สดใส
กลิ่นอายของสมรภูมิเลือดและสายฟ้าสีม่วงในอดีตถูกตัดสลับมายังความสงบสุขของโลกปัจจุบัน แสงแดดอุ่นๆ ยามเช้าทอแสงผ่านหน้าต่างห้องนอนของข้า อาร์วอซ วอลดีโกด ก๊อก ๆ ๆ!
"พี่!"
เสียงใสๆ ของ ดูเอลรีน่า ดังขึ้นพร้อมกับบานประตูที่เปิดออก
"พ่อกับแม่บอกว่าเดี๋ยวจะออกไปข้างนอกกันนะ"
ข้าเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ
"ไม่เห็นรู้เรื่องเลย"
แม้ปากจะพูดเช่นนั้น ทว่าข้าก็ยอมลุกจากเตียงและเดินลงไปชั้นล่างพร้อมกับน้องสาว ภาพที่เห็นคือแม่อุ้มตะกร้าหวายใบใหญ่ที่
อัดแน่นไปด้วยอาหาร ส่วนพ่อนั้นดูจะจัดเต็มยิ่งกว่า ท่านแบกกระบุงใบโตไว้บนหลัง ภายในนั้นอัดแน่นไปด้วยดาบเล่มใหม่เอี่ยมจำนวนมหาศาลที่เพิ่งตีเสร็จ
"โอ๊ะ มาแล้วเหรอ อาร์วอซ! งั้นไปกันเลยไหม!"
พ่อทำท่าจะผลุนผลันออกเดินทางโดยไม่คิดจะอธิบายอะไรสักคำ
"พ่อ จะไปไหนรึ?"
ข้าเอ่ยถามพลางจ้องมองสภาพที่ดูไม่ค่อยเหมือนคนจะไปเที่ยวเท่าไหร่นัก
"แกดูสิ อาร์วอซ ดูอากาศวันนี้!"
พ่อชี้มือออกไปนอกหน้าต่างที่ฟ้าใสไร้เมฆ
"อากาศแจ่มใสเหมาะจะไปปิกนิกเป็นที่สุด ลูกอุตส่าห์มีวันหยุดทั้งที พ่อเลยตัดสินใจปิดร้านชั่วคราว เพื่อให้ครอบครัวสุขสันต์ได้ไปเพลิดเพลินกับธรรมชาติกันพร้อมหน้าพร้อมตาไงล่ะ!"
"จะเพลิดเพลินกับธรรมชาติข้าก็ไม่มีปัญหาหรอก..."
ข้าหรี่ตาลงมองกระบุงบนหลังพ่อ
"แล้วจะเอาดาบพวกนั้นไปด้วยทำไม?"
พ่อผุดยิ้มกว้างอย่างมีเลศนัย ราวกับรอให้ข้าถามคำถามนี้อยู่แล้ว
"แกอยากรู้รึว่าพ่อแบกดาบไปปิกนิกทำไม?"
"ใช่"
"เหตุผลก็คือ..." พ่อหันหน้าไปด้านข้าง รีดเค้นสีหน้าให้ดูเคร่งขรึมประหนึ่งช่างตีเหล็กผู้ทรงภูมิก่อนจะเอ่ยเสียงหนักแน่น "พ่ออยากแสดงให้แกเห็น 'แผ่นหลัง' ของพ่อบ้างน่ะสิ!"
ข้านิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง... ดูท่าคงไม่ใช่เหตุผลสลักสำคัญอะไรนัก นอกจากความเห่อดาบที่ตัวเองตีขึ้นมาใหม่
"ขอโทษนะ อาร์วอซจัง จู่ๆ พ่อเขาก็โพล่งว่าจะไปปิกนิก"
แม่เดินเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง
"ที่ผ่านมาลูกทำแต่งานหนักตลอด คงอยากพักผ่อนสบายๆ อยู่บ้านมากกว่าสินะจ๊ะ?"
