表示調整
閉じる
挿絵表示切替ボタン
▼配色
▼行間
▼文字サイズ
▼メニューバー
×閉じる

ブックマークに追加しました

設定
0/400
設定を保存しました
エラーが発生しました
※文字以内
ブックマークを解除しました。

エラーが発生しました。

エラーの原因がわからない場合はヘルプセンターをご確認ください。

ブックマーク機能を使うにはログインしてください。
Mahōu Gakuin no Futekigosha   作者: Shū
บทที่1 : บิดาแห่งจอมมาร
1/13

กองอัศวินมายา

The Misfit Of Magic Academy





ในยุคเทพปกรณัม เมื่อสองพันปีก่อน



ยุคนั้นเป็นยุคก่อนที่ผู้ปกครองของเผ่ามารจะถือกำเนิด เผ่ามารที่แข็งแกร่งทั้งหลาย ไม่ว่า จตุรชามาร หรือ ราชาวิถีมาร แห่ง อาเซนซีออน ต่างรบราห้ำหั่นกันเป็นประจำ



เหล่าเผ่ามารสำแดงอำนาจว่า ข้านี่แหละคู่ควรจะปกครองดีลเฮด กระทั่งเผ่ามารด้วยกันก็ยังรบกันไม่เว้น มีไม่น้อยที่รุกรานเฮรอนซี เพื่อขยายดินแดน



ทั้งในและนอกอาณาจักรตกอยู่ท่ามกลางเพลิงสงครามเป็นนิจ เผ่ามารแต่ละกลุ่มจำต้องโดดเดี่ยวในการรับมือกับการบุกรุกของมนุษย์ผู้ผนึกกำลังกัน รวมทั้งเผ่าเทพ และหมู่ภูตที่ให้มนุษย์หยิบยืมพลัง



สิ่งที่มวลมนุษย์และหมู่ภูตหวาดหวั่นคือความสามัคคีของเผ่ามาร เพราะการที่พวกมารโรมรันกันเองอย่างต่อเนื่อง ทำให้กำลังรบของเฮรอนซีกับ อาเซนซีออน รักษาสมดุลไว้ได้อย่างจวนเจียน



หากเมื่อใดเกิดการปรากฏตัวของผู้ปกครองที่รวบรวมเผ่ามารให้เป็นหนึ่ง สถานการณ์คงพลิกตาลปัตรทันควัน กองทัพเฮรอนซียังคงเป็นจอมเจ้าเล่ห์เพทุบายผู้หว่านเมล็ดแห่งความหวาดระแวงแก่ราชาทั้งหลายที่ปกครองแต่ละพื้นที่ของ อาเซนซีออน

~กองอัศวิน นาม มายา~


พวกเขาวางแผนให้ฝ่ายตัวเองได้เปรียบในมหาสงครามด้วยการยุยงเผ่ามารต่อสู้กันเอง ระหว่างที่เหล่าเผ่ามารดูแคลนว่ามนุษย์ไร้ค่า กองทัพเฮรอนซีก็จะปิดฉากการรบ ซึ่งเป้าประสงค์นั้นประสบความสำเร็จอย่างราบรื่น



ทว่าในหมู่เผ่ามารย่อมมีผู้ตระหนักถึงเรื่องนั้น พวกเขาไม่ได้สังกัดฝักฝ่ายใดของเผ่ามาร เป็นพวกไร้นาม ปราศจากดินแดน และไม่เปิดเผยกระทั่งนาม



กองอัศวินมายา ซึ่งนำโดย เซลิส วอดีโก้ หายตัวไปโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้และไม่ทิ้งชื่อในประวัติศาสตร์ พวกเขาคิดอย่างไร กวัดแกว่งดาบเพื่อสิ่งใดกันแน่ มีเพียงผู้เคยเห็นกองอัศวินไร้นามซึ่งเป็นดั่งภาพมายากับตาตัวเองเท่านั้น ที่ยังหลงเหลือความทรงจำเพียงน้อยนิด



เริ่มต้นขึ้น ณ ตรงนี้ ท่ามกลางสมรภูมิที่ปกคลุมด้วยไอเวทมนตร์อันตึงเครียด ณ รอยต่อของทวีปอาเซนซีออนและเฮรอนซี เสียงหวีดหวิวของมิติกำลังร่ำไห้เมื่อถูกพลังเร้นลับบิดเบือน



ทหารมนุษย์นายหนึ่งแผดเสียงร้องด้วยความขวัญเสีย เขาเร่งส่งเวท ‘รีคุส (สัญญาณผ่านจิต)’ รายงานสถานการณ์วิกฤตไปยังผู้นำสูงสุดของเขา—ผู้กล้า กราแฮม แม่ทัพผู้เกรียงไกรแห่งกองทัพมนุษย์เฮรอนซี กราแฮมยืนตระหง่าน แววตาคมปลาบของเขาจ้องมองฝ่าม่านหมอกเวทมนตร์อย่างไม่สะทกสะท้าน


"ไม่ต้องกลัว! นี่คงเป็นเพียงเวทพรางตาชั้นต่ำอย่าง ‘ไลเนว (มายาลวง)’ กับ ‘นาจีระ (ซ่อนเร้นมนตรา)’ เท่านั้น!"


