวง
เซลิสเอ่ยเบา ๆ อีกครั้ง
‘เวเนเจียร่า’
เขาเลือกดาบหมื่นอัสนีแล้วแทงมันลงไปในชั่วพริบตาดาบแห่งความเป็นไปได้ทั้งเก้าแทง
ทะลุวงเวททรงกลมทั้งเก้าเสียงอสนีบาตคำราม
สายฟ้าสีม่วงระเบิดกระจายทั่วพื้นที่ชุ่มน้ำนภาคำ
รามปฐพีสั่นสะเทือนเพียงการปลดปล่อยพลังเวทชีวิตในบริเวณนั้นก็ดับสูญไฟฟ้าสีม่วงแล่นไปตามพื้นดิน วาดวงเวทมหึมากลืนเขตแดนของเหล่าผู้กล้าเขตแดนนั้นมีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้อาณาจักรถูกทำลายจากพลังเวทย์มหาศาล
แต่ตอนนี้มันกำลังถูกฉีกออก เซลิสชูดาบขึ้นฟ้า ทั้งดาบที่มีตัวตนจริงและดาบแห่งความเป็นไปได้เส้นสายไฟฟ้าสีม่วงพุ่งขึ้นนภา แล้วเขาก็กล่าว
‘ลาเวีย เนโอนด์ กัลวาริสเอ็น(ดาบสิบสนามสายฟ้าม่วงสูญสิ้น)’
ไฟฟ้ามหึมาจากท้องฟ้าฟาดลงมารวมกับดาบทั้งสิบแปรเปลี่ยนเป็นดาบยักษ์เพียงเล่มเดียวราวกับเสาที่เชื่อมฟ้ากับดิน เซลิสฟันลงมาเสียงกัมปนาทกึกก้อง หายนะกลายเป็นสายฟ้าท้องฟ้าของอาเซนซีออนถูกย้อมเป็นสีม่วง
เพียงไม่กี่วิพื้นที่นั้นทั้งผืนก็ปลิวกระเด็นเหล่าหัวกะทิของกองทัพฮาริสและเทพเขตแดนอันตรธานหายไปเหลือเพียงดินแดนรกร้าง มีเพียงหนึ่งเดียวที่เป็นผู้รอดชีวิตมีเพียงคนเดียว
นั่นคือ ผู้กล้า กราแฮม
ดาบเทพปกปักษ์ โรรอสต์อัลม่า ไหม้ดำจนร่วงกราวเหตุที่เขายังรอดมาได้อย่างหวุดหวิดคงเพราะพลังของเทพเขตแดน
ดาบโรรอสต์อัลมา และ ‘อัสก์’ เซลิส เดินเข้าหาเขาช้าๆ กราแฮมก้มหน้า เบื้องหลังเซลิส เผ่ามารสิบกว่าตนสวมเสื้อคลุมปรากฏตัว
อาจเพราะเวท “ไลเนล(มายาลวง)” และ “นาจีรา(ซ่อนเร้นมนตรา)” ทำให้พลังเวทของพวกเขาพร่าเลือนกราแฮมเงยหน้าขึ้นเขาหายใจหนัก
“...ในเมื่อมีพลังสูงส่งเพียงนี้...แล้วเหตุใด...”
กราแฮมพูดต่อ
“...เหตุใด...ใยจึงไม่เข้าร่วม...สงครามแย่งชิงอำนาจ”
เซลิส ไม่ได้เปิดปากตอบ ผู้กล้า เผ่ามารผู้ลือนามมักครอบครองดินแดนแต่กราแฮมไม่พบข้อมูลของชายคนนี้เลย
“...พวกเจ้าเป็นใครกันแน่...”
