~ เจ้าหญิงแห่งอาณาจักร ~
หลังจากที่ผ่านพ้นความวุ่นวายบริเวณลานหินอ่อนหน้าสถาบันมาได้ข้าและสเตลร่าก็ได้ออกเดินทางต่อเข้าสู่ภายในตัวอาคารเรียนอันทรงเกียรติ
และยิ่งใหญ่เดินลัดเลาะผ่านระเบียงหินสูงชันที่ประดับประดาด้วยรูปสลักเหล่าจอมเวทในตำนานแสงแดดส่องกระทบกับผิวหินอ่อนจนเกิดประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวในยามค่ำคืน
เสียงฝีเท้าของเหล่านักเรียนที่รีบเดินสวนทางไปมาดังสะท้อนก้องไปทั่วทางเดินจนกระทั่งพวกเรามาหยุดยืนอยู่หน้าประตูไม้สักโบราณขนาดใหญ่ยักษ์
ซึ่งตบแต่งด้วยลวดลายอักขระเวทส่องแสงเรืองรองสีฟ้าครามแผ่ไอพลังเวทมนตร์อันน่าเกรงขามออกมาเป็นระลอก
"ดูประตูบานนั้นสิ...อานอส แค่ลวดลายอักขระเวทที่สลักไว้ก็รู้แล้วว่าสถาบันนี้มีความเป็นมาที่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ"
สเตลร่ากระซิบพลางกวาดสายตามองสำรวจรอบตัวด้วยความตื่นตาตื่นใจเล็กน้อยแต่ก็ยังคงระมัดระวังตัว
"อืม...ก็ถือว่าทำออกมาได้ไม่เลวสำหรับมนุษย์หรือพวกจอมเวทในยุคนี้"
ข้าตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยขณะที่มือประสานกันไว้ที่อกสายตาจับจ้องไปที่บานประตูตรงหน้าทันใดนั้นประตูบานมหึมาก็ค่อยๆเคลื่อนเปิดออกอย่างเชื่องช้าาาาาเสียงกลไกโบราณบด
เบียดกันดังครืนครางก้องกังวานเผยให้เห็นบรรยากาศภายในห้องเรียนขนาดกว้างขวางตระการตาห้องเรียนแห่งนี้คือ ห้องสามซึ่งมีความพิเศษอันเป็นเอกลักษณ์นั่นคือ
การเป็นห้องเรียนรวมที่จัดให้นักเรียนต่างชั้นปีอย่างเด็กนักเรียนปีหนึ่งผู้มาใหม่และพี่ใหญ่ชั้นปีสามเรียนร่วมชั้นเดียวกัน
เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และการทดสอบเวทมนตร์อันดุเดือดขอบอกเอาไว้ ณ ที่นี้เลยว่าตัวข้าเองนั้นจัดอยู่ในกลุ่มเด็กนักเรียนชั้นปีหนึ่ง บรรยากาศภายในห้องเรียนก่อนหน้าที่พวกข้าจะก้าวเท้าเข้าไปนั้น
เต็มไปด้วยความไม่มีระเบียบและเสียงโหวกเวกโวยวายดังระเบิดไปทั่วทิศทาง
"เฮ้ย! ได้ข่าวว่าปีนี้มีพวกขุนนางตกอับสอบเข้ามาได้ด้วยเหรอวะหน้าตาอย่างกับลูกไก่ในกำมือ ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะถ้าเจอข้าในสนามประลองเวทย์!"