 กราแฮมประกาศก้องเพื่อเรียกขวัญกำลังใจทหาร


"พวกเราได้รับพรคุ้มครองจากเทพเขตแดน รีโนโลรอส ผู้ศักดิ์สิทธิ์! หากศัตรูคิดจะทะลวงปราการนี้ มันมีทางเดียวคือต้องเผยตัวออกมา และตราบใดที่ในมือของข้ายังมี ดาบเทพปกปักษ์ ที่ท่านรีโนโลรอสมอบให้... พวกเราจะไม่มีวันพ่ายแพ้!"


แสงศักดิ์สิทธิ์จากดาบเทพในมือกราแฮมเจิดจ้าขึ้น ราวกับจะขับไล่ความมืดมิดทิ้งไป ทว่า... ในวินาทีที่ความเชื่อมั่นพุ่งถึงขีดสุด เสียงทุ้มต่ำที่เย็นเยียบราวกับมาจากก้นบึ้งของมหาสมุทรก็ดังขึ้น


“เวเนเจียร่า (ความเป็นไปได้ปรากฏ)”


พริบตานั้น บรรยากาศโดยรอบพลันบิดเบี้ยว ร่างของบุรุษผู้หนึ่งปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าหน่วยที่ 1 ของกองทัพมนุษย์อย่างเงียบเชียบดุจเงาค้างคาว เขาคือ เซลิส วอลดีโกด ชายผู้มีเส้นผมสีม่วงเข้มดุจท้องฟ้ายามราตรี ดวงตาสีฟ้าอ่อนที่ดูเย็นชาและลึกลับ สวมผ้าคลุมสีเข้มที่ดูเหมือนจะกลืนกินแสงสว่างรอบข้างไปจนหมด


 "...โผล่มาแล้วสินะ..."


กราแฮมหรี่ตาประเมินคู่ต่อสู้พลางร่ายเวทตรวจสอบคลื่นมานาภ


"ลองเปรียบเทียบคลื่นพลังเวทดูแล้ว... ไม่ตรงตามฐานข้อมูลที่มี สรุปผลคือ ชายคนนี้ไม่ใช่เป้าหมายระดับราชวงศ์”


คำพูดของกราแฮมทำให้ทหารมนุษย์คนอื่นๆ เริ่มเบาใจลง เพราะในยุคเทพปกรณัมนี้ เผ่ามารระดับราชวงศ์คือตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดและน่าหวาดกลัวที่สุด กราแฮมผู้ช่ำชองการศึกได้สืบค้นข้อมูลของขุนพลมารชื่อดังมาจนครบถ้วน แต่เขากลับไม่เคยเห็นชื่อหรือใบหน้าของชายผมสีม่วงคนนี้ในสารบบเลย


"ก็แค่ทหารนิรนามที่บังเอิญมีเวทมนตร์แปลกๆ เท่านั้น"


นั่นคือสิ่งที่กราแฮมสรุปในใจ ทว่า เซลิส ไม่ได้ใส่ใจคำสบประมาทหรือสายตาเหล่านั้น เขาเดินตรงเข้าหาเขตแดนเทพเจ้าด้วยท่วงท่าที่มั่นคงและเงียบสงัด


 "เวเนเจียร่า"


เซลิส เอ่ยสั้นๆ อีกครั้ง ก่อนจะชักดาบมารคู่กาย 'ดาบหมื่นอัสนี เกาด์เกย์ม่อน' ออกมาจากฝัก คมดาบที่อาบไปด้วยสายฟ้าสีม่วงแผ่ซ่านพลังทำลายล้างออกมาอย่างมหาศาล


เขาแทงตัวดาบเข้าสู่วงเวทของเวเนเจียร่าที่ลอยเด่นอยู่เบื้องหน้า ในวินาทีนั้นเอง ความเป็นไปได้นับหมื่นนับแสนถูกบีบอัดลงสู่จุดเดียว... พลังที่กราแฮมเชื่อว่าเป็นเพียงเวทมนตร์พรางตา เซลิส แทง ดาบหมื่นอัสนี เกาด์เกย์ม่อน เข้าสู่ใจกลางวงเวทของ


 ‘เวเนเจียร่า’


วงเวททรงกลมทั้ง 9 วงหมุนวนและซ้อนทับกันอย่างซับซ้อน ก่อนที่ใบดาบแห่งความเป็นไปได้ทั้ง 9 เล่มจะแทงทะลุวงเวทออกมาในบัดดล


 เปรี้ยง—!!!!