เซลิสตอบเบา ๆ
“นามนั้นไม่จำเป็นสำหรับวิญญาณ”
“แต่สำหรับผู้ที่จะเดินทางสู่ปรโลกอย่างน้อยควรจะได้สลักจำนามนี้เอาไว้สักนิด”
“ข้าคือ ไอซิส (หัวหน้ากอง)แห่งกองทัพอัศวินมายา”
“ช้าก่อน”
อัคนีสีนิลลุกโชนจากเปลวเพลิงนั้นร่างหนึ่งปรากฏมนุษย์เพลิง ราชาถีมาร โมบิลัส เฮรอส
“ที่แห่งนี้คือดินแดนอาเซเซียออน...และข้าคือเจ้าของดินแดน”
เพลิงในดวงตาของเขาลุกวาบ
“ไม่อาจปล่อยให้เจ้าสังหารชายผู้นั้นเพราะนึกสนุกได้ จริงไหมเล่า”
เซลิสมองเขาเงียบๆโมบิรัสซ์ยิ้มบาง
“ไม่ต้องปล่อยจิตสังหารเช่นนั้นหรอก...ข้ามีคำถามจะถามมนุษย์ผู้นั้นสักสองสามข้อ...แค่นั้น เจ้าคงไม่รังเกียจใช่หรือไม่”
เซลิสยังไม่ตอบแต่ดึงดาบกลับคล้ายยินยอม โบมิลัส หันไปทางกราแฮม
“จงตอบมา ผู้กล้ากราแฮม...มิเช่นนั้นชีวิตของเหล่าสายลับที่เจ้าส่งเข้ามาในวังของข้าจะหาไม่”
“สายลับที่มายังวังอาเซเซียออนและพวกเจ้าตรงนี้ รวมแล้วยังไม่เท่าจำนวนคนที่เข้ามาในอาเซนซีออน...ที่เหลืออยู่หนใด”
โมบิลัสวาดวงเวท
“เซกต์(พันธสัญญา)...หากเจ้ายอมตอบอย่างว่าง่าย ข้าจะรับประกันชีวิตให้”
เขากล่าวอย่างสงบ
“ตัวข้ายึดหลักสันติภาพ เพียงได้ขับไล่พวกเจ้าออกจากดินแดนมิดเฮสแห่งนี้ก็พอใจแล้ว”
‘เซกต์’ บันทึกข้อความตามที่เขากล่าวกราแฮมมองมันตอนนี้เขาเสียทั้งพวกพ้องเสียทั้งดาบศักดิ์สิทธิ์และอยู่ในแดนศัตรูเขาไม่มีทางเลือกเขาลงนาม แล้วกล่าว
“พวกพ้องของข้าอยู่ที่หมู่บ้านของตระกูลเซวร็อน...อย่างนั้นเองหรือ”
เขาพูดต่อ
“เหล่าสตรีแห่งเซวร็อนตัดหัวมนุษย์ ช่วงชิงใบหน้า สติปัญญา และพลังเวทไป...พวกเจ้าย่อมเคียดแค้นพวกนาง”
ชนเผ่าเซวร็อนคือเผ่ามารไร้หัวที่หาได้ยากและมีเพียงอิสตรี
โมบิลัสกล่าวอย่างสุขุมเขามองไปไกล
“ผู้กล้าเอ๋ยข้าเป็นราชาที่เข้าใจอะไรง่ายมนุษย์อย่างพวกเจ้าจะโกรธแค้น ก็เป็นเรื่องธรรมดาตระกูลเซวรอนจะถูกล้างแค้นก็คงไม่แปลก”
เขาหันกลับมา
“นี่เป็นโอกาสอันดี...เผ่ามารกับมนุษย์ควรหารือกันสักครั้ง...มาที่วังของข้าไหม...พวกพ้องของเจ้าก็อยู่ด้วย...ระหว่างที่พำนักอยู่ที่นั่น ข้าจะรับประกันความปลอดภัยของมนุษย์ในหมู่บ้านเซวรอน”
กราแฮมเงียบไปครู่หนึ่งเขาใคร่ครวญแต่ทางเลือกมีเพียงทางเดียว
“...เข้าใจแล้ว”
พริบตานั้น เซลิส วาดดาบหมื่นอัสนีลงอย่างเงียบงัน เสียงฟ้าร้องกึกก้อง สายฟ้าสีม่วงพุ่งเข้าใส่ โมบิรัสซ์ ใช้มือเพลิงขวาคว้าใบดาบไว้
เขากล่าว
“ไอซิสผู้ไร้นามเอ๋ย...ข้าได้บอกแล้วว่าที่นี่คือมิดเฮส”
“ขออภัยด้วย แต่ในเมื่อมี ‘เซกต์...อ๊ากกกกก!!”
แขนเพลิงของ ราชาถีมาร ร่วงหล่นถูกตัดด้วยดาบหมื่นอัสนี
“...อึก...”
ในเวลาเดียวกันดาบเกลาว์เกย์ม๊อน สะบั้นคอ ผู้กล้า กราแฮม โดยไร้ความปรานี ร่างเขามอดไหม้ไปกับสายฟ้าสีม่วง โมบิรัสซ์ตะโกน
“เจ้าคิดจะ—”
ดาบหมื่นอัสนีปักเข้าร่างของเขาไฟฟ้าสีม่วงแล่นพล่านทั่วกายเพลิง เซลิส ตวัดดาบจนสุด ร่างของโมบิลัสแตกกระจายแต่ยังไม่ดับสูญ ราชาถีมาร หัวเราะแผ่ว
“อา ได้สิ...ข้าเข้าใจแล้ว...อย่างไรเสียมนุษย์ก็ต้องล่มสลายอยู่ดี...ถึงสู้กับเจ้าไปก็เปล่าประโยชน์”
เปลวเพลิงสลายตัวเป็นสะเก็ดไฟ แล้วไม่กลับคืนสู่ร่างมนุษย์อีก ก่อนจะกล่าวทิ้งท้าย
“ให้ตายเถิด ไม่นึกเลยว่าเจ้าปราศจากความละโมบอีกทั้งยังสร้างความย่อยยับในทุกทุกที่ที่ตนไปถึงไม่มีเผ่ามารคนใดที่คลุ้มคลั่งเท่าเจ้า สมแล้วที่เป็นคนสุดท้ายของ วอลดีโกด ที่ถูกกำหนดให้เสื่อมสลาย แม้แต่จิตใจก็สูญสิ้นไปเนิ่นนานจนกลายเป็นเพียงวิญญาณ”
ราชาถีมารโบมิลัส กล่าวทิ้งท้ายเช่นนั้นแล้วจากไป พร้อมกับ กองทัพมาร ของเขา