เสียงของนักเรียนปีสามคนหนึ่งตะโกนข้ามโต๊ะเรียนด้วยความเย่อหยิ่ง
"เฮ้อออ... อย่าเอาพวกสวะระดับเจ้าไปเทียบกับตระกูลขุนนางชั้นสูงอย่างพวกเราสิครับ ตระกูลคาร์ลอสของเราครอบครองศิลาเวทโบราณมาสามชั่วอายุคนแล้วนะ"
อีกเสียงตอบโต้กลับมาอย่างไม่ยอมแพ้เหล่าลูกหลานขุนนางเชื้อพระวงศ์และอัจฉริยะจากหลากหลายทวีปต่างส่งเสียงพูดคุยอวดอ้างบารมี
ตลอดจนเกทับเรื่องตระกูลและระดับพลังเวทของตนเองอย่างไม่มีใครยอมใครเสียงหัวเราะเย้ยหยันและแรงกดดันทางเวทมนตร์อันเบาบางพวยพุ่งสลับกันไปมาในอากาศ
สร้างบรรยากาศที่อัดแน่นไปด้วยความตึงเครียดและการแข่งขันแต่ทว่าในวินาทีที่บานประตูหน้าห้องถูกเปิดออกอีกครั้งและมีร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งก้าวเท้าเข้ามาภายในห้อง
เสียงดังกึกก้องโหวกเวกโวยวายทั้งหมดพลันดับวูบลงอย่างฉับพลันความเงียบสงบอันกะทันหันเข้าปกคลุมทั่วทุกตารางนิ้วราวกับมีคนกดปุ่มหยุดเวลา ทุกสายตาในห้องหันขวับไปมองที่ประตูเป็นตาเดียว
หญิงสาวผู้เข้ามาใหม่สวมชุดเครื่องแบบอาจารย์ตัดเย็บอย่างประณีตเรียบร้อยเรือนร่างสง่างาม ท่วงท่าการเดินเต็มไปด้วยความเฉียบคมและทรงอำนาจ
แรงกดดันทางเวทมนตร์อันลึกล้ำที่แผ่ออกมาจากตัวเธออย่างเงียบเชียบนั้นทำให้แม้แต่พวกนักเรียนชั้นปีสามที่เคยจองหองยังต้องนั่งตัวตรงเหน็งไปโดยสัญชาตญาณ
เม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามไรผมของหลายๆคนในห้องทันทีเธอเดินไปหยุดอยู่ ณ โพเดียมหน้าชั้นเรียนสายตาอันคมกริบกวาดมองเหล่านักเรียนทุกคนอย่างทั่วถึง
ชนิดที่ไม่มีใครที่จะกล้าสบตาตรงๆก่อนจะเอ่ยปากพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำทรงพลังแต่ทว่าฟังดูนุ่มนวลอย่างน่าประหลาด
"สวัสดีค่ะนักเรียนทุกคน ดิชั้นคืออาจารย์ประจำห้องเรียนนี้ และจะเป็นอาจารย์ที่รับหน้าที่สั่งสอนดูแลทั้งนักเรียนชั้นปีหนึ่งและนักเรียนชั้นปีสามในภาคเรียนนี้...ชื่อของดิชั้นก็คือ ซิริอุส โรกราเน๊ส ค่ะ"
อาจารย์ซิริอุสเว้นจังหวะเล็กน้อยกวาดสายตามองเอกสารรายชื่อบนโต๊ะเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาแย้มยิ้มบางๆ
แล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย
"สำหรับนักเรียนที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่หรือเพิ่งสอบผ่านการคัดเลือกเข้าเรียนในรอบล่าสุดนี้...เชิญลุกขึ้นแนะนำตัวให้เพื่อนๆและอาจารย์ได้รู้จักกันด้วยค่ะ"
