อดีตของนครหลวง อาเซนซีออน
ตระกูล จอมมารที่แข็งแกร่งที่สุดใน ประวัติศาสตร์ กลับชาติมาเกิดใหม่ และเข้าไปเรียนใน โรงเรียนเวทมนตร์ กับ ลูกหลานของเขา
ยุคเทพปกรณัม เมื่อสองพันปีก่อน
ณ เมืองหลวงอาเซออน แห่งดินแดนอาเซนซีออน
ท่ามกลางกำแพงหินสีขาวตระหง่านที่ถูกอาบด้วยแสงสว่างเจิดจ้าจากดวงตราแห่งระเบียบ
นครหลวง อาเซออน ยังคงตั้งตระหง่านอย่างหยิ่งผยองในฐานะจุดศูนย์กลางของพลังอำนาจในยุคเทพปกรณัม กลิ่นอายของมนตราศักดิ์สิทธิ์ข้นคลักลอยวนอยู่ในชั้นบรรยากาศ ทว่า ณ มุมมืดของห้องโถงศิลาในกองอัศวินมายา
บรรยากาศกลับเย็นเยียบประดุจขั้วโลก เจฟ หมายเลขหนึ่งแห่งกองอัศวินมายา เดินก้าวเข้ามาในห้องโถงด้วยฝีเท้าที่พยายามรักษาความมั่นคง ทว่าทันทีที่เขาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าบุรุษผู้หนึ่ง
แรงกดดันวิญญาณมหาศาลก็พุ่งเข้าจู่โจมเขาราวกับคลื่นยักษ์ เซลิส วอดีโก้ ยืนอยู่บนบัลลังก์ศิลา ดวงตาที่เย็นเยียบและเฉียบคมของเขามองตรงมาที่เจฟ สายตานั้นดูราวกับจะมองทะลุผ่านเนื้อหนัง เข้าไปถอนรากถอนโคนถึงความลับที่ซ่อนอยู่ในก้นบึ้งของจิตใจ
“พอมาถึงอาเซออน เจ้าก็รุดเข้าเมืองทันที... ไปทำอะไรมา จงกล่าวออกมาเสีย”
น้ำเสียงของเซลิสราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยอำนาจสั่งการที่สั่นประสาท เจฟนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง หยดเหงื่อซึมตามไรผม เขาพยายามรวบรวมสมาธิเพื่อหาคำตอบที่เหมาะสม แต่เซลิสกลับไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ตั้งตัว
“หรือว่าเจ้าอยากรู้... ว่าไอ้หนูนั่นหายไปไหน?”
ประโยคสั้นๆ นั้นทำให้เจฟพลันแสดงความหวั่นไหวให้เห็นเป็นครั้งแรก ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความระมัดระวังที่เคยสร้างไว้พังทลายลงในพริบตา
“ท่านรู้หรือขอรับว่า อานอส อยู่ที่ไหน!?”
เจฟโพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงที่ปนไปด้วยความวิตก
“ไอซิส! อย่าบอกนะว่าท่านทำอะไรลงไปกับลูกชายตัวเอง!”
“...ช้าไปแล้ว...”
สิ้นคำพูดนั้น ร่างของเซลิสพลันหายไปจากบัลลังก์ราวกับเป็นเพียงภาพติดตา พริบตาต่อมา มือที่แข็งแกร่งประดุจคีมเหล็กของเซลิสก็คว้าหมับเข้าที่ลำคอของเจฟอย่างแม่นยำ พร้อมกับร่ายมหาเวททำลายล้างระดับสูง
‘เบบุสโด (สังหารรากเหง้า)’
ประกายแสงสีม่วงดำที่เปี่ยมด้วยเจตจำนงแห่งการทำลายล้างห่อหุ้มมือของเซลิส มันเริ่มกัดกินรากเหง้าวิญญาณของเจฟโดยตรง
ร่างของหมายเลขหนึ่งถูกยกขึ้นลอยเหนือพื้นดิน ขาของเขาสั่นระริกพยายามดิ้นรนหาอากาศหายใจ
“...อะ... อ๊อก... ก...”
