~ การเข้าเรียน ~
แสงแดดยามเช้าทอดตัวลงมาตกกระทบกับผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่หากแต่สิ่งที่ตั้งผงาดอยู่เบื้องหน้าของข้าในเวลานี้กลับไม่ใช่เพียงแค่สิ่งปลูกสร้างธรรมดาๆ
หรืออาคารเรียนที่พบเห็นได้ทั่วไปกำแพงหินโบราณสีเทาเข้มสลักลวดลายอักขระเวทมนตร์อันซับซ้อนส่องแสงวาบหวามเป็นระยะสถาบันโลกพิศวงหรือที่รู้จักกันในนามสถาบันโลกพิศวงตั้งสถิตอยู่
ณ ที่แห่งนี้ ขนาดความยิ่งใหญ่และพื้นที่อันกว้างขวางของมันนั้นไม่อาจประเมินด้วยสายตาได้ตามปกติเพราะมันยิ่งใหญ่เสมือนยกทั้งทวีปมาประดิษฐานไว้ภายใต้เขตอาคมโบราณ
ยอดหอคอยสูงเสียดฟ้านับพันยอดโผล่พ้นกลุ่มเมฆละอองมานาเข้มข้นอบอวลอยู่ในอากาศจนรู้สึกได้ถึงความหนาแน่นที่แทรกซึมผ่านทุกลมหายใจเข้าออกหลายวันผ่านไปนับตั้งแต่วันนั้น
วันที่ชีวิตของข้าต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล
ข้ามีนามว่า
คันซากิ อากิระความทรงจำในวันนั้นยังคงแจ่มชัดชายสองคนที่ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าข้าชายผู้มีบรรยากาศประหลาดนามว่าโนอาห์
และชายวัยกลางคนในชุดเครื่องแบบเนียบกริบผู้เป็นรับใช้ข้างกายพ่อบ้านรอนครุส ถ้อยคำที่ถอดถอนออกมาจากปากของโนอาห์ในวันนั้น ยังคงก้องกังวานอยู่ในหัวของข้าจนถึงวินาทีนี้
"...จงเดินทางไปซะ อากิระ จงไปเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อว่า สถาบันโลกพิศวง ซะ..."
นั่นคือคำสั่งหรือคำชี้แนะอันเป็นปริศนาที่นำพาข้ามาหยุดยืนอยู่ ณ จุดเริ่มต้นแห่งนี้ หน้าประตูทางเข้าอันมหึมาของสถาบันที่กั้นแบ่งระหว่างโลกภายนอกและดินแดนแห่งความเร้นลับ
ข้าก้าวเท้าเดินไปตามลานหินอ่อนปูเรียบซึ่งเป็นทางเดินหลักที่ทอดทอดยาวสู่ประตูสถาบัน บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยความคึกคักและความวุ่นวายเหล่าเหล่านักเรียนใหม่
และอาคันตุกะจากทั่วสารทิศต่างเดินทางมารวมตัวกันทุกคนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าหรูหราแสดงถึงฐานันดรและสายเลือดอันสูงส่งที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายทว่าในขณะที่ข้ากำลังเดินก้าวไปข้างหน้าอย่างเงียบนั้นเอง
"โอ๊ยย!..."
เสียงร้องแหลมเล็กด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นไม่ไกลจากจุดที่ข้ายืนอยู่เด็กสาวเรือนร่างบอบบางคนหนึ่งถูกกระแทกเข้าที่ไหล่อย่างจัง
แรงเหวี่ยงส่งผลให้ร่างของเธอเสียหลักล้มไถลลงไปกองกับพื้นหินแข็งซองจดหมายสีน้ำตาลอ่อนในมือกระเด็นหลุดออกจากนิ้วเรียวยาวร่วงลงสู่พื้นฝุ่นใกล้ๆ
ทว่าคู่กรณีที่เป็นนักเรียนชายสองคนในชุดแต่งกายหรูหราประดับประดาด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ กลับไม่มีแม้แต่ความสำนึกผิดพวกมันหยุดชะงักเพียงเล็กน้อย
แววตาที่มองต่ำลงมายังเด็กสาวเต็มไปด้วยความเหยียดหยามและดูแคลนปราศจากความรู้สึกที่อยากจะเอ่ยคำขอโทษแม้เพียงครึ่งคำ
"เหอะ! พ่อนี่หัวโบราณชะมัดยาดเลย ให้ตายสิ..."