นักเรียนเข้ามาใหม่ในรอบนี้มีจำนวนไม่มากนักและไม่มีนักเรียนย้ายมาจากห้องอื่นเลยสเตลร่าและนักเรียนใหม่คนอื่นๆต่างค่อยๆลุกขึ้นแนะนำตัวทีละคนด้วยความประหม่าและระมัดระวังคำพูด
"เอ่อ...ฉันมีชื่อว่า สเตลร่า ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ"
สเตลร่ากล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพเรียบร้อยก้มศีรษะเล็กน้อยก่อนจะนั่งลงแต่แล้วในจังหวะต่อมาสายตาของข้าและผู้คนทั่วทั้งห้องก็อดไม่ได้ที่จะหันไปจับจ้องยังเด็กสาวอีกคนหนึ่ง
ซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลนักบรรยากาศรอบตัวเธอดึงดูดทุกสายตาให้หยุดนิ่งเธอผู้นั้นมีความโดดเด่นอย่างเป็นเอกลักษณ์เรือนผมสีสว่างประกายทองคำสลวยสะท้อนแสงไฟ
และบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์อันสูงส่งที่แผ่ออกมารอบกายทำให้ยากที่จะละสายตาเธอนั่งนิ่งสงบราวกับรูปปั้นเทพธิดาก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ
ท่วงท่าการเยื้องกายเปี่ยมไปด้วยกิริยาของชนชั้นสูงผู้ฝึกฝนมาอย่างดีเยี่ยมไม่มีแม้แต่ความตื่นตระหนกในแววตาเธอปะทะสายตากับทุกคนในห้องด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
ก่อนจะแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงอันไพเราะกังวานแต่แฝงไว้ด้วยความภาคภูมิใจอันยิ่งใหญ่ที่สะท้อนถึงสายเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในกาย
"สวัสดีค่ะ...เรามีนามว่า อลิซาเบธ หรือหากจะกล่าวให้ถูกต้องและชัดเจนก็คือ เจ้าหญิงอลิซาเบธ แห่งอาณาจักรแห่งเทพมังกรศักดิ์สิทธิ์ จีโอดาร์ล ค่ะ"
สิ้นคำแนะนำตัวของเธอเสียงฮือฮาและอาการตกตะลึงก็ระเบิดขึ้นเบาๆทันทีราวกับคลื่นใต้น้ำไปทั่วทั้งห้องเรียนเหล่านักเรียนต่างพึมพำด้วยความตื่นตระหนกและหวาดหวั่น
"เฮ้ย...เมื่อกี้เธอพูดว่าอะไรนะ? เจ้าหญิงแห่งอาณาจักรเทพมังกร จีโอดาร์ล อย่างนั้นเหรอ?!"
"บ้าน่า...ราชวงศ์มังกรผู้ปกครองแดนเหนือมาเข้าเรียนที่สถาบันเราเนี่ยนะเรื่องแบบนี้มันเป็นไปได้ยังไงกัน!"
"แค่แรงกดดันจางๆที่แผ่ออกมาจากเธอก็แทบทำให้ฉันหายใจไม่ออกแล้ว...สมแล้วที่เป็นสายเลือดแท้จริงของมังกรแห่งความศักสิทธิ์"
การที่ได้พบเจอสายเลือดมังกรอันสูงส่งแห่งอาณาจักรจีโอดาร์ลผู้เกรียงไกรในห้องเรียนเดียวกันถือเป็นเรื่องที่เกินความคาดหมายของใครหลายคนอย่างสิ้นเชิง
แม้กระทั่งพวกรุ่นพี่ปีสามบางคนยังแสดงสีหน้าเคร่งเครียดและระแวดระวังตัวขึ้นมาทันทีและเมื่อเจ้าหญิงอลิซาเบธค่อยๆ นั่งลงท่าย์ทางสง่างามท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทาที่ยังคงดังระงม
