การทดลอง
เช่นนี้ก็
แสงสว่างจาก คัมภีร์แห่งการสลักรอย ค่อยๆ จางหายไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่หนักอึ้งภายในห้องโถง ภาพเหตุการณ์การกำเนิดที่อาบไปด้วยเลือดและหยาดน้ำตาบนเทือกเขาเอดนัสยังคงติดตาพรรคพวกทุกคน
อาร์วอซ วอลดีโกด ยืนนิ่งดุจรูปปั้น เนตรมารสีม่วงของเขาทอประกายครุ่นคิดถึงความย้อนแย้งที่ได้รับรู้
"นั่นคือสิ่งที่ข้ากำลังสงสัย" ข้าตอบพลางกอดอก "เซลิส วอลดีโกด ที่ถูกเรียกว่า 'ไอซิส' ในยุคเทพปกรณัม คือวิญญาณที่กวัดแกว่งดาบเพื่อทำลายล้างโดยปราศจากความรู้สึก แต่เซลิสที่ข้าเพิ่งพบไปเมื่อไม่นานมานี้... กลับมีร่องรอยของความนึกคิดและเจตจำนงที่ซับซ้อนกว่านั้น"
เอลวีน่า ก้าวออกมาข้างหน้า คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน
"อาร์วอซ หรือว่า... ชายที่ชื่อเซลิสอาจจะทำการ บิดเบือนประวัติศาสตร์ ผ่านคัมภีร์เล่มนี้? เขาอาจจะไม่อยากให้เจฃาล่วงรู้เรื่องราวที่แท้จริงของเขาก็ได้นะ"
"ทำไปทำไมกันล่ะ?"
ข้าถามย้อน
"ถ้าเป้าหมายคือการปกปิดตัวตน เขาไม่จำเป็นต้องแสดงภาพการกำเนิดที่โหดร้ายขนาดนั้นให้ข้าเห็นตั้งแต่แรก"
"แต่การจำแลงร่างหรือปลอมแปลงตัวตนให้เหมือนกันขนาดนั้น..."
เอลวีน่าวิเคราะห์ต่อ
"ต่อให้เป็นเวทมนตร์ระดับสูง ก็ยังต้องใช้พลังเวทมหาศาลที่แทบจะเทียบเท่ากับจอมมารอย่างเจ้า ถึงจะตบตาเนตรมารของพวกเราได้"
ข้าหลับตาลง นึกถึงสัมผัสของพลังเวทที่พบในปัจจุบันกับในอดีต
"มีความเป็นไปได้สองทาง..."
ข้าเอ่ยเสียงเรียบ
"หนึ่งคือ เซลิสในอดีตได้สูญเสียจิตใจไปจริงๆ และกลับคืนมาได้ในภายหลังด้วยปาฏิหาริย์บางอย่างของ เทพผู้สร้างมิริเทีย หรือสอง... ชายที่พวกเราเจอในปัจจุบัน อาจไม่ใช่เซลิส วอลดีโกด ตัวจริง แต่เป็นตัวตนอื่นที่สวมรอยโดยใช้พลังเวทมหาศาลเพื่อชักนำข้าไปสู่เป้าหมายบางอย่าง"
"เป้าหมายที่ว่า... คือ ดาราอุบัติเอเรียล งั้นเหรอ?"
สเตลล่า ถามขึ้น
"อาจจะใช่ หรืออาจจะเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น"
ข้าลืมตาขึ้น เนตรมารวาวโรจน์ด้วยความท้าทาย
"โลกของมิริเทียที่นางรังสรรค์ขึ้นเพื่อปกปิดความทรงจำของข้า.บางทีความลับทั้งหมดอาจไม่ได้ถูกซ่อนไว้ในดวงดาว แต่อาจซ่อนอยู่ใน 'รอยร้าว' ของประวัติศาสตร์ที่เซลิสกำลังพยายามบอกข้าอยู่"
ข้าแค่นยิ้มที่มุมปาก "ไม่ว่าเขาจะเป็นตัวจริงหรือตัวปลอม ข้าก็จะลากคอออกมาถามความจริงให้ได้... ในฐานะลูกชายที่อยากจะทักทายพ่อด้วยดาบสักเล่ม
ภายใต้ท้องฟ้าสีครามของโลกเบื้องบนที่เพิ่งสงบสุข ข้าและพรรคพวกตัดสินใจแยกย้ายกันออกสำรวจเพื่อไขปริศนาที่ค้างคาจากคัมภีร์แห่งการสลักรอย พวกเราทะยานร่างผ่านม่านหมอกรอยต่อของมิติด้วยเวท
‘เฟลส (เหินเวหา)’
มุ่งหน้าสู่โลกใต้พิภพที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของพลังเวทโบราณข้าพร้อมด้วย เอลวีน่า และ สเตลล่า มุ่งหน้าสู่ สถานศึกษาแห่งเทพเจ้า เอเวรัส อันเซตต้า สถานที่ที่รวบรวมภูมิปัญญาและตรรกะ
ของทวยเทพเอาไว้ ในขณะที่ เรย์ และ โซเฟีย แยกไปตรวจสอบที่สถาบันแห่งผู้กล้า ส่วน เอเลโอนอร์ และ เซเซีย เดินทางไปสมทบกับ นายา แฟนคลับผู้รอบรู้เรื่องราวลึกซึ้งของโลกใต้ดิน
เมื่อก้าวเข้าสู่โถงกลางของเอเวรัส อันเซตต้า บรรยากาศรอบข้างพลันหนักอึ้งราวกับถูกกดทับด้วยมานาปริมาณมหาศาล บนแท่นบัลลังก์ศักดิ์สิทธิ์ที่ควรจะว่างเปล่า กลับปรากฏร่างของชายผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่
เส้นผมสีม่วงพัดปลิวเล็กน้อย
ดวงตาสีฟ้าอ่อนคู่นั้นจ้องมองมายังข้าอย่างเรียบเฉย เขาอยู่ในชุดผ้าคลุมสีเข้มที่คุ้นตา ทว่าสิ่งที่เพิ่มมาคือ ปลอกคอสีดำ ที่รัดแน่นอยู่ตรงกลางลำคอ ชายผู้นั้นหันกลับมาข้าช้าๆ ก่อนจะคลี่ยิ้มที่ดูยโส
"ว่าไง... เจอกันอีกแล้วนะ ไอ้ลูกชาย"
น้ำเสียงนั้นคือ เซลิส วอลดีโกด แห่งกองอัศวินมายาไม่ผิดแน่ ข้าก้าวไปข้างหน้าพลางหรี่เนตรมารลง
"เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่?"
