表示調整
閉じる
挿絵表示切替ボタン
▼配色
▼行間
▼文字サイズ
▼メニューバー
×閉じる

ブックマークに追加しました

設定
0/400
設定を保存しました
エラーが発生しました
※文字以内
ブックマークを解除しました。

エラーが発生しました。

エラーの原因がわからない場合はヘルプセンターをご確認ください。

ブックマーク機能を使うにはログインしてください。
Mahōu Gakuin no Futekigosha   作者: Shū
บทที่1 : บิดาแห่งจอมมาร
12/13

บิดาแห่งจอมมาร

วันรุ่งขึ้น ข้าตื่นแต่เช้าไปเยือนเนินทิศตะวันตกเฉียงใต้ของ อาเซออน นำดาบหมื่นอัสนีไปปักไว้ในจุดที่มองเห็นทิวทัศน์ได้ทั่วที่สุด บัดนี้ข้าคือผู้ครอบครองดาบเล่มนี้ หากไม่ใช่ชินหรือเรย์คงดึงไม่ออก


"กราแฮมยังคงเสื่อมสลาย"


ข้าเอ่ยกับดาบหมื่นอัสนีซึ่งเป็นของดูต่างหน้าพ่อ


"มันคงลิ้มรสชาติการเสื่อมสลายอันไร้สิ้นสุดในส่วนลึกที่สุดของรากเหง้านี้ จนกว่าความว่างเปล่าจะสูญสิ้นกลายเป็นความว่างเปล่าที่แท้จริง"


แม้ในขณะนี้ความว่างเปล่าของมันก็ยังอยู่ลึกในรากเหง้าของข้าและดับสูญครั้งแล้วครั้งเล่า


"ต่อให้ร่างกายนี้จะสิ้นสลายในสักวัน ข้าก็จะไม่ปล่อยให้ความว่างเปล่าของมันหนีรอดไปได้ พ่อเอ๋ย ข้าจะกักขังคนโง่เขลาผู้นั้นไว้ในก้นบึ้งของขุมนรกด้วยรากเหง้าของวอลดีโกดที่ได้รับสืบทอดจากท่านและแม่ผู้เสี่ยงชีวิตให้กำเนิดข้ามาในโลกนี้"


คำว่านิจนิรันดรนั้นไม่มีจริง สักวันหนึ่งแม้แต่ความว่างเปล่าก็จะแตกดับ หากข้าเข้าใจผิดและมันมีชีวิตอยู่ในความว่างเปล่าได้ตลอดกาล การเสื่อมสลายของข้าก็จะดำเนินต่อไปชั่วกัลปาวสาน สุดท้ายแล้วความว่างเปล่าที่จมอยู่ในก้นบึ้งของรากเหง้านี้ก็จะเสื่อมสลายไปชั่วกัปชั่วกัลป์


"เราพบจักรพรรดิซาปุสที่คุกใต้ดินในเอเทลต์เฮเวย์"


ข้ายังคงพูดกับพ่อผู้ล่วงลับ


"โบมิลัสคงเห็นว่าจักรพรรดิมีคุณค่าให้ใช้ประโยชน์ก็เลยไว้ชีวิตเขา ยังไม่ได้กำหนดอย่างเป็นทางการ ทว่าจักรวรรดิอินซ์เอลก็กำลังพิจารณาจะเข้าร่วมสภากล้าหาญเช่นกัน อาเซนซีออน จะมุ่งสู่อนาคตที่ดีขึ้นด้วยมือของเหล่าผู้ปรารถนาสันติภาพ"


"โลกเข้าใกล้สันติสุขขึ้นอีกก้าว อาเซออน สงบสุข"


ดาบหมื่นอัสนีปักอยู่บนเนิน จากป้ายหลุมศพมองเห็น อาเซออน ได้ทั่วถึง


"เมืองนี้เต็มไปด้วยรอยยิ้มผิดกับเมื่อสองพันปีก่อน จนนึกว่าเป็นคนละเมืองกัน"


ในที่สุดก็ดั้นด้นมาถึงยุคปัจจุบันที่ไม่ต้องหวาดหวั่นกับการสู้รบ ณ สุดปลายของช่วงเวลาที่พ่อนำพาการเสื่อมสลาย และ ณ สุดปลายของศึกอันเต็มไปด้วยความสับสนทรมาน ทุกคนก็มีรอยยิ้มจนได้