ถึงเวลาที่ข้าจะต้องแสดงตนบ้างแล้วข้าค่อยๆยันกายลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้อย่างสง่าผ่าเผยและมั่นคงไหล่ทั้งสองข้างตั้งตรงอย่างไร้ความเกรงกลัว
สายตาของข้าจ้องตรงไปข้างหน้าโดยไม่หลบหลีกแม้แต่น้อยทันทีที่ข้าลุกขึ้นบรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไปราวกับถูกบีบอัดด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็น
สายตาของเหล่านักเรียนทั้งปีหนึ่งปีสามรวมถึงอาจารย์ซิริอุสที่ยืนอยู่หน้าห้องต่างหันมาจับจ้องที่ข้าเป็นตาเดียวความเงียบสงบแปลกประหลาดเริ่มคืบคลานเข้ามาอีกครั้ง
เมื่อสัมผัสได้ถึงตัวตนที่แตกต่างออกไปจากคนอื่นๆข้ายืดอกขึ้นเล็กน้อยกวาดสายตามองไปรอบห้องด้วยความเยือกเย็นก่อนจะเอ่ยแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงก้องกังวานหนักแน่น
และเต็มไปด้วยพลังอำนาจที่สั่นสะเทือนไปถึงจิตรากเหง้าของผู้ฟังจนหลายคนถึงกับสะดุ้งเฮือก
"นามของข้าคือ...อานอส"
ข้าเว้นจังหวะนิดหนึ่งปล่อยให้ชื่อของข้าลอยเคว้งอยู่ในความเงียบงันเพื่อซึมซับบรรยากาศความตกตะลึงของคนรอบข้าง
ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่ทว่าเยียบเย็นและจริงจังยิ่งกว่าสิ่งใด
"...อานอส วอลดีโกด...ขอบอกเอาไว้ ณ ที่นี้ให้พวกเจ้าทุกคนได้รับรู้โดยทั่วกันเลยนะว่า..."
ข้าหรี่ตามองเบื้องหน้ากวาดสายตาผ่านกลุ่มลูกหลานขุนนางที่เคยโอ้อวดและมองไปยังเบื้องลึกของห้องเรียนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
"ข้านี่แหละจะต้องเป็นผู้ที่เด็ดหัวพวกมันมาสังเวยให้จงได้เจ้าพวกขยะหน้าไหนก็ตามที่กล้าคิดจะมายึดครองโลกใบนี้ของเรา...จงเตรียมตัวรับความพินาศจากมือของข้าเอาไว้ได้เลย!"
คำประกาศอันยิ่งใหญ่และบ้าบิ่นไร้เกรงกลัวหน้าไหนของข้าสะท้อนก้องกังวานไปทั่วห้องสามท่ามกลางความเงียบอึ้ง
และอ้าปากค้างของทุกคนในห้องเรียนไม่มีใครกล้าส่งเสียงขัดจังหวะแม้กระทั่งอาจารย์ซิริอุสก็ยังยืนนิ่งอึ้งมองเด็กหนุ่มผู้ประกาศกร้าวต่อหน้าต่อตาด้วยความประหลาดใจอย่างที่สุด
ความเงียบงันที่ปกคลุมห้องเรียนอยู่หลายอึดใจถูกทำลายลงด้วยเสียงกระซิบกระซาบที่ค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นเสียงเซ็งแซ่
"เมื่อกี้...เขาพูดว่าอะไรนะ?"
นักเรียนปีสามคนหนึ่งหันไปกระซิบกับเพื่อนข้างๆด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด
"เด็ดหัวใครนะ? กล้าดียังไงถึงมาพูดจาอวดดีแบบนี้ในห้องเรียนของอาจารย์ซิริอุส!"