เสียงอัสนีบาตแผดคำรามสนั่นหวั่นไหวจนแสบแก้วหู ประกายไฟฟ้าสีม่วงเข้มแล่นพล่านไปทั่วชั้นบรรยากาศ นภาครามและปฐพีสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นเพียงเพราะมวลพลังเวทที่ถูกปลดปล่อยออกมานั้นมหาศาลเกินกว่าที่มิติจะรับไหว


เซลิส ได้ชูดาบหมื่นอัสนีในความเป็นจริง และดาบหมื่นอัสนีแห่งความเป็นไปได้ ขึ้นสู่ฟากฟ้า เส้นด้ายอัสนีสีม่วงนับล้านเส้นแล่นปราดขึ้นสู่ท้องฟ้าจนกลายเป็นตาข่ายสายฟ้าที่กลืนกินแสงสว่าง


 “ลาเวีย เนโอนด์ กัลวารีซเอน(ดาบสิบสนามสายฟ้าม่วงสูญสิ้น)”


คมดาบถูกฟาดลงมาพร้อมกับเสียงกึกก้องสะท้านถึงสุดใต้หล้า สายฟ้าสีม่วงแปรเปลี่ยนเป็นหายนะสีชาดพุ่งเข้าทำลายล้างทุกสรรพสิ่งในพริบตา


สิ่งมีชีวิตทั่วทั้งบริเวณ กองทัพมนุษย์หน่วยที่ 1ต่างอันตรธานหายไปในแสงสีม่วง เหลือเพียงดินแดนที่รกร้างว่างเปล่าราวกับไม่เคยมีสิ่งใดดำรงอยู่ ณ ที่แห่งนี้ผู้ที่รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวคือ ผู้กล้า กราแฮม


เขายืนอยู่ท่ามกลางเถ้าถ่าน ร่างกายสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนกที่ไม่อาจเก็บซ่อน ดาบเทพปกปักษ์ในมือสั่นระริกเมื่อต้องเผชิญกับพลังที่เหนือชั้นกว่ามวลมนุษย์จะจินตนาการได้


"ในเมื่อมีพลังสูงส่งถึงเพียงนี้... แล้วเหตุใด... แล้วเหตุใดใยจึงไม่เข้าร่วมสงครามแย่งชิงอำนาจ"


กราแฮม แผดเสียงถามด้วยความสับสน


"ด้วยพลังระดับนี้ เจ้าสามารถขึ้นเป็นราชาผู้ปกครองอาเซนซีออนได้โดยง่ายแท้ๆ!"


เซลิส ไม่ได้เปิดปากตอบ ผู้กล้า เขาวาดคมดาบหมื่นอัสนีชี้ตรงไปที่ลำคอของกราแฮมอย่างนิ่งสงบ แววตาสีฟ้าอ่อนนั้นไร้ซึ่งความอาฆาต มีเพียงความว่างเปล่าที่ลึกสุดหยั่ง


“...พวกเจ้าเป็นใครกันแน่...”


กราแฮมถามย้ำด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าเซลิสเบนคมดาบขึ้นสู่ฟากฟ้าอีกครั้ง เส้นผมสีม่วงพัดปลิวไปตามแรงลมของหายนะที่ยังหลงเหลืออยู่


“นามนั้นไม่จำเป็นสำหรับวิญญาณ... แต่สำหรับผู้ที่จะเดินทางสู่ปรโลก อย่างน้อยก็ควรจะได้สลักจำนามไว้สักนิด”


“ข้าคือ ไอซิส (นายกอง) แห่งกองทัพอัศวินมายา”


“ช้าก่อน”


เปรี๊ยะ—!


สายฟ้าสีม่วงที่กำลังเต้นเร่าอยู่บนคมดาบของเซลิสหยุดชะงักลงกลางคัน ราวกับถูกตรึงไว้ด้วยเจตจำนงที่เหนือกว่ากาลเวลา


ฟู่มมม!!!