เจฟเค้นเสียงออกมาจากลำคอที่ถูกบีบแน่น ใบหน้าของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีคล้ำจากการถูกทำลายรากเหง้า
“จะต้องให้ข้าบอกกี่ครั้งถึงจะเข้าใจ จะให้ข้าต้องย้ำกับเจ้าอีกกี่รอบว่าเจ้าเป็นเพียงวิญญาณข้าสั่งแล้วไม่ใช่หรือว่าอย่าไปยุ่งกับไอ้หนูนั่น เจ้าหลบสายตาข้าแอบไปพบมันมาทั้งหมดกี่ครั้งแล้ว เจฟ?”
เจฟแม้จะทรมานเจียนตายจากการที่รากเหง้าถูกบีบเค้น แต่เขากลับเค้นเสียงพูดออกมาด้วยความอัดอั้นที่ท่วมท้นในอก
“...ท่านทิ้ง... บุตรของตัวเองไว้ในเมืองที่ไร้ญาติขาดมิตร... โชคดีเพียงใดแล้วที่กองทัพของอาเซออนมาเก็บไปดูแล...”
เจฟพยายามสูดลมหายใจที่รวยริน
“...ขืนปล่อยให้อยู่กับพวกเผ่ามารที่อ่อนแอ... ที่ทำได้เพียงหลบอยู่ข้างหลังผู้อื่น... สักวัน อานอสจะต้องตายแน่ๆ...”
แววตาของเซลิสวาวโรจน์ขึ้นด้วยความโกรธาที่แฝงด้วยความเย็นชา เขาเพิ่มแรงบีบที่ลำคอของเจฟจนเสียงกระดูกคอดังลั่นเปรี๊ยะ พลังของเบบุสโดทวีความรุนแรงขึ้นจนร่างกายของเจฟเริ่มส่องแสงวูบวาบประหนึ่งจะแตกสลาย
“...อ๊ะ... อ๊อกกกกกก...!”
“เจ้าเองก็รู้ดีที่สุดไม่ใช่หรือไง!?”
เซลิสคำรามเสียงต่ำ
“เจ้าหนูนั่นมันเกิดมาพร้อมกับ 'การเสื่อมสลาย' มันคือรากเหง้าที่ถูกสาป! การที่เจ้าคิดจะให้มันเติบโตท่ามกลางความรักที่อ่อนหวานและความอบอุ่นที่ไร้สาระ... รากเหง้าแห่งการเสื่อมสลายมันจะไปมีประโยชน์อะไรกันเล่า! สิ่งที่มันต้องการไม่ใช่ความรัก แต่มันคือการขัดเกลาในนรกที่มืดมิดที่สุดต่างหาก!”
เซลิสสะบัดมือออกอย่างแรง ร่างของเจฟร่วงลงกระแทกพื้นศิลาเสียงดังสนั่น เขานอนหอบหายใจอย่างเอาเป็นเอาตาย รอยไหม้จากเวทสังหารรากเหง้ายังคงปรากฏชัดที่ลำคอ
เซลิสยืนตระหง่านมองลงมาที่เจฟด้วยสายตาที่ไร้ความปราณี เขาจัดแจงเสื้อคลุมของตนให้เข้าที่ก่อนจะเอ่ยประโยคสุดท้ายที่ทิ้งปริศนาไว้ให้คนฟัง
“แค่ฟังตามที่ข้าบอกและทำหน้าที่ของเจ้าให้ดีก็พอแล้ว... อีกไม่นาน เจ้าจะได้รู้ด้วยตาของเจ้าเอง ว่าไอ้หนูนั่น... อานอส วอดีโก้... มันไม่ได้อ่อนแออย่างที่เจ้ากังวลแม้แต่น้อย”
เซลิสหันหลังเดินกลับไปยังความมืด ทิ้งให้เจฟนอนอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางแสงสว่างของนครหลวงอาเซออนที่บัดนี้ดูช่างหนาวเหน็บและว่างเปล่า
ฉันเตือนแล้วนะ เจฟ ฮ่า ๆ ๆ ๆ รอชม บทต่อไปนี้ได้เลย