"บ้าไปแล้ว...หมอนั่นเป็นใครกันแน่? สติไม่ดีหรือเปล่าถึงกล้าประกาศสงครามกับสิ่งที่ไม่รู้ว่าเป็นใครหน้าตาเฉยแบบนั้น"
เด็กนักเรียนปีหนึ่งอีกคนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเทาพลางถอยกรูดเว้นระยะห่างจากโต๊ะของอานอสในขณะที่รอบห้องกำลังแตกตื่น
เต็มไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์เจ้าหญิงอลิซาเบธที่เพิ่งนั่งลงไปหมาดๆกลับชะงักเธอนัยน์ตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
หันขวับกลับมามองเด็กหนุ่มผมสีเข้มที่ยืนตระหง่านอยู่กลางห้องด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจและภายในแต่คนสงสัยเด็กคนนี้มีบรรยากาศที่ประหลาดสิ้นดี
อลิซาเบธคิดในใจคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความฉงน ไม่ใช่แค่คำพูดที่ดูยิ่งใหญ่เกินตัวแต่ทว่าพลังเวทมนตร์หรือจิตสังหารที่แฝงมากับน้ำเสียงเมื่อครู่
มันช่างหนักหน่วงจนน่าเหลือเชื่อสำหรับเด็กปีหนึ่งทั่วไปไม่ไกลกันนักสเตลร่าที่นั่งกุมมือตัวเองอยู่ถึงกับลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ
พลางส่ายหัวด้วยความเหนื่อยหน่ายระคนเอือมระระอาเธอพึมพำเบาๆกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันแค่สองคน
"ให้ตายสิ...อานอส นี่เพิ่งจะก้าวขาเข้ามาวันแรกเองนะ ยังไม่ทันได้เริ่มเรียนเลยด้วยซ้ำ ทำไมถึงต้องไปประกาศกร้าวหาเรื่องชาวบ้านเขาให้มันเป็นเป้าสายตาตั้งแต่คาบแรกกันเล่าเนี่ย..."
ท่ามกลางเสียงโวยวายและสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองมาอย่างตื่นตะลึงและหวาดระแวง อาจารย์ซิริอุสที่ยืนนิ่งอึ้งไปชั่วขณะก็ค่อยๆ ได้สติคืนมา เธอกะพริบตาปริบๆ
ปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็วก่อนจะยกมือขึ้นปัดอากาศเบาๆเป็นเชิงส่งสัญญาณให้ทุกคนสงบลง
"อะแฮ่ม...เอาล่ะๆ ทุกคน เงียบเสียงก่อนค่ะ"
อาจารย์ซิริอุสเอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงพลังที่ก้องกังวานไปทั่วห้องจนเสียงเซ็งแซ่ทั้งหมดค่อยๆ เงียบลงอย่างรวดเร็วเธอหันสายตาคมกริบมามองที่อานอสโดยตรง
รอยยิ้มบางๆที่มุมปากดูมีความหมายลึกซึ้งเกินกว่าจะคาดเดา
"เป็นคำแนะนำตัวที่...หนักแน่นและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเสียจริงนะคะ คุณอานอส วอลดีโก๊ด"
อาจารย์ซิริอุสกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงความขบขันเล็กน้อย
"ดูเหมือนว่าภาคเรียนนี้ห้องสามของเราคงจะไม่น่าเบื่ออย่างแน่นอนแล้วล่ะค่ะ"
อาจารย์ซิริอุสเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะผายมือไปทางเก้าอี้
"เอาล่ะ เมื่อแนะนำตัวกันครบทุกคนแล้ว รบกวนช่วยนั่งลงที่ประจำที่ด้วยค่ะ เพราะเรากำลังจะเริ่มต้นบทเรียนแรกกัน ณ บัดนี้"
คาบเรียนแรกของวันเพิ่งจะจบลงไปได้เพียงไม่นาน เสียงกริ่งบอกเวลาหมดชั่วโมงยังคงก้องกังวานแผ่วเบาอยู่ในบรรยากาศภายในห้องสาม เหล่านักเรียนเริ่มจับกลุ่มคุยกันอย่างอึกทึก
แต่ทว่าไม่ทันไรสายตาหลายคู่ก็เริ่มหันมามองทางข้าและสเตลร่าที่กำลังจัดเก็บของบนโต๊ะอย่างเงียบๆเสียงก้าวเท้าอันมั่นคงและงดงามดังก้องสะท้อนลานหินอ่อน
ร่างหญิงสาวผู้มีเรือนผมสีบลอนด์ทองส่องประกายวาววับราวกับเส้นไหมทองคำดึงดูดสายตาคนทั้งห้องดวงตาสีแดงทับทิมทอประกายคมกล้า
และเปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่งอันสูงศักดิ์เธอเดินตรงเข้ามาหาข้าพร้อมกับเพื่อนสาวติดตามข้างกายที่มีท่าทางจองหองไม่แพ้กันเด็กสาวเรือนผมสีทองหยุดยืนลงเบื้องหน้าโต๊ะของข้า
เธอคือนึกนักเรียนใหม่ผู้ประกาศตนเมื่อครู่เจ้าหญิงอลิซาเบธนั่นเองเธอกอดอกกวาดสายตามองข้าตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความสนใจอันลึกลับ
ก่อนจะเปิดปากเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจ
"ไง...นายชื่อว่า อานอส วอลดีโกด สินะ?"