นักเรียนชายคนแรกแค่นหัวเราะในลำคอยักไหล่อย่างไม่แยแสขณะที่ปัดฝุ่นออกจากเสื้อสูทเนื้อดีของตน
"ฉันเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ สายเลือดบริสุทธิ์แท้ๆ แต่ทำไมยังต้องลดตัวมาสอบเข้าเรียนร่วมกับพวกชั้นต่ำพวกนี้อีกกันนะ?"
"ใช่ๆ นั่นสินะ! เชยชะมัดยาดเลยว่ะ ฮ่าๆๆ!"
เพื่อนที่เดินมาข้างๆเออและออห่อหมกพร้อมกับหัวเราะร่าด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันก่อนที่พวกมันทั้งสองจะเดินกร่างผ่านไปราวกับว่าเด็กสาวที่ล้มอยู่ตรงนั้นเป็นเพียงก้อนหินไร้ค่าก้อนหนึ่ง
เด็กสาวค่อยๆยันกายลุกขึ้นมาร่างกายของเธอสั่นเทาเล็กน้อยจากความอับอายความเจ็บเธอพยายามเอื้อมมืออันสั่นเทาหมายจะคว้าซองจดหมายสำคัญที่ตกอยู่บนพื้น
แต่ทว่าข้ากลับก้าวเข้าไปข้างหน้าเร็วไปกว่าเธอหนึ่งก้าวข้าย่อตัวลงเล็กน้อยนิ้วมือของข้าหยิบซองจดหมายฉบับนั้นขึ้นมาก่อนที่มือของเธอจะ
แตะถึงสายตาของข้ากวาดมองตัวอักษรวิจิตรที่เขียนระบุชื่อผู้รับบนหน้าซองจดหมายนั้นอย่างชัดเจนข้าเงยหน้าขึ้นจ้องมองไปยังใบหน้าของเด็กสาวที่กำลังทำสีหน้าตกใจ
แล้วจึงเอ่ยปากพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"สเตลร่า...ชื่อของเจ้าสินะ?"
"อะ...อื้ม..."
เธอยืนอ้ำอึ้งอยู่ชั่วขณะด้วยความประหลาดใจดวงตาสีสวยของเธอจ้องมองมาที่ข้าด้วยความสับสนและระมัดระวังตัวก่อนจะค่อยๆ
พยักหน้ารับคำอย่างแผ่วเบาเธอสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติปรับกิริยาให้เข้าที่แล้วจึงเอ่ยถามกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ยังคงมีความลังเลอยู่เล็กน้อย
"ขอบคุณนะที่ช่วยเก็บให้...แล้ว...แล้วคุณล่ะ?"
"ข้า..."
คำพูดที่จะหลุดออกจากปากของข้าชะงักลงทันทีภาพความทรงจำคำเตือนของชายผู้นั้นผุดขึ้นมาแทรกในหัวของข้าอีกครั้งอย่างประจวบเหมาะคำพูดของชายที่มีนามว่าอะไรก็ลืมไปแล้ว
ที่เคยย้ำเตือนข้าเอาไว้ก่อนเดินทาง
"เจ้าหนู...ในตอนที่เจ้าเข้าไปเรียน จงจำไว้ให้ดีว่าอย่าได้เผยนามจริงของเจ้าเป็นอันขาด จงใช้นามแฝงซะ”
ข้าตื่นขึ้นมาจากพะวงพลางขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วไอ้การใช้นามแฝงเนี่ยมันต้องตั้งยังไงหว่า? นามแฝงแบบไหนถึงจะเหมาะสมและไม่น่าสงสัยกันล่ะ?
