表示調整
閉じる
挿絵表示切替ボタン
▼配色
▼行間
▼文字サイズ
▼メニューバー
×閉じる

ブックマークに追加しました

設定
0/400
設定を保存しました
エラーが発生しました
※文字以内
ブックマークを解除しました。

エラーが発生しました。

エラーの原因がわからない場合はヘルプセンターをご確認ください。

ブックマーク機能を使うにはログインしてください。
Mahōu Gakuin no Futekigosha   作者: Shū
บทที่1 : บิดาแห่งจอมมาร
5/13

ความจริงเมื่อ 2,000 ปีก่อน

บทที่2 : บิดาแห่งจอมมาร


 ย้อนกลับไปสู่ยุคเทพปกรณัมเมื่อสองพันปีก่อน ณ ดินแดนที่แสงสว่างจากดวงอาทิตย์เลือนลางยิ่งกว่าความฝัน—โลกใต้พิภพ ประเทศกาเดซีโอร่า บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยไอเวทมนตร์ที่หนักอึ้งและหนาวเหน็บ


 เจฟ หมายเลขหนึ่งแห่งกองอัศวินมายา ก้าวเดินอย่างมั่นคงตรงไปยังแผ่นหลังของบุรุษผู้เป็นดั่งนายเหนือหัวและอาจารย์ของเขา เซลิส วอลดีโกด ยืนนิ่งจ้องมองความว่างเปล่าเบื้องหน้า


 “ไอซิส”


 เจฟเอ่ยเรียกนามที่เป็นดั่งยศถาบรรดาศักดิ์ของเหล่านายกองผู้นำทัพวิญญาณ


 “ข้าขอแสดงความคิดเห็นหน่อยได้หรือไม่ขอรับ”


 เซลิสไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง น้ำเสียงที่ตอบกลับเรียบเฉยทว่าแฝงด้วยความกดดัน

 “ว่ามา”


 “หมู่บ้านของตระกูลเซวรอนนั้นเป็นเขตแดนของ ราชาวิถีมาร โมบิรัสซ์ หากเรามุ่งหน้าไปที่นั่นโดยตรงตามเส้นทางปกติ ต้องผ่านเขตแดนพรางตาถึงสองสามแห่ง ทั้งยังต้องใช้พลังทะลวงปราการชั้นใน ข้าเกรงว่ามันจะล่าช้าเกินไปสำหรับการเคลื่อนพล”


 “จะใช้เวลามากไปหน่อยก็ไม่เห็นเสียหายตรงไหน”


 เซลิสตอบอย่างไม่ใส่ใจ


 “แต่ข้ามีแผนที่เร็วกว่านั้น”


 เจฟ เว้นจังหวะพลางสูดหายใจลึก


 “ข้าเห็นควรให้ ภรรยาของท่าน เดินทางไปขอพึ่งพิงที่หมู่บ้านตระกูลเซวรอนก่อน หากทางนั้นรู้ว่านางคือภรรยาของท่าน ราชาวิถีมารย่อมต้องเห็นแก่หน้าค่าตาและยอมเปิดทางให้เราผ่านเข้าไปได้โดยง่ายขอรับ”


 พริบตานั้น บรรยากาศรอบตัวพลันบิดเบี้ยวด้วยจิตสังหารที่พุ่งสูงขึ้น


 “พวกเราคือวิญญาณ... จิตวิญญาณที่ละทิ้งชื่อและตัวตนไปแล้ว จำเป็นต้องคิดใคร่ครวญเรื่องทางโลกพรรค์นั้นด้วยหรือ?”


 “...ทว่า... บุตรของท่าน... กำลังจะลืมตาดูโลกในอีกไม่ช้าไม่ใช่หรือขอรับ!”


 ฟึ่บ—!!