เมื่อเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลของแม่ ข้าย่อมปฏิเสธไม่ลง
"อะไรกัน นานๆ ทีไปปิกนิกก็ดีเหมือนกัน"
แม่ยิ้มแฉ่งออกมาทันทีด้วยความดีใจ
"โล่งอกไปที! แม่เตรียมข้าวกล่องอร่อยๆ ไว้เพียบเลย รอลิ้มรสได้เลยนะจ๊ะ!"
พวกเราจัดแจงล็อกประตูบ้านแล้วออกเดินทางด้วยเท้า
"แล้วสรุปจะไปไหนกันล่ะคะ?"
ดูเอลรีน่าถามขึ้นหลังจากเดินมาได้สักพัก
"วันก่อนพ่อเจอที่ที่เหมาะเหม็งสุดๆ เลยล่ะ"
พ่อตอบอย่างภูมิใจ
"ถ้าออกจากมิดเฮสไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้อีกนิด จะมีเนินเขาสูงอยู่ ทิวทัศน์ที่นั่นสวยงามมาก มองเห็นเมืองได้ทั้งเมืองเลยนะ"
ข้าฉุกคิดขึ้นมาได้ทันที สถานที่นั้นคือจุดที่เหล่าบริวารของข้าเมื่อสองพันปีก่อนเคยหลับใหลอยู่ ทว่าบัดนี้ป้ายหลุมศพเหล่านั้นเลือนหายไปตามกาลเวลา เหลือเพียงเนินเขาธรรมดาที่ปกคลุมด้วยหญ้าเขียวขจี
"งั้นใช้ 'กาตอม' (เคลื่อนย้าย) ไปเลยก็ได้นี่นา"
ข้าเสนอ
"จิ๊ๆ ๆ อาร์วอซเอ๋ย"
พ่อชูนิ้วชี้โบกไปมา
"ฟังให้ดีนะ ปิกนิกที่แท้จริงคือการเดินทอดน่องภายใต้แสงแดดที่อาบไล้ไปทั่วร่างแบบนี้ต่างหากล่ะ ความเหนื่อยจากการเดินนี่แหละที่จะทำให้ข้าวกล่องของแม่แกอร่อยขึ้นเป็นเท่าตัว!"
เวลาผ่านไปจนพวกเรามาถึงจุดชมวิวบนหน้าผาสูงชัน ลมเย็นๆ พัดผ่านทุ่งหญ้าจนเกิดเสียงซ่าๆ พ่อวางกระบุงดาบลงก่อนจะเดินไปยืนที่ริมหน้าผา จ้องมองออกไปยังเส้นขอบฟ้าที่ไกลสุดสายตา บรรยากาศรอบตัวพ่อพลันเปลี่ยนไปเป็นความเงียบสงบอย่างประหลาด
"...อาร์วอซ..."
