กองอัศวินมายา
The Misfit Of Magic Academy
ในยุคเทพปกรณัม เมื่อสองพันปีก่อน
ยุคนั้นเป็นยุคก่อนที่ผู้ปกครองของเผ่ามารจะถือกำเนิด เผ่ามารที่แข็งแกร่งทั้งหลาย ไม่ว่า จตุรชามาร หรือ ราชาวิถีมาร แห่ง อาเซนซีออน ต่างรบราห้ำหั่นกันเป็นประจำ
เหล่าเผ่ามารสำแดงอำนาจว่า ข้านี่แหละคู่ควรจะปกครองดีลเฮด กระทั่งเผ่ามารด้วยกันก็ยังรบกันไม่เว้น มีไม่น้อยที่รุกรานเฮรอนซี เพื่อขยายดินแดน
ทั้งในและนอกอาณาจักรตกอยู่ท่ามกลางเพลิงสงครามเป็นนิจ เผ่ามารแต่ละกลุ่มจำต้องโดดเดี่ยวในการรับมือกับการบุกรุกของมนุษย์ผู้ผนึกกำลังกัน รวมทั้งเผ่าเทพ และหมู่ภูตที่ให้มนุษย์หยิบยืมพลัง
สิ่งที่มวลมนุษย์และหมู่ภูตหวาดหวั่นคือความสามัคคีของเผ่ามาร เพราะการที่พวกมารโรมรันกันเองอย่างต่อเนื่อง ทำให้กำลังรบของเฮรอนซีกับ อาเซนซีออน รักษาสมดุลไว้ได้อย่างจวนเจียน
หากเมื่อใดเกิดการปรากฏตัวของผู้ปกครองที่รวบรวมเผ่ามารให้เป็นหนึ่ง สถานการณ์คงพลิกตาลปัตรทันควัน กองทัพเฮรอนซียังคงเป็นจอมเจ้าเล่ห์เพทุบายผู้หว่านเมล็ดแห่งความหวาดระแวงแก่ราชาทั้งหลายที่ปกครองแต่ละพื้นที่ของ อาเซนซีออน
~กองอัศวิน นาม มายา~
พวกเขาวางแผนให้ฝ่ายตัวเองได้เปรียบในมหาสงครามด้วยการยุยงเผ่ามารต่อสู้กันเอง ระหว่างที่เหล่าเผ่ามารดูแคลนว่ามนุษย์ไร้ค่า กองทัพเฮรอนซีก็จะปิดฉากการรบ ซึ่งเป้าประสงค์นั้นประสบความสำเร็จอย่างราบรื่น
ทว่าในหมู่เผ่ามารย่อมมีผู้ตระหนักถึงเรื่องนั้น พวกเขาไม่ได้สังกัดฝักฝ่ายใดของเผ่ามาร เป็นพวกไร้นาม ปราศจากดินแดน และไม่เปิดเผยกระทั่งนาม
กองอัศวินมายา ซึ่งนำโดย เซลิส วอดีโก้ หายตัวไปโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้และไม่ทิ้งชื่อในประวัติศาสตร์ พวกเขาคิดอย่างไร กวัดแกว่งดาบเพื่อสิ่งใดกันแน่ มีเพียงผู้เคยเห็นกองอัศวินไร้นามซึ่งเป็นดั่งภาพมายากับตาตัวเองเท่านั้น ที่ยังหลงเหลือความทรงจำเพียงน้อยนิด
เริ่มต้นขึ้น ณ ตรงนี้ ท่ามกลางสมรภูมิที่ปกคลุมด้วยไอเวทมนตร์อันตึงเครียด ณ รอยต่อของทวีปอาเซนซีออนและเฮรอนซี เสียงหวีดหวิวของมิติกำลังร่ำไห้เมื่อถูกพลังเร้นลับบิดเบือน
ทหารมนุษย์นายหนึ่งแผดเสียงร้องด้วยความขวัญเสีย เขาเร่งส่งเวท ‘รีคุส (สัญญาณผ่านจิต)’ รายงานสถานการณ์วิกฤตไปยังผู้นำสูงสุดของเขา—ผู้กล้า กราแฮม แม่ทัพผู้เกรียงไกรแห่งกองทัพมนุษย์เฮรอนซี กราแฮมยืนตระหง่าน แววตาคมปลาบของเขาจ้องมองฝ่าม่านหมอกเวทมนตร์อย่างไม่สะทกสะท้าน
"ไม่ต้องกลัว! นี่คงเป็นเพียงเวทพรางตาชั้นต่ำอย่าง ‘ไลเนว (มายาลวง)’ กับ ‘นาจีระ (ซ่อนเร้นมนตรา)’ เท่านั้น!"