 ดาบหมื่นอัสนี เกาด์เกย์มอน ถูกชักออกมาพาดที่ลำคอของเจฟในเสี้ยววินาที ประกายไฟฟ้าสีม่วงเต้นเร่าราวกระหายเลือด


 “หุบปาก เจฟ... เจ้ารู้กฎเกณฑ์ของกองอัศวินมายาดีอยู่แล้ว”


 เซลิสเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบกว่าน้ำแข็ง


 “ยามที่พวกเราสวมผ้าคลุมผืนนี้ พวกเราคือวิญญาณ ปราศจากพันธนาการทั้งปวง เมื่อไร้นาม ย่อมไร้ครอบครัว หากเจ้าคิดจะละเมิดกฎเกณฑ์เพื่อยึดติดกับสายสัมพันธ์... เจ้าก็ต้องกลับคืนสู่ความว่างเปล่าเสียเดี๋ยวนี้”


 “ถึงอย่างนั้นก็เถิดท่านอาจารย์!”


 เจฟตะโกนลั่นโดยไม่สนคมดาบที่จ่อคอ


 “หากเราไม่ปกป้องผู้ที่ควรปกป้องที่สุด แล้วเราจะมีพลังมหาศาลไปเพื่ออะไรกัน! ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง... พวกเราก็ไม่ต่างอะไรจากวิญญาณโดยแท้จริงนะ ขอรับ”


 เปรี๊ยง—!!!!


 “อะ...อ๊ากกกกกกกก!!!!”


 สายฟ้าสีม่วงระเบิดออกจากใบดาบเข้าช็อตร่างของเจฟจนล้มลงไปชักดิ้นชักงอ เซลิสมองลงมาด้วยแววตาเหี้ยมเกรียม


 “ไอ้หนู อย่าให้ข้าได้ยินคำพูดเจื้อยแจ้วจากปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมของเจ้าอีกเป็นครั้งที่สอง”


 ไฟฟ้าสีม่วงยังคงพวยพุ่งไม่หยุด เจฟสิ้นใจลงเป็นครั้งที่ห้าในรอบวัน และในทุกครั้ง เซลิสก็จะร่ายเวท


 ‘อินการ์ (ชุบชีวิต)’


 ดึงวิญญาณเขากลับมาเข้าร่างซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อสั่งสอน


 “ฝีมือของเจ้าพัฒนาขึ้นจนพอใช้การได้ แต่สมองกลับยังอ่อนวัยและงี่เง่าเหมือนเดิม”


 เซลิสลด ดาบหมื่นอัสนี ลง


 “ผู้ที่ยังกลายเป็นวิญญาณได้ไม่เต็มตัวเช่นเจ้า บางทีอาจไม่จำเป็นสำหรับข้าอีกต่อไป... จงสูญสลายไปเสียตั้งแต่บัดนี้เถอะ”


 เจฟ ยันตัวขึ้นอย่างยากลำบาก เลือดสีเข้มไหลซึมจากมุมปาก เขาจ้องหน้าอาจารย์อย่างไม่ลดละ


 “จะให้ข้าสูญสลายไปตอนนี้ก็ไม่เป็นไร... ทว่าท่านอาจารย์... ข้าขอพูดทิ้งท้ายเถิดว่า... ท่านน่ะ ผิดแล้ว!”


 เซลิสถอนหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่ายที่ลูกศิษย์ไม่ยอมรับฟังเหตุผลของ'วิญญาณ' เขาโบกมือส่งสัญญาณให้ อีเซโน่ และ จอห์น สมิธ ที่ยืนคุมเชิงอยู่ใกล้ๆ


 “พาตัวเจฟกลับไปขังที่ฐานทัพในกาเดซีโอร่าซะ อย่าให้เขามาขวางทางข้าอีก”


 จอห์นและอีเซโน่พุ่งเข้ามารวบตัวเจฟที่ยังคงขัดขืนและตะโกนลั่นไปทั่วบริเวณ


 “ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!!! ปล่อยสิโว้ยยย!! ไอซิส!!! ท่านมันไม่มีหัวใจ! ท่านมันไม่ใช่คน! ไอซิสสสสสสสสสสส!!!!!!!”