ในขณะที่ข้ากำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ความคิดหนึ่งก็สว่างวาบขึ้นมาในหัว อ๋อใช่แล้วล่ะ! ในเมื่อคิดไม่ออกก็แค่ใช้ชื่อของตัวละครในนิยายที่เราชอบอ่านไปเลยก็แล้วกันประหยัดเวลาแถมยังเท่ดีด้วย
เมื่อคิดได้ดังนั้นข้าจึงยืดตัวขึ้นจ้องมองไปที่สเตลร่าด้วยสายตาที่มั่นคงและตอบกลับเธอไปในทันทีด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
"นามของข้าก็คือ...อานอส วอลดีโกด"
สเตลร่าทำสีหน้าแปลกใจเล็กน้อยกับชื่ออันทรงพลังและแปลกหูนั้นเธอทวนคำพูดของข้าเบาๆ ด้วยความสุภาพ
"คุณอานอส... สินะคะ?"
ข้าส่ายหน้าเบาๆเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเน้นย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด
"เรียกว่า อานอส ก็พอแล้ว"
ในเวลาต่อมาท่ามกลางฝูงชนที่กำลังหลั่งไหลผ่านลานหินอ่อนโบราณตรงทางเดินเข้าสู่สถาบันข้าและสเตลร่ากำลังก้าวเท้าเดินเคียงคู่กันไปตามเส้นทางเพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวอาคารหลักของโรงเรียน
สายลมยามเช้าพัดเอากลิ่นไอมานาอันบริสุทธิ์ผ่านไปแต่แล้วบรรยากาศอันสงบเงียบกลับถูกทำลายลงด้วยน้ำเสียงตวาดแผดดังที่แฝงไปด้วยความก้าวร้าวและเย่อหยิ่งอย่างที่สุด
"ไอ้หนู!...เฮ้ย! ไอ้หนู นี่แก!!!"
เสียงแผดโกธรนั้นสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ ทว่าข้ากลับไม่ได้ใส่ใจในทันทียังคงก้าวเดินต่อไปอย่างราบเรียบเพราะเสียงระเบิดอารมณ์ของเจ้านั่นมันช่างแสลงหู
และไร้ชั้นเชิงจนน่ารำคาญใจยิ่งนักแต่ทว่าเสียงตวาดนั้นยังคงดังไล่หลังมาอย่างไม่ลดละจนในที่สุดข้าจึงยอมหยุดก้าวเดินแล้วค่อยๆหมุนตัวหันกลับไปมองยังทิศทางที่มันยืนแผดเสียงเรียกข้าอยู่
ร่างของนักเรียนชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้นเขาแต่งกายด้วยชุดเครื่องแบบเนื้อดีราคาแพงระยับ ประดับประดาด้วยเข็มกลัดตระกูลส่องประกายวาววับ
ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโมโหและเย่อหยิ่ง ใบหน้านั้นระบายไปด้วยความภาคภูมิใจในอำนาจที่ตนมีข้าจ้องมองมันด้วยสายตาเรียบเฉย
ก่อนจะเอ่ยปากพูดออกไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แทรกซึมไปด้วยความเยียบเย็น
"โทษทีนะ พอดีว่าพลังเวทย์ของเจ้ามันมีอยู่เพียงแค่กระจิ๊ดริ๊ด...มันเบาบางเสียจนไม่อยู่ในสายตาหรือการรับรู้ของข้าเลยน่ะ"
หืมพูดออกไปแบบนี้จะดีไหมนะข้าคิดครุ่นคิดในใจอยู่ชั่วครู่ขณะที่เห็นสีหน้าของมันเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานด้วยความโกรธแค้นแต่ว่านะเท่าที่ข้าเคยยินได้ฟังมา
ยิ่งเราแสดงความแข็งแกร่งและสยบผู้อื่นได้มากเท่าไหร่มันก็ยิ่งจะส่งเสริมให้เราก้าวเข้าใกล้การกลายเป็นจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ได้ง่ายขึ้นไม่ใช่หรืออย่างไร?
ถ้าเช่นนั้น การพูดความจริงออกไปตรงๆ แบบนี้ก็คงดีแล้วกระมัง
"หาาาา!! นี่แก...นี่แกกล้าดูหมิ่น จอมมารคิมจองวูร์ ผู้นี้งั้นเหรอห๊ะ!!"