กราแฮมประกาศก้องเพื่อเรียกขวัญกำลังใจทหาร
"พวกเราได้รับพรคุ้มครองจากเทพเขตแดน รีโนโลรอส ผู้ศักดิ์สิทธิ์! หากศัตรูคิดจะทะลวงปราการนี้ มันมีทางเดียวคือต้องเผยตัวออกมา และตราบใดที่ในมือของข้ายังมี ดาบเทพปกปักษ์ ที่ท่านรีโนโลรอสมอบให้... พวกเราจะไม่มีวันพ่ายแพ้!"
แสงศักดิ์สิทธิ์จากดาบเทพในมือกราแฮมเจิดจ้าขึ้น ราวกับจะขับไล่ความมืดมิดทิ้งไป ทว่า... ในวินาทีที่ความเชื่อมั่นพุ่งถึงขีดสุด เสียงทุ้มต่ำที่เย็นเยียบราวกับมาจากก้นบึ้งของมหาสมุทรก็ดังขึ้น
“เวเนเจียร่า (ความเป็นไปได้ปรากฏ)”
พริบตานั้น บรรยากาศโดยรอบพลันบิดเบี้ยว ร่างของบุรุษผู้หนึ่งปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าหน่วยที่ 1 ของกองทัพมนุษย์อย่างเงียบเชียบดุจเงาค้างคาว เขาคือ เซลิส วอลดีโกด ชายผู้มีเส้นผมสีม่วงเข้มดุจท้องฟ้ายามราตรี ดวงตาสีฟ้าอ่อนที่ดูเย็นชาและลึกลับ สวมผ้าคลุมสีเข้มที่ดูเหมือนจะกลืนกินแสงสว่างรอบข้างไปจนหมด
"...โผล่มาแล้วสินะ..."
กราแฮมหรี่ตาประเมินคู่ต่อสู้พลางร่ายเวทตรวจสอบคลื่นมานาภ
"ลองเปรียบเทียบคลื่นพลังเวทดูแล้ว... ไม่ตรงตามฐานข้อมูลที่มี สรุปผลคือ ชายคนนี้ไม่ใช่เป้าหมายระดับราชวงศ์”
คำพูดของกราแฮมทำให้ทหารมนุษย์คนอื่นๆ เริ่มเบาใจลง เพราะในยุคเทพปกรณัมนี้ เผ่ามารระดับราชวงศ์คือตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดและน่าหวาดกลัวที่สุด กราแฮมผู้ช่ำชองการศึกได้สืบค้นข้อมูลของขุนพลมารชื่อดังมาจนครบถ้วน แต่เขากลับไม่เคยเห็นชื่อหรือใบหน้าของชายผมสีม่วงคนนี้ในสารบบเลย
"ก็แค่ทหารนิรนามที่บังเอิญมีเวทมนตร์แปลกๆ เท่านั้น"
นั่นคือสิ่งที่กราแฮมสรุปในใจ ทว่า เซลิส ไม่ได้ใส่ใจคำสบประมาทหรือสายตาเหล่านั้น เขาเดินตรงเข้าหาเขตแดนเทพเจ้าด้วยท่วงท่าที่มั่นคงและเงียบสงัด
"เวเนเจียร่า"
เซลิส เอ่ยสั้นๆ อีกครั้ง ก่อนจะชักดาบมารคู่กาย 'ดาบหมื่นอัสนี เกาด์เกย์ม่อน' ออกมาจากฝัก คมดาบที่อาบไปด้วยสายฟ้าสีม่วงแผ่ซ่านพลังทำลายล้างออกมาอย่างมหาศาล
เขาแทงตัวดาบเข้าสู่วงเวทของเวเนเจียร่าที่ลอยเด่นอยู่เบื้องหน้า ในวินาทีนั้นเอง ความเป็นไปได้นับหมื่นนับแสนถูกบีบอัดลงสู่จุดเดียว... พลังที่กราแฮมเชื่อว่าเป็นเพียงเวทมนตร์พรางตา เซลิส แทง ดาบหมื่นอัสนี เกาด์เกย์ม่อน เข้าสู่ใจกลางวงเวทของ
‘เวเนเจียร่า’
วงเวททรงกลมทั้ง 9 วงหมุนวนและซ้อนทับกันอย่างซับซ้อน ก่อนที่ใบดาบแห่งความเป็นไปได้ทั้ง 9 เล่มจะแทงทะลุวงเวทออกมาในบัดดล
เปรี้ยง—!!!!