พ่อเรียกข้าโดยไม่หันกลับมามอง
"มีอะไรเหรอ...ท่านพ่อ"
ข้าเดินเข้าไปยืนใกล้ๆ
"แกเก่งมากนะ... เก่งจนพ่อไม่มีอะไรที่จะสอนแกได้อีกแล้ว" พ่อเว้นจังหวะเล็กน้อย น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจที่ปิดไม่มิด "มีเพียงคำพูดนี้ที่พ่ออยากจะบอกแกไว้... จงเดินไปตามเส้นทางที่แกเลือกซะ"
พ่อยกมือขึ้นกอดอก แผ่นหลังที่แบกรับภาระในฐานะหัวหน้าครอบครัวดูหนักแน่นขึ้นในสายตาของข้า
"จงผ่านอุปสรรคทุกอย่างไปให้หมด... ถ้าสิ่งที่แกเลือกคือสันติสุขของโลกใบนี้ พ่อคนนี้จะคอยเฝ้ามองดูแกอยู่ห่างๆ เอง ไม่ว่าแกจะเป็นจอมมารหรือเป็นอะไรก็ตาม แกก็คือลูกของพ่อเสมอ"
ข้าจ้องมองแผ่นหลังนั้นพลางยกยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก "เข้าใจแล้ว... ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง"
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปกับอากาศหนาวเหน็บบนเทือกเขาเอดนัส ที่ตั้งของหมู่บ้านตระกูลเซวรอนอันฉาวโฉ่ ภายใต้เงามืดที่สั่นไหว กองอัศวินมายาเคลื่อนพลประดุจภูตพรายที่ไร้ตัวตน เวท ‘ไลเนล (มายาลวง)’ และ ‘นาจิระ (ซ่อนเร้นมนตรา)’ ของพวกเขาทำงานสอดประสานกันจนแม้แต่สัมผัสของเทพเจ้ายังยากจะตรวจพบ
เซลิส วอลดีโกด หยุดยืนบนชะง่อนผา ดวงตาสีฟ้าอ่อนหรี่ลงมองภาพความบ้าคลั่งเบื้องล่าง
"ระวังตัวด้วย มนุษย์พวกนี้ไม่ใช่ทหารธรรมดา... พวกมันยึดครองเทือกเขาแห่งนี้ตามที่กราแฮมคายออกมาจริงๆ"
เขาส่งสัญญาณมือเพียงวูบเดียว เจฟ และ เซโน สองยอดฝีมือแห่งกองอัศวินมายาก็พุ่งทะยานออกไปราวกับสายฟ้าที่ไร้เสียง
ฉับ—!! ฉับ—!!
คมดาบมนตราที่เคลือบด้วยพลังแห่งการลบเลือนตวัดผ่านลำคอทหารยามชาวมนุษย์ในชั่วพริบตา เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นลงบนหิมะขาวโพลน ร่างเหล่านั้นล้มตึงลงโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะเปล่งเสียงเตือนภัย
'รายงานผ่าน รีคุส
จอห์น สมิธ เสร็จสิ้น'
เสียงรายงานดังขึ้นอย่างเย็นชาในโสตประสาทของ เซลิส
'อีเซโน่ เสร็จสิ้น'
'เจฟ เสร็จสิ้น'
กองอัศวินมายาบุกทะลวงลึกเข้าไปจนถึงลานกว้างใจกลางหมู่บ้าน ที่นั่นพวกเขาพบกับภาพที่ทำให้เจฟต้องขบเคี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธา หญิงเผ่ามารผมสีน้ำตาลอ่อนคนหนึ่งในสภาพสะบักสะบอม นางนอนคุดคู้พยายามปกป้องครรภ์ที่นูนเด่นของนางจากการถูกรุมเตะโดยทหารมนุษย์ใจโฉด
"เฮ้ย! พูดออกมาซะ!" ทหารนายหนึ่งตะโกนพลางหวดเท้าใส่ชายโครงของนางอย่างแรง "พวกแกซ่อนไอ้พวกสายเลือดวอลดีโกดไว้ที่ไหน! บอกที่อยู่ของพวกอัศวินมายามา!"
"ขอร้องล่ะ... ได้โปรด... รอจนกว่าเด็กคนนี้จะเกิดมาทีเถอะ..." ลูน่า วอลดีโกด วิงวอนด้วยน้ำเสียงแหบพร่า น้ำตาไหลรินอาบแก้มที่บวมช้ำ "หลังจากนั้น... จะฆ่าข้า... หรือทำอะไรกับข้าก็ได้ทั้งนั้น... แต่เด็กคนนี้ไม่เกี่ยว..."
"รอเรอะ? แล้วลูกสาวกับลูกชายของข้าที่ถูกเผ่ามารของพวกแกฆ่าในหมู่บ้านดานาล่ะ! ใครจะรอพวกเขากลับมา!"