 เสียงตะโกนแห่งความสิ้นหวังนั้นค่อยๆ แผ่วจางลงตามระยะทาง ทิ้งให้เซลิสยืนอยู่เพียงลำพังท่ามกลางสายลมที่พัดผ่าน เขาพึมพำกับตัวเองแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน


 “หัวใจ... งั้นรึ... สิ่งนั้นมันหายไปตั้งแต่วันที่ข้าเลือกจะเป็น...”


 กลิ่นกำมะถันและไอความร้อนระอุแผ่ซ่านไปทั่ว ภูเขาไฟเมฆสายฟ้า ในดินแดนกอร์เนล สถานที่ที่สายฟ้าฟาดลงมาไม่หยุดหย่อนประหนึ่งเสียงดนตรีแห่งการทำลายล้าง ภายใต้ม่านหมอกแห่งเถ้าถ่าน


 กองทัพอัศวินมายาเคลื่อนพลอย่างเงียบเชียบด้วยเวท ‘ไลเนล (มายาลวง)’ และ ‘นาจิระ (ซ่อนเร้นมนตรา)’ โดยมี เซลิส วอลดีโกด นำทัพขนาบข้างด้วย อีเซโน่ และ จอห์น สมิธ


 ทันใดนั้น เซลิสหยุดชะงัก สายตาที่เย็นชาตวัดไปทางทิศใต้ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ


 “ออกมาซะ”


 สิ้นคำกล่าว ร่างของชายผู้หนึ่งค่อยๆ ปรากฏกายออกมาจากเงาหิน ในมือกุมหอกยมทูตสีแดงเข้มที่แผ่ไอสังหารจางๆ จอห์น สมิธ ถึงกับเบิกตากว้างพึมพำเบาๆ


 “เจฟ... งั้นเหรอ?”


 “ไม่คิดเลยว่าจะเจอกันที่นี่นะ เจฟ”


 อีเซโน่กล่าวเสริมด้วยความแปลกใจ เซลิสจ้องมองอดีตลูกศิษย์ที่ตนเพิ่งสั่งให้ ออกไปจาก กองอัศมายา และไปใช้ชีวิตใหม่ ด้วยชื่อว่า ราชานรก อีเจส ไปไม่นานมานี้


 “เจ้ามาที่นี่ทำไม”


 “ที่นี่เป็นที่แบบไหนกันขอรับท่านอาจารย์?”


 เจฟ ไม่ตอบแต่ถามกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง


 “คนถามคือข้า เจ้าไม่ใช่วิญญาณแห่งกองมายาอีกต่อไปแล้ว เจฟ และข้ากำลังถามว่าเจ้ามาที่นี่ทำไม!”


 แรงกดดันเวทของเซลิสเริ่มพุ่งสูงขึ้น

 เจฟกำหอกในมือแน่นก่อนจะระบายลมหายใจออกมา


 “ถึงท่านจะทิ้งข้า ให้ข้าไปใช้ชีวิตตามปกติ... แต่ข้าก็ยังติดหนี้บุญคุณที่ท่านเก็บข้ามาเลี้ยงดูอยู่ดี ถึงจะทำความเข้าใจท่านได้ยากในบางเรื่อง แต่สิ่งนี้คือความจริงแท้เพียงหนึ่งเดียวที่ข้ามี...”


 เจฟ เงยหน้าสบตาเซลิส


 “ข้าทอดทิ้งท่านไม่ได้ขอรับ ต่อให้ต้องมีชีวิตเป็นวิญญาณโดยไม่เต็มใจไปชั่วชีวิตก็ตาม”


 เซลิสไม่ตอบรับหรือปฏิเสธเขาเพียงหันหลังแล้วออกเดินต่อ เป็นสัญญาณเงียบๆ ว่าอนุญาตให้ติดตามมาได้ ทั้งสี่คนบุกทะลวงเข้าไปจนพบกับห้องวิจัยลับที่ซ่อนอยู่กึ่งกลางภูเขาไฟ ที่นั่นมีหลอดแก้วมนตราขนาดใหญ่บรรจุเวท


 ‘กิเจลิก้าร์ (จุติใหม่ในครรภ์มารดา)’ และที่น่าสยดสยองคือร่างของคนตระกูลเซวรอนที่นอนเกลื่อนกลาด ทว่าทุกร่างกลับไร้ศีรษะ!