เสียงอัสนีบาตแผดคำรามสนั่นหวั่นไหวจนแสบแก้วหู ประกายไฟฟ้าสีม่วงเข้มแล่นพล่านไปทั่วชั้นบรรยากาศ นภาครามและปฐพีสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นเพียงเพราะมวลพลังเวทที่ถูกปลดปล่อยออกมานั้นมหาศาลเกินกว่าที่มิติจะรับไหว
เซลิส ได้ชูดาบหมื่นอัสนีในความเป็นจริง และดาบหมื่นอัสนีแห่งความเป็นไปได้ ขึ้นสู่ฟากฟ้า เส้นด้ายอัสนีสีม่วงนับล้านเส้นแล่นปราดขึ้นสู่ท้องฟ้าจนกลายเป็นตาข่ายสายฟ้าที่กลืนกินแสงสว่าง
“ลาเวีย เนโอนด์ กัลวารีซเอน(ดาบสิบสนามสายฟ้าม่วงสูญสิ้น)”
คมดาบถูกฟาดลงมาพร้อมกับเสียงกึกก้องสะท้านถึงสุดใต้หล้า สายฟ้าสีม่วงแปรเปลี่ยนเป็นหายนะสีชาดพุ่งเข้าทำลายล้างทุกสรรพสิ่งในพริบตา
สิ่งมีชีวิตทั่วทั้งบริเวณ กองทัพมนุษย์หน่วยที่ 1ต่างอันตรธานหายไปในแสงสีม่วง เหลือเพียงดินแดนที่รกร้างว่างเปล่าราวกับไม่เคยมีสิ่งใดดำรงอยู่ ณ ที่แห่งนี้ผู้ที่รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวคือ ผู้กล้า กราแฮม
เขายืนอยู่ท่ามกลางเถ้าถ่าน ร่างกายสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนกที่ไม่อาจเก็บซ่อน ดาบเทพปกปักษ์ในมือสั่นระริกเมื่อต้องเผชิญกับพลังที่เหนือชั้นกว่ามวลมนุษย์จะจินตนาการได้
"ในเมื่อมีพลังสูงส่งถึงเพียงนี้... แล้วเหตุใด... แล้วเหตุใดใยจึงไม่เข้าร่วมสงครามแย่งชิงอำนาจ"
กราแฮม แผดเสียงถามด้วยความสับสน
"ด้วยพลังระดับนี้ เจ้าสามารถขึ้นเป็นราชาผู้ปกครองอาเซนซีออนได้โดยง่ายแท้ๆ!"
เซลิส ไม่ได้เปิดปากตอบ ผู้กล้า เขาวาดคมดาบหมื่นอัสนีชี้ตรงไปที่ลำคอของกราแฮมอย่างนิ่งสงบ แววตาสีฟ้าอ่อนนั้นไร้ซึ่งความอาฆาต มีเพียงความว่างเปล่าที่ลึกสุดหยั่ง
“...พวกเจ้าเป็นใครกันแน่...”
กราแฮมถามย้ำด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าเซลิสเบนคมดาบขึ้นสู่ฟากฟ้าอีกครั้ง เส้นผมสีม่วงพัดปลิวไปตามแรงลมของหายนะที่ยังหลงเหลืออยู่
“นามนั้นไม่จำเป็นสำหรับวิญญาณ... แต่สำหรับผู้ที่จะเดินทางสู่ปรโลก อย่างน้อยก็ควรจะได้สลักจำนามไว้สักนิด”
“ข้าคือ ไอซิส (นายกอง) แห่งกองทัพอัศวินมายา”
“ช้าก่อน”
เปรี๊ยะ—!
สายฟ้าสีม่วงที่กำลังเต้นเร่าอยู่บนคมดาบของเซลิสหยุดชะงักลงกลางคัน ราวกับถูกตรึงไว้ด้วยเจตจำนงที่เหนือกว่ากาลเวลา
ฟู่มมม!!!