"โดยมีศพมากมายนับไม่ถ้วนเป็นรากฐาน"


ผู้ที่มีชีวิตอยู่ในยุคนี้คงจินตนาการไม่ออก ทว่าให้เป็นแบบนั้นดีแล้ว


"ข้าจะไม่มีวันลืมอีกเป็นอันขาด"


ข้าย้อนนึกถึงอดีตที่เห็นในดาราอุบัติเอเรียล

"ไม่ลืมภาพความกล้าหาญของเหล่าอัศวินสูงส่งผู้เคยต่อสู้เพื่อวันพรุ่งนี้โดยไม่ได้สลักชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ ไม่ลืมแผ่นหลังอันสง่างามที่แม้จะปั่นป่วนไปกับเพลิงสงครามและตีตนออกหากผู้คน ที่ตนควรปกป้อง ทว่าก็ทำตามปณิธานจนถึงที่สุด"


ข้าอาจไล่ตามภาพเหล่านั้นมาจนถึงจุดนี้ก็ได้


"ข้าจะสืบสานเจตนารมณ์แห่งสันติสุขนั่นเอง"


เพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอย


"วิญญาณสูญสิ้นไปแล้ว"


ข้าเคยบอกตอนพ่อมาเยือนเป็นครั้งที่สิบเจ็ดว่า ข้าจะทำลายวิญญาณ แล้วเปลี่ยนโลกที่เสื่อมโทรมนี้ กล่าวคือข้าจะสร้างยุคสมัยที่ไม่จำเป็นต้องมีกองอัศวินมายา พ่อคงอนุมานได้เลา ๆ ข้าเคยอยากเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของพ่อ ผู้สวมบทบาทเป็นวิญญาณ


แล้วก็เชื่อว่าข้าทำได้ เชื่อว่าไม่มีสิ่งใดที่มีอู่นี้จะเอื้อมไม่ถึง ทว่าผลลัพธ์คือ คำพูดของข้าทำให้พ่อตัดสินใจครั้งสุดท้ายได้อย่างเด็ดขาด


"ตอนนั้นท่านมายืมพลังของข้าเพื่อโค่นกราแฮมงั้นหรือ"


กรณีนั้น หากข้าพูดสิ่งที่ต่างออกไป อาจมีอนาคตที่เราสองคนได้มายืนชมเมืองคู่กันในที่แห่งนี้ก็ได้ ทว่าคิดไปก็เท่านั้น มันอาจเป็นเช่นนั้น หรืออาจไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้


อย่างไรก็แล้วแต่ เรื่องนั้นสิ้นสุดลงแล้วตั้งสองพันปีก่อน ไม่จำเป็นต้องลังเล หากข้าไม่มองไปข้างหน้า ผู้ตายจะไม่ได้ไปสู่สุคติ


"พ่อผู้ยิ่งใหญ่ของข้า ข้าขอขอบคุณจากใจจริง"


ข้าหลับตาแล้วสวดภาวนาในใจ คำพูดว่าโปรดหลับใหลอย่างสงบนั้น—ทำอย่างไรก็ติดอยู่ในคอไม่ยอมหลุดออกมา ข้าอาจอยากให้เวลานี้คงอยู่เนิ่นนานไร้สิ้นสุดก็เป็นได้ สายลมอุ่นพัดไล้แก้มอย่างอ่อนโยน เช้าอันสงบสุข


ความรู้สึกซาบซึ้งบุญคุณต่อพ่อหลั่งไหลไม่มีวันหมดท่ามกลางความเงียบสงัดขณะเงี่ยหูฟังเสียงลมที่ดังสะท้อนแผ่วเบา ข้าไล่ตามความทรงจำน้อยนิดเกี่ยวกับพ่อที่ดาราอุบัติเอเรียลแสดงให้เห็น


ได้ยินเสียงแห่งสันติภาพมากมายลอยมาตามลม เสียงลมหายใจของผู้ที่หลับใหลได้อย่างอุ่นใจเต็มที่ เสียงฝีเท้าเริงร่า เสียงหัวเราะยินดีปรีดา ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งที่เหล่าอัศวินไร้นามแสวงหา รวมไปถึง


"ฮึบ!!"