 เซลิส เอ่ย


 “เจ้าเป็นใครกัน”


 “ผู้กล้ากราแฮม... หมายถึงชื่อในตอนนี้น่ะนะ”


 “ไอ้หนู....ข้าไม่ได้ถามถึงชื่อของหัว จงเผยนามที่แท้จริงออกมาซะ”


 “ถึงบอกให้เผยโฉมหน้า ผมก็ลืมชื่อในอดีตไปหมดแล้วล่ะ เรียกผมว่ากราแฮมก็ได้ ผมจำได้แค่ว่าเกิดมาในตระกูลนักปราชญ์ ฉลาดกว่าคนทั่วไปนิดหน่อย แต่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ผมเริ่มคิดว่าตัวเองต่างจากคนอื่น... ผมกำลังหาคำตอบอยู่ ใครจะตอบผมได้กันนะ?”


 “เจ้าหมายความว่าไง!”


 เจฟ ตะคอกถาม

 “ลืมแล้วเหรอ? เรื่องนี้น่ะ...”


 กราแฮมดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว ภาพนิมิตจากคริสตัลในถ้ำก็สว่างวาบ ฉายภาพเหตุการณ์ที่หมู่บ้านเซวรอน...ภาพของลูน่าที่ร้องขอชีวิตเพื่อลูกในท้อง ก่อนจะถูกทหารมนุษย์และเทพทำลายล้างสังหาร


 “เทพทำลายล้างอาเบนิวในตอนนั้น... ก็คือผมเองที่ปลอมตัวไป”


 กราแฮมหัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่ง


 “มันน่าตื่นเต้นดีใช่ไหมล่ะ? ที่ได้สังหารมารสาวที่กำลังจะคลอดลูกแบบนั้นน่ะ ฮ่าๆๆๆ!”


 “ไอ้นี่มัน... ปีศาจชัดๆ!”


 อีเซโน่พึมพำด้วยความสะอิดสะเอียน

 พริบตานั้น วงเวททรงกลมปรากฏขึ้นข้างกายเซลิส เขาคว้าหมัดเข้าไปดึง ดาบหมื่นอัสนี เกาด์เกย์ม่อน ออกมา พร้อมปลดปล่อยมหาเวททำลายล้างทันที!


 ‘ราเวีย กีก กาเวรีซ (อัสนีบาตพิฆาตรากเหง้า)’


 ฉับ!


 คมดาบสายฟ้าฟาดผ่านอากาศด้วยความเร็วที่มองไม่เห็น ศีรษะของกราแฮมขาดกระเด็นหลุดจากบ่ากลิ้งไปกับพื้นถ้ำ ทว่าเสียงหัวเราะกลับยังไม่หยุดลง


 “ย่อมได้... เจ้าเป็นคู่มือที่เหมาะกับวิญญาณที่สุด” เซลิสเอ่ยด้วยเสียงที่สั่นพร่าด้วยโทสะ “เห็นบอกว่าไม่มีวันสิ้นชีวิตสินะ งั้นข้าขอทดสอบหน่อยเถอะว่ามันจะจริงอย่างที่คุยไว้หรือไม่!”


 ศีรษะของกราแฮมที่กลิ้งอยู่บนพื้นขยับปากพูดต่ออย่างรื่นเริง


 “ผมรู้อยู่แล้วนะ เซลิส วอลดีโกด ว่าที่จริงแล้วนายไม่ใช่วิญญาณที่อะไรนั่นหรอก”


 กราแฮมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเซลิสราวกับมองทะลุถึงรากเหง้า


 “นายก็แค่แสร้งทำเป็นวิญญาณ คร่าจิตใจตัวเองให้กับการต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวเพื่อปกป้องสิ่งที่นายรักในเงามืด อา ช่างงดงามอะไรเช่นนี้ ถ้าผมเหยียบย่ำปณิธานที่นายอุตส่าห์สร้างมา นายจะยอมเผยใบหน้าที่แท้จริงให้ผมเห็นหรือเปล่าหนอ? เซลิส แห่งกองทัพอัศวินนามมายา”