เปลวเพลิงสีนิลกาฬปะทุขึ้นจากผืนดินที่แตกระแหง มันลุกโชนอย่างบ้าคลั่งจนกลืนกินอากาศรอบข้างให้กลายเป็นสุญญากาศ เปลวไฟเหล่านั้นบีบอัดและหลอมรวมกันจนกลายเป็นร่างของชายผู้หนึ่งที่มีแววตาประดุจกองเพลิงที่ไม่วันมอดดับ นั่นคือ ราชาวิถีมาร โมบิลัส


“ที่นี่คือดินแดนอาเซนซีออนที่ข้าครอบครอง... ไม่อาจจะให้เจ้าสังหารชายผู้นั้นได้ตามใจชอบหรอกนะ”


เซลิส ค่อยๆ หันมองผู้มาใหม่โดยไม่เอ่ยคำใด ใบหน้าของเขาเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ทว่าสายฟ้าบนคมดาบหมื่นอัสนีกลับยังคงแล่นพล่านเป็นสัญญาณเตือนภัยที่อันตรายยิ่ง


“ไม่ต้องปล่อยจิตสังหารขนาดนั้นหรอกนะ... กองอัศวินไร้นามเอ๋ย ข้าแค่มีคำถาม... ที่จะถามเจ้ามนุษย์ผู้นี้สักสองสามข้อ คงจะไม่รังเกียจใช่หรือไม่”


ชายผู้เป็นเจ้าแห่งเพลิงนิลเหลือบมองกราแฮมที่อยู่ในสภาพร่อแร่ เซลิสจ้องมองการกระทำนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจดึงดาบหมื่นอัสนีกลับคืนสู่ท่วงท่าเตรียมพร้อม ประกายไฟฟ้าหรี่ลงเล็กน้อย


แต่นั่นคือคำตอบที่ชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดใดๆ ว่าเขายอมถอยให้ก้าวหนึ่ง


“หึ... ขอบใจที่ให้ความร่วมมือ”


ชายผู้นั้นแค่นยิ้มก่อนจะก้มลงจ้องกราแฮมด้วยสายตาที่กดดัน


“จงตอบมา ผู้กล้า กราแฮม มิเช่นนั้น ชีวิตของเหล่าสายลับที่เจ้าส่งเข้ามาในวังของข้าจะต้องตาย... แต่หากเจ้ายินยอม ข้าจะรับประกันชีวิตของพรรคพวกเจ้า... ว่าไง?”


เปลวเพลิงที่ล้อมรอบร่างของเขาพัดไหวราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังรอขย้ำคำสาบาน กราแฮมกัดฟันแน่นจนเลือดซึม เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมสยบเพื่อรักษาชีวิตลูกน้อง


“ได้... ข้ายินยอม”


ชายปริศนายื่นมือออกไปเบื้องหน้า วงเวทสีดำสนิทรูปหกแฉกปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว


 “เซกต์ (พันธสัญญา)”


เมื่อพันธสัญญาถูกสลักลงในรากเหง้า กราแฮมจึงเอ่ยความจริงออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า


“พรรคพวกของข้าอยู่ที่หมู่บ้านของตระกูลเซวรอน”


เมื่อได้ยินชื่อนั้น ชายแห่งเพลิงนิลกลับทำหน้าเหมือนรู้อะไรบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่านั้น


“อย่างงั้นหรือ... หมู่บ้านตระกูลเซวรอน... หมู่บ้านที่ใช้ศีรษะมนุษย์แทนสินค้าสินะ น่าสนใจ... นี่เป็นโอกาสอันดีงาม งั้นเราไปกันเถอะ”


เสียงของเขาแผ่วเบาลงแฝงไปด้วยนัยบางอย่าง กราแฮมเหลือบตามองด้วยความเข้าใจทันทีว่านี่คือช่องทางหลบหนีที่ถูกสร้างขึ้นในบทสนทนา แต่ทว่า...ฉับ!!!


ดาบหมื่นอัสนี ฟาดลงมาอย่างไร้สัญญาณเตือน


และไร้ซึ้งจิตสังหารล่วงหน้า


 บึ้ม!!!


ชายแห่งเพลิงนิลยกมือขึ้นรับไว้ได้ทันท่วงที มือเพลิงขนาดมหึมาเข้าปะทะกับคมดาบของเซลิสจนเกิดแรงระเบิดของมานาที่ฉีกกระชากมิติ เสียงคำรามของสายฟ้าม่วงปะทะเพลิงนิลดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ


“บอกว่าไม่ให้ทำไงเล่า!”


เขาแผดเสียงอย่างเหลืออด เปลวไฟระเบิดออกเป็นคลื่นพลังมหาศาลเพื่อผลักดันศัตรูออกไป แต่ เซลิส กลับยืนนิ่งประดุจขุนเขาที่ไม่มีวันสั่นคลอน


“...”