ทหารนายนั้นคำรามด้วยความคลั่งแค้นก่อนจะระดมหมัดใส่ใบหน้าของลูน่าไม่ยั้งจนนางสลบเหมือดไปชั่วครู่
"ฟื้นคืนชีพให้ลูกข้าเดี๋ยวนี้! ทำสิ! อีปีศาจ! ถ้าทำไม่ได้ก็ตายไปพร้อมกับไอ้ตัวประหลาดในท้องแกนั่นแหละ!"
"เลินเล่อจริงๆ นะ... บุตรแห่งเผ่ามาร"
เสียงหวานใสที่เปี่ยมไปด้วยแรงกดดันมหาศาลดังขึ้นจากเบื้องบนจนอากาศธาตุรอบข้างสั่นไหว เด็กสาวผมทองในชุดอาภรณ์เทพเจ้าอันวิจิตรลอยตัวอยู่กลางอากาศอย่างสง่างาม ดวงตาที่เย็นชาของนางมองลงมาที่ลูน่าราวกับมองเศษฝุ่นผงที่ไร้ค่า
"...ท่าน...ไม่ใช่ทหารมนุษย์..."
ลูน่าพยายามเค้นเสียงถามขณะที่สติเริ่มเลือนลาง
"ข้าคือ เทพแห่งการทำลายล้าง อาเบนิว"
เทพสาวเหยียดยิ้มเย็นที่มุมปาก
"ยินดีที่ได้รู้จัก และยินดีด้วยที่เจ้ากำลังจะดับสูญไปพร้อมกับความสิ้นหวังในวันนี้ กฎเกณฑ์แห่งการทำลายล้างไม่ได้มีไว้เพื่อความเมตตา"
"ฮ่าๆๆ! ท่านเทพมาโปรดแท้ๆ! ข้าคิดอะไรดีๆ ออกแล้ว" ทหารมนุษย์คนหนึ่งชักดาบศักดิ์สิทธิ์ที่ส่องแสงเจิดจ้าออกมา "ในเมื่อพวกแกชอบฆ่าเด็กนัก... ข้าก็จะผ่าท้องแกออกมาดูหน้ามัน แล้วใช้ดาบเล่มนี้สังหารทารกปีศาจนี่ต่อหน้าแกเอง! ดูซิว่าเลือดปีศาจมันจะสีเหมือนเลือดลูกข้าไหม!"
ลูน่ากัดฟันรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายพยายามจะคลานหนี แต่ทหารเหล่านั้นกลับกางวงล้อมปิดทางไว้ทุกทิศทาง คมดาบศักดิ์สิทธิ์ถูกเงื้อขึ้นเหนือหัว เตรียมจะปลิดชีพทั้งแม่และลูกในครรภ์
"หยุดมือซะ... เจ้าพวกสวะ"
เสียงหนึ่งดังขึ้นเบลอๆ ท่ามกลางหิมะที่เริ่มตกหนัก แรงกดดันวิญญาณที่รุนแรงจนทหารมนุษย์บางคนถึงกับกระอักเลือดล้มฟาดลงกับพื้น ปรากฏร่างของชายผมสีม่วงที่ยืนอยู่บนขอบหลังคาบ้านไม้เก่าๆ
อาเบนิวหันไปมองทันที
"สายเลือด วอลดีโกด... โผล่หัวออกมาจนได้สินะ"
ามกลางสมรภูมิที่บ้าคลั่งบนเทือกเขาเอดนัส เสียงตะโกนผ่านเวทสื่อสารดังก้องอยู่ในโสตประสาทของชายผมสีม่วง
"ไอซิส!!!!!"
เจฟ แผดเสียงผ่าน ‘รีคุส’ ด้วยโทสะที่พุ่งพล่านจนควบคุมไม่อยู่
"นั่นภรรยาของท่านนะ! ท่านจะปล่อยให้นางตายไปต่อหน้าต่อตาอย่างนั้นหรือ!? จิตใจท่านทำด้วยอะไรกันแน่!"