 จากวงกลมเวทมนตร์สีเลือดที่วาดอยู่ทั้งสองข้างของกราแฮม กลิ่นอายแห่งความวิปลาสเริ่มกัดกินอากาศรอบตัว สิ่งที่ดูคล้ายด้ามหอกโบราณค่อยๆ ปรากฏออกมา มันคือเคียวเทพวิปลาส เบเฟนนุกส์ดอกมา ด้ามจับทั้งสองข้างเชื่อมต่อกันจากซ้ายและขวา กลายเป็นแท่งเดียวที่อาบไปด้วยมนตราสีดำสนิท


 เคียวขนาดมหึมาที่ปล่อยพลังเวทมนตร์มหาศาลจนพื้นที่รอบข้างปริร้าวปรากฏขึ้นในมือกราแฮม เขาหมุนมันอย่างช้าๆ ประหนึ่งมัจจุราชที่กำลังฮัมเพลงอำลา


 “ระวังให้ดี”


 เซลิสกระชับดาบหมื่นอัสนีแน่น แววตาสีฟ้าอ่อนทอประกายเคร่งเครียด


 “นี่คืออำนาจของเทพเจ้า”


 กราแฮมเผยรอยยิ้มบางๆ ที่ดูบิดเบี้ยว


 “นายพูดถูก... พวกคุณต้องระวังให้มาก”


 กราแฮมยกเคียวขึ้นในแนวนอน เล็งสายตาคมกริบไปยังเหล่ากองอัศวินมายา


 “มิฉะนั้น ทุกอย่างจะจบลงในพริบตา”


 เจฟ


 เคียวเทพวิปลาส ถูกเหวี่ยงออกไปในพริบตา มันคือแสงวาบแห่งความตายที่แท้จริง ทั่วทั้งโถงวิจัยตกอยู่ในความเงียบงัน ไม่มีเสียงลม ไม่มีแสงสะท้อน มีเพียงคมเคียวที่เคลื่อนไหวด้วยความเร็วที่เหนือกว่าการรับรู้ของสิ่งมีชีวิตใดๆ


 แม้แต่หนึ่งในสี่ราชาปีศาจผู้ชั่วร้ายที่โลกเกรงกลัว ยังไม่อาจตอบโต้การโจมตีนี้ได้แม้แต่ครั้งเดียว ทว่าเซลิสกลับยกดาบสายฟ้าขึ้นต้านรับไว้ได้ทันท่วงที


 เปรี๊ยะ!


 เจฟ


 แต่แล้ว... เลือดกลับกระเซ็นออกมาสาดเต็มพื้น ศีรษะของเซลิสที่ควรจะปลอดภัยหลังคมดาบ กลับถูกตัดขาดและกลิ้งหล่นลงบนพื้นดินอย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งที่แนวฟันของเคียวไม่ได้เฉียดกรายใบหน้าของเขาเลยสักนิด


 “นี่คือพลังของเทพวิกลจริต อากังซอร์... ความสงบที่ถูกบิดเบือนจนกลายเป็นความบ้าคลั่ง เหตุและผลจะถูกทำลายจนไร้ระเบียบ นี่คือเคียวแห่งความวิปลาส เมื่อ

 เบเฟนุกส์ดอกมาถูกใช้ ไม่มีผู้ใดคาดเดาผลลัพธ์ได้ แม้แต่ผู้ลงมือเอง!”


 ขณะที่กราแฮมกำลังสาธยาย เขากลับกระอักเลือดออกมาคำโต ทันใดนั้น—ดาบปีศาจสองเล่มก็แทงทะลุจากกลางหลังทะลุหน้าอกและท้องของเขา


 พลังของ ‘ไลเนว(มายาลวง)’ และ ‘นาจีระ (ซ่อนเร้นมนตรา)’ ทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ จอห์น สมิธ และ เซตต์ จู่โจมจากเงามืดโดยไม่มีสัญญาณเตือน


 “ผมพูดมากเกินไปแล้วสินะ”


 กราแฮมพึมพำ


 “เสื่อมสลายไปซะ!”