ข้าละสายตาจากหนังสือตรงหน้าค่อยๆเงยหน้าขึ้นสบสายตาสีแดงทับทิมของเธอด้วยความสงบไร้ซึ่งความหวั่นเกรงใดๆข้าตอบกลับไปคำเดียวอย่างราบเรียบ
"อ่า—"
อลิซาเบธยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยสายตาของเธอเบือนไปมองสเตลร่าที่นั่งทำหน้าเลิกลั่กประหม่าอยู่ข้างๆข้าก่อนจะหันกลับมาจ้องมองข้าอีกครั้งแล้วเอ่ยขึ้นต่อ
"ดูเหมือนว่ากลุ่มของนายจะมีพรรคพวกอยู่แค่คนเดียวสินะ...ในการสอบและการเรียนเชิงปฏิบัติการของสถาบันแห่งนี้การมีสมาชิกกลุ่มเพียงแค่สองคนมันออกจะเสียเปรียบและดูน่าสงสารไปหน่อยมั้ง?"
ข้ามองหน้าเธอพลางยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยที่มุมปากอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะเอ่ยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสบายๆ
"ใช่แล้วมันทำไม? หรือว่าเจ้าเกิดสนใจอยากจะมาเข้าร่วมกลุ่มกับข้างั้นเหรอ? เอาสิ...มาเข้าร่วมกับข้าก็นับว่าเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยทีเดียว"
สิ้นคำตอบข้าเพื่อนสาวคนสนิทที่เดินตามหลังอลิซาเบธมาติดๆก็ถึงกับของขึ้นทันทีใบหน้าของเธอบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวเธอรีบก้าวเท้าสับเร็วด้านหน้าแทรกขึ้นมาขวางระหว่างข้ากับอลิซาเบธทันที
เธอใช้นิ้วชี้หน้าข้าที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยสายตาเหยียดหยามแล้วแผดเสียงตวาดใส่ข้าอย่างไม่พอใจ
"นี่นาย! จะพูดจาอะไรก็รู้จักระวังปากและเจียมกะลาหัวตัวเองซะบ้างนะ! คิดว่ากำลังพูดอยู่กับใครกันฮะ?! คิดว่าอลิซาเบธเป็นใครกัน?!"
ข้าเอียงคอเล็กน้อยมองดูท่าทางเดือดดาลของเธอด้วยความสงสัยอย่างแท้จริงก่อนจะเอ่ยถามกลับไปด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท
"จะไปรู้เหรอ?"
"กรี๊ดดดดด! คำตอบบ้าอะไรของนายกัน!"
เพื่อนสาวคนนั้นแผดเสียงอย่างเหลืออดร่างกายของเธอสั่นสะท้านด้วยความโมโห
"อลิซาเบธน่ะเป็นถึงเจ้าหญิงแห่งอาณาจักรมังกรศักดิ์สิทธิ์จีโอดาร์ล! เธอไม่ได้เป็นพวกคนธรรมดาๆไร้หัวนอนปลายเท้าหรือพวกรากหญ้าชั้นต่ำอย่างนายหรอกนะ! จะพูดจะจาอะไรออกมาน่ะก็ให้มันมีสัมมาคารวะรู้จักต่ำสูงด้วยสิย๊ะ! เจ้าพวกชั้นต่ำไร้มารยาท!"