"อย่าพูดอย่างกับว่ามันเป็นเรื่องไม่ดีสิ อาร์วอซ"
เซลิสหัวเราะเบาๆ ในลำคอพลางผายมือไปยังแท่นพิธี
"ข้าก็แค่กำลังจะสร้าง เอ็กซ์เอส (Eques) ขึ้นมาใหม่ก็เท่านั้นเอง"
"หึ... นี่น่ะหรือกระบวนการสร้าง ประกายแสงสันทานุภาพ เอ็กซ์เอส"
ข้าแค่นยิ้ม
"ตามที่อะฮิเดเคยพ่นน้ำลายไว้ ว่ามันคือประมุขเทพ... เทพเจ้าสูงสุดที่ปกครองตรรกะของโลกใบนี้สินะ ซึ่งในโลกของมิริเทียแห่งนี้ เอ็กซ์เอสก็คือแกนกลางที่จะควบคุมทุกสิ่ง"
ข้าไม่ปล่อยให้บทสนทนายืดเยื้อ ข้าพุ่งจิตสังหารออกไปพร้อมกับยื่นมือขวาไปทางแท่นบัลลังก์ศักดิ์สิทธิ์นั้นทันที
“โซรา เอ ดิ๊ปต์ (โซ่ตรวนพันธนาการ)!”
โซ่ตรวนเวทมนตร์สีส้มนับไม่ถ้วนพุ่งออกมาจากความว่างเปล่า มันเลื้อยผ่านอากาศดุจงูพิษก่อนจะเข้ารัดพันแท่นบัลลังก์ศักดิ์สิทธิ์ไว้ทุกทิศทางเพื่อหยุดยั้งวงเวทการสร้าง
"ข้าไม่ยอมให้เจ้าสร้างไอ้ประมุขเทพนั่นขึ้นมาหรอก!"
"อย่ามาขวางพ่อสิลูกชาย..."
เซลิสเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ พลังเวทสีม่วงระเบิดออกจากร่างของเขาปะทะกับโซ่ตรวนของข้าจนสั่นสะเทือน
‘ราเวีย กีก กาเวรีซ (อัสนีบาตพิฆาตรากเหง้า)’ รับไปเสีย!”
เปรี้ยง—!!!!!!!!
เสียงสายฟ้าแผดคำรามกึกก้องจนโถงใหญ่ของเอเวรัส อันเซตต้าแทบถล่มทลาย สายฟ้าสีม่วงเข้มนับร้อยสายแล่นพล่านไปตามผนังและเพดานก่อนจะม้วนตัวพุ่งเข้าหาข้า เอลวีน่า และสเตลล่า ด้วยความเร็วที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
"ถอยไป!"
ข้าร่ายเวท
‘กาตอม (เคลื่อนย้ายในพริบตา)’
ส่งร่างของเอลวีน่าและสเตลล่าออกไปนอกระยะจู่โจมในเสี้ยววินาทีข้าห่อหุ้มมือขวาด้วยเปลวเพลิงทมิฬ
‘อาเวียซตั้นเจียร่า (เปลวไฟบรรลัยกัลป์)’
จนเปลวไฟลุกท่วมแขน ข้าชกหมัดตรงเข้าใส่ใจกลางอัสนีบาตสีม่วงที่พุ่งเข้ามา แรงปะทะทำให้เกิดคลื่นกระแทกจนกระจกและเสาหินรอบบริเวณแตกกระจายกลายเป็นผุยผง!
ท่ามกลางกลุ่มควันและประกายไฟที่ยังไม่จางหาย เซลิส วอลดีโกด กลับใช้จังหวะนั้นร่ายเวท
‘กาเลียน (สุสานอธนการ)’
สร้างม่านหมอกสีดำมืดมิดปกคลุมร่างของเขาไว้
"วันนี้แค่นี้ก่อนก็แล้วกัน แต่อย่าคิดว่ามันจะจบลงง่ายๆ"
เสียงของเขาแผ่วเบาลงก่อนจะเลือนหายไปพร้อมกับความมืด ข้าสะบัดมือดับเปลวเพลิงทมิฬพลางมองไปที่แท่นบัลลังก์
แม้โซ่ตรวนของข้าจะถูกทำลายไปบางส่วน แต่การรบกวนพลังเวทเมื่อครู่ก็เพียงพอที่จะ
ทำให้กระบวนการสร้างเอ็กซ์เอสของมันต้องหยุดชะงักและล้มเหลวลงในที่สุด
"ยังไม่สำเร็จสินะ..."
ข้าพึมพำพลางมองดูซากปรักหักพัง
"แต่ปลอกคอสีดำนั่น... มันคืออะไรกันแน่?"