เปลวเพลิงสีนิลกาฬปะทุขึ้นจากผืนดินที่แตกระแหง มันลุกโชนอย่างบ้าคลั่งจนกลืนกินอากาศรอบข้างให้กลายเป็นสุญญากาศ เปลวไฟเหล่านั้นบีบอัดและหลอมรวมกันจนกลายเป็นร่างของชายผู้หนึ่งที่มีแววตาประดุจกองเพลิงที่ไม่วันมอดดับ นั่นคือ ราชาวิถีมาร โมบิลัส
“ที่นี่คือดินแดนอาเซนซีออนที่ข้าครอบครอง... ไม่อาจจะให้เจ้าสังหารชายผู้นั้นได้ตามใจชอบหรอกนะ”
เซลิส ค่อยๆ หันมองผู้มาใหม่โดยไม่เอ่ยคำใด ใบหน้าของเขาเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ทว่าสายฟ้าบนคมดาบหมื่นอัสนีกลับยังคงแล่นพล่านเป็นสัญญาณเตือนภัยที่อันตรายยิ่ง
“ไม่ต้องปล่อยจิตสังหารขนาดนั้นหรอกนะ... กองอัศวินไร้นามเอ๋ย ข้าแค่มีคำถาม... ที่จะถามเจ้ามนุษย์ผู้นี้สักสองสามข้อ คงจะไม่รังเกียจใช่หรือไม่”
ชายผู้เป็นเจ้าแห่งเพลิงนิลเหลือบมองกราแฮมที่อยู่ในสภาพร่อแร่ เซลิสจ้องมองการกระทำนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจดึงดาบหมื่นอัสนีกลับคืนสู่ท่วงท่าเตรียมพร้อม ประกายไฟฟ้าหรี่ลงเล็กน้อย
แต่นั่นคือคำตอบที่ชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดใดๆ ว่าเขายอมถอยให้ก้าวหนึ่ง
“หึ... ขอบใจที่ให้ความร่วมมือ”
ชายผู้นั้นแค่นยิ้มก่อนจะก้มลงจ้องกราแฮมด้วยสายตาที่กดดัน
“จงตอบมา ผู้กล้า กราแฮม มิเช่นนั้น ชีวิตของเหล่าสายลับที่เจ้าส่งเข้ามาในวังของข้าจะต้องตาย... แต่หากเจ้ายินยอม ข้าจะรับประกันชีวิตของพรรคพวกเจ้า... ว่าไง?”
เปลวเพลิงที่ล้อมรอบร่างของเขาพัดไหวราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังรอขย้ำคำสาบาน กราแฮมกัดฟันแน่นจนเลือดซึม เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมสยบเพื่อรักษาชีวิตลูกน้อง
“ได้... ข้ายินยอม”
ชายปริศนายื่นมือออกไปเบื้องหน้า วงเวทสีดำสนิทรูปหกแฉกปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว
“เซกต์ (พันธสัญญา)”
เมื่อพันธสัญญาถูกสลักลงในรากเหง้า กราแฮมจึงเอ่ยความจริงออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“พรรคพวกของข้าอยู่ที่หมู่บ้านของตระกูลเซวรอน”
เมื่อได้ยินชื่อนั้น ชายแห่งเพลิงนิลกลับทำหน้าเหมือนรู้อะไรบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่านั้น
“อย่างงั้นหรือ... หมู่บ้านตระกูลเซวรอน... หมู่บ้านที่ใช้ศีรษะมนุษย์แทนสินค้าสินะ น่าสนใจ... นี่เป็นโอกาสอันดีงาม งั้นเราไปกันเถอะ”
เสียงของเขาแผ่วเบาลงแฝงไปด้วยนัยบางอย่าง กราแฮมเหลือบตามองด้วยความเข้าใจทันทีว่านี่คือช่องทางหลบหนีที่ถูกสร้างขึ้นในบทสนทนา แต่ทว่า...ฉับ!!!
ดาบหมื่นอัสนี ฟาดลงมาอย่างไร้สัญญาณเตือน
และไร้ซึ้งจิตสังหารล่วงหน้า
บึ้ม!!!
ชายแห่งเพลิงนิลยกมือขึ้นรับไว้ได้ทันท่วงที มือเพลิงขนาดมหึมาเข้าปะทะกับคมดาบของเซลิสจนเกิดแรงระเบิดของมานาที่ฉีกกระชากมิติ เสียงคำรามของสายฟ้าม่วงปะทะเพลิงนิลดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ
“บอกว่าไม่ให้ทำไงเล่า!”