มันแผดเสียงลั่นจนเส้นเลือดบนคอพองโตด้วยความอับอายและโทสะที่ระเบิดออกมา
"หา...ใครกันน่ะ?...นี่เจ้าเป็นคนดังงั้นเหรอ?"
ข้าเอียงคอเล็กน้อยเอ่ยถามกลับไปด้วยความสงสัยอย่างแท้จริงเพราะชื่อที่มันเพิ่งพ่นออกมานั้นไม่เคยผ่านเข้ามาในหัวหรือความทรงจำของข้าแม้แต่น้อย
เมื่อคำพูดอันเมินเฉยของข้ากระแทกเข้าใส่ เสียงรอบข้างของเหล่าผู้คนที่หยุดยืนดูเหตุการณ์ก็เริ่มพึมพำ
และส่งเสียงฮือฮากันอย่างวุ่นวาย
"เฮ้ย...นั่นมัน คิมจองวูร์ แห่ง ตระกูล ฟินดูร่า ไม่ใช่เหรอวะ นั่นมันตระกูลมหาอำนาจระดับเชื้อสายจักรพรรดิเลยนะเว้ยเฮ้ย!"
"ใช่ๆ ๆ! หมอนั่นกับเด็กสาวคนนั้นโชคร้ายชะมัดยาดเลยที่กล้าไปแหยมกับคนอย่าง คิมจองวูร์ เข้า!"
"เจ้าหมอนั่นจบไม่สวยแน่...ไปกระตุกหนวดเสือของตระกูลฟินดูร่าเข้าให้แล้ว!"
เสียงซุบซิบเปรียบเสมือนกับเป็นเชื้อเพลิงที่โหมกระหน่ำความเย่อหยิ่งของคิมจองวูร์ให้พุ่งสูงขึ้นไปอีกมันยกมุมปากขึ้นเป็นยิ้มเหี้ยมเกรียม
คิมจองวูร์ยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาตรงหน้านิ้วมือทั้งห้าเริ่มกางออกขณะที่วงเวทอักขระสีแดงเพลิงอันซับซ้อนหมุนวนทับซ้อนกันกลางอากาศ
ความร้อนมหาศาลเริ่มแผ่ซ่านออกมาจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว
‘เจสเดรย์(เพลิงมาร)’
ไอความร้อนอันโหดร้ายระเบิดออกมาจากวงเวท เปลวไฟสีดำอมแดงข้นคลักลุกโชนขึ้นบนฝ่ามือของมันคิมจองวูร์จ้องมองมาที่ข้าและสเตลร่าด้วยสายตาของผู้อยู่เหนือกว่า
แล้วกล่าวกลั้วหัวเราะออกมาอย่างเหี้ยมโหด
"เอาไหมล่ะ? เดี๋ยวฉันจะใช้เปลวเพลิงที่ว่ากันว่าเผาผลาญได้แม้กระทั่งทวยเทพและดวงวิญญาณ...เผาแม่หนูนั่นให้กลายเป็นตอตะโกไปเลย! ฮ่า ๆ ๆ ๆ!"
ข้าเพียงแค่ยืนจ้องมองเปลวไฟและท่าทางอันจองหองนั้นด้วยสายตาแห่งความเวทนาสงสารอย่างที่สุดสิ่งนี้หรือคือสิ่งที่พวกมันเรียกว่าเพลิงที่เผาผลาญทวยเทพ?
ช่างเป็นเปลวไฟที่ไร้แก่นสารและเบาบางยิ่งนัก ทว่าสายตาเวทนาที่ข้าส่งไปนั้นกลับยิ่งกวนโทสะของมันให้คลั่งหนักขึ้นไปอีกคิมจองวูร์เริ่มยิ้มที่มุมปากอย่างสะใจ
มันเลิกสนใจข้าชั่วคราวแล้วเบือนสายตาอันเหี้ยมเกรียมไปทางสเตลร่าที่ยืนหลบอยู่ด้านหลังข้าก่อนจะเริ่มก้าวขาสุ่มเสี่ยงเดินตรงเข้าไปหาเธอหมายจะใช้เพลิงมารนั้นทำร้ายเด็กสาว
ในขณะที่มันก้าวเท้าเข้าใกล้สเตลร่าไปเรื่อยๆ นั้นเองข้าก็เพียงแค่เปิดปากแล้วเอ่ยคำพูดออกไปเบาๆด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"...ช้าก่อน..."