เซลิส วอลดีโกด ยังคงยืนนิ่งประดุจรูปปั้นหิน แววตาสีฟ้าอ่อนเยือกเย็นจนไร้ความรู้สึก
"นิ่งซะ เจฟ"
เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ทำให้คนฟังถึงกับเสียวสันหลัง
"พวกมันกำลังยั่วยุเรา อาเบนิวที่ข้าเคยทำให้แตกดับไปแล้วกลับมายืนอยู่ตรงนี้... มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ข้าจะใช้ลูน่าเป็นเหยื่อล่อเพื่อดูแผนการที่แท้จริงของพวกมัน"
"ท่านมันไม่มีหัวใจ!! ท่านมันไม่ใช่คน!!"
เจฟคำรามเตรียมจะพุ่งออกไปช่วยลูน่าด้วยตัวเอง
"จอห์น เซโน... จับเจฟไว้"
เซลิสสั่งการเด็ดขาด
"อย่าให้แผนการของข้าต้องเสียเรื่องเพราะความใจอ่อนไร้สาระ"
สิ้นคำสั่ง เซลิสเร้นกายหายไปในม่านหมอก มุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์ของราชินีตระกูลเซวรอน ทิ้งให้ ลูน่า วอลดีโกด ภรรยาของตนเผชิญชะตากรรมอยู่กลางวงล้อมของศัตรูเพียงลำพัง ภายในคฤหาสน์ที่เงียบสงัด
เซลิสพบกับภาพที่สยดสยอง ซากศพของชาวเซวรอนนอนตายเกลื่อนสภาพท้องแตกกระจายเหมือนมีบางอย่างกัดกินออกมาจากภายใน... ทว่าในขณะนั้นเอง เสียงกรีดร้องลั่นสมรภูมิก็ดังมาจากลานกว้างอีกครั้ง
"อุก... อ๊ากกกกกกกก!!"
ทหารมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังจะเข้าถึงตัวลูน่ากลับถูกเปลวเพลิงสีดำสนิทปะทุขึ้นเผาร่างจนกลายเป็นจลาจล! ร่างของเขาดิ้นพล่านก่อนจะมอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา
"หน็อย... ไอ้เด็กปีศาจในท้องนี่!"
ทหารอีกนายพุ่งเข้าหาลูน่าด้วยความแค้น
"แกตายซะเถอะ!"
เขาแทง ดาบศักดิ์สิทธิ์ ที่อัดแน่นด้วยพลังเทพลงไปที่ท้องของนางอย่างสุดแรงหวังจะปลิดชีพทั้งแม่และลูก!
เปรี๊ยะ!!
เสียงแตกหักดังกัมปนาท ใบดาบศักดิ์สิทธิ์ที่ควรจะทะลวงร่างมารกลับแตกร้าวและหักสะบั้นลงด้วยแรงปะทะจากพลังเวทมหาศาลที่ปะทุออกมาจากครรภ์ของลูน่า!
พลังมืดสายหนึ่งหมุนวนปกป้องนางไว้ราวกับเกราะเหล็กที่ไม่มีวันพังทลายย
"อาร์วอซ..."
ลูน่าพึมพำชื่อบุตรชายในครรภ์ด้วยสติที่เลือนลาง
“ลูกแม่... อย่าแพ้นะ..."
"บ้าน่า! พลังเวทนี่มันอะไรกัน! เด็กในท้องกำลังสู้กับดาบศักดิ์สิทธิ์งั้นเรอะ!"
ทหารรอบข้างต่างพากันถอยกรูดด้วยความหวาดกลัวอย่างขีดสุด
"ฆ่ามัน! อย่าให้มันลืมตาดูโลกได้! สิ่งที่อยู่ในท้องนั่นคือหายนะที่จะเผาผลาญโลกใบนี้!"