ไม่มีคำตอบ มีเพียง—ฉับ! เซลิสดึงดาบกลับด้วยความเร็วเหนือแสงและฟันสวนกลับไปอีกครั้งในมุมที่เฉียบคมกว่าเดิม


“อะไร—”


ฉัวะ—!!


แขนเพลิงของชายปริศนาถูกตัดขาดสะบั้น เปลวไฟกระจายฟุ้งกระจายไปในอากาศ แต่ยังไม่ทันที่มันจะหลอมรวมตัวกันใหม่ เซลิสก็เริ่มเคลื่อนไหวต่อทันที


หวืด—!


เกาด์เกย์ม่อน พุ่งทะลวงผ่านช่องว่างของเปลวเพลิงมุ่งตรงไปหาเป้าหมายเดิม กราแฮมที่กำลังจะอาศัยจังหวะนี้หลบหนีถึงกับเบิกตากว้างด้วยความสยดสยอง


“เดี๋ยว—!!”


ฉับ!


คมดาบเย็นเฉียบพาดผ่านลำคอ ศีรษะของผู้กล้ากราแฮมขาดกระเด็นออกจากบ่า เลือดสีแดงฉานพุ่งกระเซ็นไปติดบนใบหน้าที่เรียบเฉยของเซลิส


ร่างไร้วิญญาณล้มลงกระแทกพื้นดินอย่างเงียบงัน... ความเงียบงันที่น่าขนลุกเข้าปกคลุมสมรภูมิเพียงชั่วอึดใจ เซลิส วอดีโก้ ตวัดดาบเพื่อสะบัดคราบเลือดออกครั้งหนึ่ง


เปรี๊ยะ!!!!


สายฟ้าสีม่วงระเบิดออกอีกครั้ง คราวนี้มันพุ่งเข้าฟาดใส่ร่างที่เหลือเพียงเปลวไฟของชายปริศนาอย่างแม่นยำ


บึ้ม—!!!


เปลวไฟสีนิลแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ราวกับถูกฉีกกระชากรากเหง้า แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังไม่ดับลง เสียงที่เต็มไปด้วยความสมเพชและเหนื่อยหน่ายดังขึ้นจากดวงไฟที่กระจัดกระจาย


“นั่นสินะ ยังไงมนุษย์ก็ต้องล่มสลายอยู่ดีนั่นแหละ”


เปลวไฟรวมตัวกันเป็นรูปทรงกลมขนาดใหญ่ ลอยอยู่เหนือพื้นดินโดยไม่กลับคืนเป็นรูปร่างมนุษย์อีก


“ให้ตายเถิด...ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะปราศจากความละโมบ....อีกทั้งยังสร้างความย่อยยับในทุกๆที่ที่ไปถึง...ไม่มีมารเผ่าใดจะคลุ้มคลั่งเท่าเจ้า...สมแล้วที่เป็นคนสุดท้าย...ของ วอลดีโกด ที่ถูกกำหนดมาให้เสื่อมสลาย...แม้แต่จิตใจก็สูญสลายไปเนิ่นนาน จนกลายเป็นเพียงวิญญาณ”


ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วครู่ ก่อนที่ทรงกลมเพลิงจะค่อยๆ ลอยห่างออกไปสู่ขอบฟ้า


“แล้วพบกัน... วิญญาณไร้นาม”


ฟู่ม—


เปลวเพลิงหายลับไปในม่านหมอก ทิ้งไว้เพียงสนามรบที่ว่างเปล่า ร่างที่ไร้หัวของผู้กล้า และชายผมสีม่วงผู้หนึ่งที่ยืนอยู่


ท่ามกลางซากปรักหักพังโดยไร้ซึ่งความรู้สึกเสียใจหรือยินดีใดๆเขายังคงเป็นเพียงวิญญาณที่ก้าวเดินอยู่ในความมืดมิดต่อไป

เธอคิดเช่นไรย่อมไม่เป็นไรหรอกครับแต่ถ้าเป็นไปตามทางหลวงหมายเลขโทรศัพท์

評価をするにはログインしてください。
ブックマークに追加
ブックマーク機能を使うにはログインしてください。
― 新着の感想 ―
このエピソードに感想はまだ書かれていません。
感想一覧
+注意+

特に記載なき場合、掲載されている作品はすべてフィクションであり実在の人物・団体等とは一切関係ありません。
特に記載なき場合、掲載されている作品の著作権は作者にあります(一部作品除く)。
作者以外の方による作品の引用を超える無断転載は禁止しており、行った場合、著作権法の違反となります。

↑ページトップへ