 ทั้งสองตะโกนพร้อมกันพลางบิดดาบเพื่อควักแก่นแท้ของกราแฮมออกมากราแฮมตอบโต้ด้วยการเหวี่ยงเคียวลงมาอย่างบ้าคลั่ง ทว่าพวกเขากลับหลบได้อย่างง่ายดาย แต่ในชั่วพริบตาถัดมา


 ศีรษะของกราแฮมกลับหลุดออกจากร่างเสียเอง! ดวงตาที่เต็มไปด้วยความฉงนของเขามองไปยังลำคอของเซตต์ที่ยังไร้รอยขีดข่วน


 “ผมบอกแล้วไง... กรรมย่อมตามสนอง เคียวของผมที่ฟาดพลาดนั่นแหละ... ที่กลับมาตัดหัวของผมเอง”


 ศีรษะของเขากลิ้งไปมาพลางหัวเราะร่า เลือดพุ่งกระฉูดออกมาจากคอซ้ำแล้วซ้ำเล่าตามกฎแห่งความวิปลาสที่ไร้ตรรกะ


 “เริ่มกันเถอะ”


 ร่างไร้หัวของกราแฮมขยับอย่างรวดเร็ว เขาคว้าดาบที่แทงทะลุตัวเขาไว้แล้วหักมันด้วยมือเปล่าดังกังวาน เคียวเทพวิปลาสฟาดลงอีกครั้ง ร่างของศัตรูถูกฉีกกระชาก เลือดสาดกระจาย บาดแผลเหล่านั้นดำมืดและไม่สามารถรักษาได้ด้วยเวทมนตร์ใดๆ เพราะพลังแห่งความวิปลาสปฏิเสธการคงอยู่ของระเบียบวินัย


 “แม่ชี!!” —เจฟ!


 เจฟฉวยจังหวะที่กราแฮมกำลังบ้าคลั่ง พุ่งหอกปีศาจออกไปสุดแรง! ปลายหอกแยกออกเป็นสิบแฉกราวกับเขี้ยวสัตว์ร้าย แทงทะลุตรึงร่างของกราแฮมเข้ากับผนังหินจนเกิดเสียงดังสนั่น


 “...อ่า... ฮ่า...”


 กราแฮมครางอย่างพึงพอใจ


 “อ๊ากกก!!” เจฟ!


 เจฟยืดหอกยมโลกออกไปอีก ตรึงแขนทั้งสองข้างของกราแฮมให้ติดกับผนัง เพื่อผนึกการเคลื่อนไหวของเคียวเทพวิปลาสไว้ชั่วคราว


 “โอ้... แย่จริงๆ แฮะ”


 กราแฮมบ่นพลางขยับตัว เลือดพุ่งกระฉูด เนื้อฉีกขาดร่วงหล่น ทว่าเขากลับไม่แสดงอาการเจ็บปวด กลับพยายามยกเคียวขึ้นมาฟันต่อทั้งที่แขนถูกตรึง


 “ทำได้ดีมาก เจฟ”


 จอห์น สมิธ ยืนอยู่เบื้องหน้ากราแฮม ร่างของเขาอาบไปด้วยเลือดจนแดงฉาน มือกำด้ามดาบที่หักแน่น เตรียมพร้อมสำหรับบทสรุปที่เดิมพันด้วยจิตวิญญาณบรรยากาศภายในห้องโถงเงียบงันลงทันทีที่ภาพนิมิตจากอดีตเลือนหายไป


 แสงสลัวจากเปลวเพลิงเวทมนตร์วูบไหวสะท้อนบนใบหน้าของเหล่าบริวาร ราชานรก อีเจส ถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง ดวงตาที่ผ่านสมรภูมิมานับไม่ถ้วนจ้องมองไปยัง อาร์วอซ วอลดีโกด


 ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความขมขื่น


 "นั่นคือจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมที่แท้จริง..."