"หืม... สายเลือดของวอลดีโกดงั้นรึ"
อาเบนิว ร่อนลงมาเบื้องหน้าลูน่า เนตรเทวะของนางเปล่งประกายสีม่วงเข้มจ้องลึกเข้าไปในครรภ์
"เมื่อใกล้พินาศ พลังกลับยิ่งตื่นขึ้น... ยิ่งถูกบีบคั้น รากเหง้ากลับยิ่งแข็งแกร่ง น่าสนใจจริงๆ"
"อย่า... แตะต้อง... ลูกของข้า..."
ลูน่ารวบรวมพลังวิญญาณทั้งหมดที่เหลืออยู่สร้างเขตแดนความมืด ‘กาเลียน’ ขึ้นมาปกคลุมพื้นที่เพื่อพรางตา
"ไร้ประโยชน์"
อาเบนิวสะบัดมือเพียงครั้งเดียว พลังอำนาจแห่งเทพทำลายล้างก็ผ่ามวลความมืดและฉีกกระชากท้องของลูน่าออกเป็นแผลฉกรรจ์! เลือดอุ่นๆ สาดกระจายไปทั่วพื้นหิมะ
"อ๊ะ...!!"
ลูน่าล้มลงจมกองเลือด ลมหายใจเริ่มขาดช่วง
ในวินาทีที่อาเบนิวจะลงมือเผด็จศึก เงาสีดำก็วาบขึ้นเบื้องหลังนางอย่างเงียบเชียบ สายฟ้าสีม่วงแล่นพล่านไปทั่วชั้นบรรยากาศจนอากาศธาตุระเบิดออก
เซลิสปรากฏกายขึ้นพร้อมดาบ เกาด์เกย์มอน ที่แทงทะลุหัวใจของเทพแห่งการทำลายล้างจากทางด้านหลัง!
“ลาเวีย เนโอลด์ กัลวารีซเอ็น (ดาบสิบสนามสายฟ้าม่วงสูญสิ้น)”
ตูม—!!!!
สายฟ้าสีม่วงสิบสายระเบิดออกภายในร่างของอาเบนิว ฉีกกระชากรากเหง้าของเทพเจ้าจนแตกสลายไปในพริบตาเดียว! ร่างของเทพสาวสลายกลายเป็นละอองแสงก่อนจะเลือนหายไปในความว่างเปล่า เซลิสถอนดาบออกแล้วเดินเข้าหาลูน่าที่นอนหายใจรวยริน
"คุณคะ..."
นางเอ่ยเสียงแผ่วพลางยื่นมือที่เปื้อนเลือดมาหาเขา
"อาร์วอซ... กำลังจะมา..."
"รากเหง้าแห่งการเสื่อมสลาย... มันไหลเวียนอยู่ในสายเลือดของเรา"
เซลิสเอ่ยด้วยเสียงที่ดูจะอ่อนลงเพียงเล็กน้อย
ลูน่าคลี่ยิ้มทั้งน้ำตาขณะที่ร่างของนางเริ่มเย็นลง
"การให้กำเนิดอาร์วอซ... จำต้องมีใครตายเป็นการแลกเปลี่ยน... ขอบคุณนะ... ที่ช่วยปกป้องเขาไว้จนวินาทีสุดท้าย..."
ลูน่าสิ้นใจลงในอ้อมกอดของความมืดมิดที่เหน็บหนาว ทันใดนั้น เพลิงสีดำก็โหมกระพือขึ้นอย่างบ้าคลั่งจากร่างของนาง เสียงร้องไห้แรกเกิดดังกัมปนาทสะเทือนไปทั้งเทือกเขาเอดนัส
รกน้อยที่มีนัยน์ตาคมกล้าดุจพญาอินทรีลืมตาขึ้นท่ามกลางกองเลือดดด มือเล็กๆ นั้นกุมนิ้วที่ไร้วิญญาณของมารดาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
นั่นคือวินาทีที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึก... จอมมารอาร์วอซ วอลดีโกด ได้ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้เพื่อเปลี่ยนตรรกะทุกสรรพสิ่งไปตลอดกาล!