เสียงห้าวประดุจโอ้อวด


"ฮื่อย่าห์!!"


เสียงดาบที่ฟาดตัดสายลม


"ย้ากกกกกกก!!"


เมื่อได้ยินเสียงที่เรียกร้องความสนใจจนน่ารำคาญ ข้าก็สวดภาวนาต่อไม่ไหว จึงหันไปมองทางนั้น พ่อเหลือบสังเกตท่าทีของข้าพลางตวัดดาบไปด้วย


"..ทำอะไรตั้งแต่เช้าตรู่น่ะ"


"อ้าว อานอส อยู่ด้วยเหรอ"


พ่อปักดาบกับพื้นแล้วเก๊กท่า


"บังเอิญจัง"


แต่เห็นได้ชัดว่าพ่อรู้อยู่แล้วว่าข้าอยู่ตรงนี้


"บอกตามตรง ที่จริงนี่เป็นกิจวัตรประจำวันของพ่อน่ะ พ่อมากวัดแกว่งดาบแถวนี้ตั้งแต่เช้าตรู่เป็นประจำ เพื่อขัดเกลาจิตวิญญาณของดาบที่ตัวเองเป็นคนตี!"


พ่อดึงดาบมาตวัดอีกครั้ง


"เพิ่งเคยได้ยินแฮะ ทำเป็นกิจวัตรประจำวันตั้งแต่เมื่อไรหรือ"


"แน่นอน—"


ดาบตัดสายลมดังฟุ่บ


"—ตั้งแต่วันนี้ไงล่ะ!"


แบบนั้นไม่น่าจะเรียกว่ากิจวัตรกระมัง


"ว่าไงเรามาเรียกเหงื่อกันสักตั้งเหมือนทุกทีไหม หึม?"


"เหมือนทุกที?"


ข้าเดินไปหาพ่อ


"มาขัดเกลาจิตใจแห่งดาบด้วยกันไง"


หมายถึงเล่นจูนิเบียวน่ะหรือ ถึงใช้คำว่าทุกที ทว่าข้าเคยเล่นตามน้ำกับพ่อแค่ครั้งเดียวเมื่อวันก่อน พ่อยัดดาบใส่มือข้า จากนั้นเดินฉิวไปยังกระบุงที่วางไว้บนเนินเขา


"อา อืม เอ...."


พ่อทำท่าเหมือนอยากพูดบางอย่าง


"จะ..จะว่าไป อานอส ตั้งแต่กลับมา แกก็เป็นแบบนั้นตลอดเลยนะ"


พ่อกล่าวระหว่างคุ้ยหาดาบในกระบุง


"เป็นแบบนั้นหมายถึงยังไง"


"เอ่อ จะว่าไงดีล่ะ ดูไม่ร่าเริงเลย"


ข้ารู้เลยว่าตัวเองเผลอทำหน้าเครียด


"เห็นเป็นอย่างนั้นหรือ"


"เอ แต่ถ้าพ่อคิดไปเองก็ช่างเถอะ! ไม่สิ อืม ต่อให้พ่อไม่ได้คิดไปเอง แต่ถ้าอานอสบอกว่าไม่เป็นไรก็ช่างเถอะ ก็เป็นผู้ชายนี่นา ย่อมมีกำแพงอุปสรรคสักอย่างสองอย่างที่ต้องก้าวข้ามอยู่"


พ่อที่เลือกดาบเสร็จหันมาทางข้า


"ไม่ใช่เรื่องน่าอวดหรอกนะ แต่พ่อเจอกำแพงอุปสรรคเยอะแยะจนโดนฝังอยู่ในนั้นด้วยซ้ำ"


ข้านึกภาพพ่อกระดุกกระดิกไม่ได้อยู่ในกำแพง ไม่ใช่เรื่องน่าอวดจริงด้วย


"แล้วเกิดอะไรขึ้นกับกำแพงที่ว่าล่ะ"


พ่อพลันเหยียดยิ้ม


"ตอนนี้พ่อก็ยังโดนฝังอยู่ในนั้น"