ข้าได้แต่นั่งฟังคำพูดอันยาวเหยียดและน้ำเสียงแหลมสูงที่ไร้สาระของเธอด้วยความเบื่อหน่ายช่างเป็นเสียงเห่าหอนที่แสลงหูและน่ารำคาญใจยิ่งนัก
ข้าตัดสินใจไม่เสียเวลาต่อปะทะอารมณ์กับเธอ ข้ายันกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแรงกดดันอันมหาศาลไร้รูปแผ่ออกมาจากร่างจนเพื่อนสาวคนนั้นถึงกับสะดุดลมหายใจ
และชะงักกึกไปโดยไม่รู้ตัวข้าก้าวเท้าเดินข้ามผ่านเพื่อนสาวคนนั้นไปอย่างเมินเฉยราวกับเธอเป็นเพียงอากาศธาตุที่ไร้ตัวตนแล้วตรงเข้าไปหาอลิซาเบธที่ยืนอยู่ด้านหลัง
"อะ... เฮ้ย! นี่นายจะทำบ้าอะไรของนายกันแน่เนี่ย! หยุดนะ!"
เพื่อนสาวส่งเสียงโวยวายด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นข้าเมินเธอไปเฉยๆทว่าข้าไม่ได้ใส่ใจเสียงโวยวายนั้นเลยสักนิดข้าเดินเข้าไปหยุดลงตรงหน้าอลิซาเบธในระยะใกล้ชิด
จนเธอต้องเบิ่งตาโตด้วยความประหลาดใจข้าไม่อาจปล่อยให้โอกาสนี้ผ่านไปโดยไม่หยอกเย้าเจ้าหญิงผู้เย่อหยิ่งคนนี้
ข้าเอื้อมแขนยกขึ้นโอบกอดคอเธอเข้ามาใกล้ชิดอย่างถือสิทธิ์โดยที่อลิซาเบธยังไม่ทันตั้งตัว
"อ๊ะ...!"
เสียงร้องสั้นๆหลุดออกจากลำคอของเจ้าหญิงแห่งจีโอดาร์ลยังไม่ทันที่เธอจะได้ท้วงติงข้าก็ยกมืออีกข้างขึ้นอย่างนุ่มนวลนิ้วเรียวยาวของข้าแตะเข้าที่ปลายคางมนของเธอเบาๆ
เชิดใบหน้าสวยของเธอขึ้นมาสบสายตากับข้าในระยะเพียงไม่กี่เซนติเมตรลมหายใจของพวกเราอุ่นรดกันหากสังเกตดูดีๆ
ใบหน้าที่เคยเรียบตึงเย่อหยิ่งของเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์บัดนี้กลับเริ่มซับสีเลือดแดงระเรื่อขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่แก้มไปจนถึงใบหูดวงตาสีแดงทับทิมของเธอสั่นไหวระริก
ร่างกายของเธอแข็งเกร็งด้วยความทำตัวไม่ถูกและความเขิ์นอายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต
"นะ...นี่นาย..."
อลิซาเบธพึมพำออกมาเสียงแผ่วเบาอย่างคนเสียสติไปชั่วขณะข้ายกยิ้มมุมปากด้วยความพึงพอใจเมื่อได้เห็นปฏิกิริยาอันน่าเอ็นดูนั้น
ข้าค่อยๆถอนมือออกจากปลายคางของเธอและละแขนออกจากไหล่บางของเธออย่างนุ่มนวล ก่อนจะหมุนตัวเดินจากเธอไปอย่างสงบและสบายอารมณ์
ทิ้งให้เจ้าหญิงแห่งจีโอดาร์ลยืนหน้าแดงก่ำอยู่ตรงนั้นท่ามกลางความตะลึงลานของเพื่อนสาวและเหล่านักเรียนคนอื่นๆที่มองดูเหตุการณ์ด้วยตาค้าง!