  อีเจส เอ่ยเสียงพร่า


 เอลวีน่า ที่ยืนฟังอย่างตั้งใจขมวดคิ้วแน่น นางขยับกายเข้าไปใกล้พลางถามด้วยความอยากรู้


 "แล้วจากนั้นล่ะ? หลังจากที่การต่อสู้กับเคียวเทพวิปลาสสิ้นสุดลง ผลลัพธ์มันเป็นยังไงกันแน่?"


 อีเจสหลับตาลงราวกับไม่อยากนึกถึงภาพเหล่านั้น


 "จากนั้น... ท่านเซลิส และพวกเราทุกคนในกองทัพอัศวินมายาต่างก็พลาดท่า พลังของเบเฟนุกส์ดอกมา นั้นบิดเบี้ยวเกินกว่าที่เหตุและผลของพวกเราจะต้านทานได้... พวกเราพ่ายแพ้อย่างยับเยิน"


 เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยความจริงที่สั่นสะเทือนไปทั้งรากเหง้า


 "กราแฮม... มันไม่ได้แค่สังหารท่านเซลิส แต่มันได้ทำการตัดศีรษะของท่านเซลิสออก แล้วนำมาสวมทับเข้ากับร่างของมันเอง... มันช่วงชิงทั้งร่างกาย พลังเวท และอัตลักษณ์ของท่านเซลิสไปจนหมดสิ้น นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา กราแฮมก็ได้ดำรงอยู่ในฐานะ 'หัวหน้ากองอัศวินมายา เซลิส วอลดีโกด' โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้ความจริง"


 "!!"


 พรรคพวกทุกคนต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนพูดไม่ออก ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะก่อนที่ความสยดสยองจะแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ


 "งั้นก็หมายความว่า...!"


 สเตลล่า อุทานออกมาด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด

 ข้า นิ่งงันไปครู่หนึ่ง เนตรมารสีม่วงวาวโรจน์ขึ้นด้วยโทสะที่พุ่งพล่าน ภาพของชายผมสีม่วงที่ข้าเพิ่งเผชิญหน้าบนแท่นบัลลังก์ศักดิ์สิทธิ์แห่ง เอเบลาสต์ อันเซตตา ผุดขึ้นมาในหัว ชายคนที่เรียกข้าว่า 'ไอ้ลูกชาย' ด้วยรอยยิ้มที่ยโสนั่น...


 "ที่แท้... แกก็ไม่ใช่พ่อของข้า"


 ข้าเค่นเสียงออกมาจากลำคอ แรงกดดันเวทมหาศาลปะทุออกจากร่างจนพื้นวิหารปริร้าว


 "ไอ้สวะที่บังอาจใช้ใบหน้าของพ่อข้าเพื่อสร้าง 'เอ็กซ์เอส' และปั่นหัวพวกเรามาตลอด... แท้จริงแล้วมันคือ กราแฮม!"


 ความจริงถูกเปิดเผยแล้วว่า 'เซลิส' ที่ปรากฏตัวในยุคปัจจุบันคือปีศาจร้ายในคราบวิญญาณที่สวมรอยเป็นบิดาของจอมมาร


 "มันไม่ได้แค่ฆ่า... แต่มันยังหยามเกียรติของวอลดีโกดด้วยการมีชีวิตอยู่ภายใต้หน้ากากนั่น"


 ข้าพึมพำพลางกระชับมือแน่น "อีเจ๊ส... แล้วรากเหง้าที่แท้จริงของเซลิส วอลดีโกด ตอนนี้อยู่ที่ไหน?"

評価をするにはログインしてください。
ブックマークに追加
ブックマーク機能を使うにはログインしてください。
― 新着の感想 ―
このエピソードに感想はまだ書かれていません。
感想一覧
+注意+

特に記載なき場合、掲載されている作品はすべてフィクションであり実在の人物・団体等とは一切関係ありません。
特に記載なき場合、掲載されている作品の著作権は作者にあります(一部作品除く)。
作者以外の方による作品の引用を超える無断転載は禁止しており、行った場合、著作権法の違反となります。

↑ページトップへ