เขาแผดเสียงอย่างเหลืออด เปลวไฟระเบิดออกเป็นคลื่นพลังมหาศาลเพื่อผลักดันศัตรูออกไป แต่ เซลิส กลับยืนนิ่งประดุจขุนเขาที่ไม่มีวันสั่นคลอน
“...”
ไม่มีคำตอบ มีเพียง—ฉับ! เซลิสดึงดาบกลับด้วยความเร็วเหนือแสงและฟันสวนกลับไปอีกครั้งในมุมที่เฉียบคมกว่าเดิม
“อะไร—”
ฉัวะ—!!
แขนเพลิงของชายปริศนาถูกตัดขาดสะบั้น เปลวไฟกระจายฟุ้งกระจายไปในอากาศ แต่ยังไม่ทันที่มันจะหลอมรวมตัวกันใหม่ เซลิสก็เริ่มเคลื่อนไหวต่อทันที
หวืด—!
เกาด์เกย์ม่อน พุ่งทะลวงผ่านช่องว่างของเปลวเพลิงมุ่งตรงไปหาเป้าหมายเดิม กราแฮมที่กำลังจะอาศัยจังหวะนี้หลบหนีถึงกับเบิกตากว้างด้วยความสยดสยอง
“เดี๋ยว—!!”
ฉับ!
คมดาบเย็นเฉียบพาดผ่านลำคอ ศีรษะของผู้กล้ากราแฮมขาดกระเด็นออกจากบ่า เลือดสีแดงฉานพุ่งกระเซ็นไปติดบนใบหน้าที่เรียบเฉยของเซลิส
ร่างไร้วิญญาณล้มลงกระแทกพื้นดินอย่างเงียบงัน... ความเงียบงันที่น่าขนลุกเข้าปกคลุมสมรภูมิเพียงชั่วอึดใจ เซลิส วอดีโก้ ตวัดดาบเพื่อสะบัดคราบเลือดออกครั้งหนึ่ง
เปรี๊ยะ!!!!
สายฟ้าสีม่วงระเบิดออกอีกครั้ง คราวนี้มันพุ่งเข้าฟาดใส่ร่างที่เหลือเพียงเปลวไฟของชายปริศนาอย่างแม่นยำ
บึ้ม—!!!
เปลวไฟสีนิลแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ราวกับถูกฉีกกระชากรากเหง้า แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังไม่ดับลง เสียงที่เต็มไปด้วยความสมเพชและเหนื่อยหน่ายดังขึ้นจากดวงไฟที่กระจัดกระจาย
“นั่นสินะ ยังไงมนุษย์ก็ต้องล่มสลายอยู่ดีนั่นแหละ”
เปลวไฟรวมตัวกันเป็นรูปทรงกลมขนาดใหญ่ ลอยอยู่เหนือพื้นดินโดยไม่กลับคืนเป็นรูปร่างมนุษย์อีก
“ให้ตายเถิด...ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะปราศจากความละโมบ....อีกทั้งยังสร้างความย่อยยับในทุกๆที่ที่ไปถึง...ไม่มีมารเผ่าใดจะคลุ้มคลั่งเท่าเจ้า...สมแล้วที่เป็นคนสุดท้าย...ของ วอลดีโกด ที่ถูกกำหนดมาให้เสื่อมสลาย...แม้แต่จิตใจก็สูญสลายไปเนิ่นนาน จนกลายเป็นเพียงวิญญาณ”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วครู่ ก่อนที่ทรงกลมเพลิงจะค่อยๆ ลอยห่างออกไปสู่ขอบฟ้า
“แล้วพบกัน... วิญญาณไร้นาม”
ฟู่ม—
เปลวเพลิงหายลับไปในม่านหมอก ทิ้งไว้เพียงสนามรบที่ว่างเปล่า ร่างที่ไร้หัวของผู้กล้า และชายผมสีม่วงผู้หนึ่งที่ยืนอยู่
ท่ามกลางซากปรักหักพังโดยไร้ซึ่งความรู้สึกเสียใจหรือยินดีใดๆเขายังคงเป็นเพียงวิญญาณที่ก้าวเดินอยู่ในความมืดมิดต่อไป
เธอคิดเช่นไรย่อมไม่เป็นไรหรอกครับแต่ถ้าเป็นไปตามทางหลวงหมายเลขโทรศัพท์