สิ้นคำพูดนั้นบรรยากาศรอบตัวพลันบิดเบี้ยวและหนักอึ้งขึ้นมาในทันทีร่างของคิมจองวูร์ชะงักกึกหยุดนิ่งอยู่กับที่กลางอากาศขาที่กำลังจะก้าวออกไปกลับไม่สามารถยกขึ้นได้อีกต่อไป
ราวกับว่ามีพันธนาการที่มองไม่เห็นอันหนาแน่นและทรงพลังยิ่งกว่าโซ่ตรวนเหล็กกล้ามารัดตรึงร่างกายของมันเอาไว้อย่างแน่นหนา
และมิดชิดจนไม่สามารถแม้แต่จะขยับนิ้วมือหรือสั่นสะท้านขากรรไกรได้
"อะ...อะไรกันเนี่ย ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะเว้ยเฮ้ย! ไอ้สวะ!!"
มันพยายามบดฟันและแผดเสียงร้องโวยวายด้วยความตื่นตระหนกเหงื่อเม็ดโตเริ่มแตกพล่านทั่วใบหน้าเมื่อพบว่าขอบเขตพลังเวทย์เพลิงมารบนมือของตนพลันดับพรึบไปทันทีราวกับถูกขยี้ทิ้ง
ข้าเดินก้าวเข้าไปหามันอย่างช้าๆพลางมองดูสภาพอันน่าสมเพชของมันข้าไม่ได้ใช้พลังเวทมนตร์ร่ายบทอาคมหรือกางวงเวทใดๆออกมาเลยแม้แต่น้อยสิ่งที่ข้าใช้ออกไปเมื่อครู่นี้
"ที่ข้าบอกว่าช้าก่อนน่ะ...มันเป็นแค่วาจาสิทธิ์ หรือก็คือคำพูดธรรมดาๆที่ปราศจากการร่ายเวทย์เข้าไปกล่าวอีกนัยหนึ่งคือมันเป็นเพียงคำพูดเปล่าๆของข้าที่ไร้ซึ่งพลังเวทมนตร์ซ้อนทับอยู่เลยแม้แต่น้อย..."
ข้ามองลงไปที่คิมจองวูร์ซึ่งกำลังดิ้นรนอย่างสิ้นหวัง สายตาของข้าเต็มไปด้วยความผิดหวังในความอ่อนแอของมัน
"นี่ขนาดแค่วาจาสิทธิ์ที่ไร้เวทมนตร์ เจ้ายังขัดขืนและดิ้นรนไม่ได้เลยงั้นเหรอ?...ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็สงบสติอารมณ์และยืนคุกเข่าอยู่ตรงนี้ไปสักพักก็แล้วกันนะ...เจ้าขยะ"
"ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้!!!!!!!!!"
เสียงร้องโวยวายด้วยความอับอายและเคียดแค้นของคิมจองวูร์ดังระเบิดขึ้นอีกครั้งแต่ไม่อาจสั่นคลอนพันธนาการวาจาสิทธิ์ที่กดทับร่างของมันไว้ได้เลยแม้แต่น้อยข้าหมุนตัวกลับแล้วก้าวเดินต่อพร้อมกับสเตลร่า
โดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองขยะเน่าชิ้นนั้นอีกเลยสเตลร่าเดินตามหลังข้ามาติดๆดวงตาสีสวยของเธอจ้องมองแผ่นหลังของข้าด้วยความตกตะลึงและทึ่งอย่างถึงที่สุด
เธอเม้มริมฝีปากแน่นพลางพึมพำออกมาเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่ยังคงสั่นเทาด้วยความตื่นเต้นและไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
"ขะ...แข็งแกร่ง..."
ฮ่า ๆ