ยังก้าวข้ามไม่ได้เลยสินะ


"ชีวิตคนเราก็แบบนี้แหละ อ้อ แต่อานอสเป็นคนเก่งผิดกับพ่อ ถึงโดนฝังอยู่ในกำแพงก็คงทลายมันได้อยู่ดี"


"ก็นะ"


พอข้าเอ่ยเช่นนั้น พ่อก็ยิ้ม


"พ่อ นี่ตื่นแต่เช้าเพื่อมาพูดเรื่องนั้นหรือ"


"บอกแล้วไงว่าบังเอิญ"


พ่อนี่ชอบวางท่าจนน่าลำบากใจ น่าลำบากใจก็จริง...ทว่าก็น่าพิศวงที่จิตใจข้าแจ่มใสกว่าเมื่อครู่


"ขอบคุณ"


"..อะไรน่ะ จู่ๆ ก็มาขอบคุณ พะ...พ่อแค่พูดเรื่องธรรมดาไม่ถึงกับต้องขอบคุณหรอก"


แม้ปากจะว่าอย่างนั้น ทว่าเขาทำท่าเขินมาก

"เอาละ"


"โอ้"


พอข้าหมุนตัวหันหลังพร้อมบอกว่ากลับกันเถอะ พ่อก็เอ่ยว่า


"มาเรียกเหงื่อกันสักตั้งเร็ว!"


"...อางั้นหรือ"


"ก็ต้องงั้นสิ"


แววตาพ่อจริงจัง ฮึม เอาสักหน่อยก็ได้ เล่นตามน้ำพ่อที่อุตส่าห์มาที่นี่ด้วยความเป็นห่วงก็น่าสนุกดีเหมือนกัน


"ข้าเอาจริงนะ"


แน่นอนว่าเอาจริงไม่ได้อยู่แล้ว


"จัดมาเลย"


พ่อยิ้มกริ่ม พวกเราเว้นระยะจากกันแล้วตั้งดาบ


"ข้าไม่มีความแค้นกับเจ้า ทว่าต้องขอให้เจ้าตายเพื่อสันติสุข"


พ่อตั้งดาบด้วยมือขวา แล้วยื่นมือซ้ายไปจับดาบหมื่นอัสนีที่ปักอยู่บนเนิน


"ดาบของข้าไม่ได้มีเพียงเล่มเดียว!"


แม้ออกแรงแค่ไหน แต่แน่อยู่แล้วว่าดาบมนตราเล่มนั้นก็ไม่ขยับ โชคดีที่ข้าคือผู้ถือครอง ไม่เช่นนั้นพ่อคงถูกไฟฟ้าสีม่วงฟาดใส่กลายเป็นขี้เถ้าไปแล้ว


"..ฮี่ย ฮี่ยยยยยยย.."


พ่อโยนดาบในมือทิ้ง ใช้สองมือเพื่อดึงดาบหมื่นอัสนีให้ได้


"ดะ...ดึงไม่ออก—"


ผลลัพธ์ย่อมเป็นอย่างนั้น


"อย่าคิดนะว่าข้าดึงไม่ออก นี่คือการตั้งท่าของข้าต่างหาก"


พ่อฝืนทำเป็นตั้งท่า มือยังจับอยู่ที่ดาบหมื่นอัสนี


"สงสัยหรือว่าข้าคือใคร อยากรู้นามราชาแห่งดาบพิฆาตอย่างข้างั้นหรือ"


พ่อดึงดันจะสวมบทบาทต่อ นำเสนออย่างเร่าร้อนให้ข้าถามนามของเขาเช่นเคย ไม่ไหว ๆ ช่วยไม่ได้แฮะ


"เจ้าคือใครกัน"


ข้าเยื้องย่างเข้าหาเขาพร้อมเอ่ยเช่นนั้น


"หึ!"


พ่อผุดยิ้มเหมือนสบโอกาส จะบอกว่าไม่ถึงกับต้องเอ่ยนามกระมัง ไม่สิ หน้าแบบนั้น...เหมือนบอกว่าเขาคิดจะทำเรื่องเกินความคาดหมายของข้า กะว่าจะใช้รูปแบบอื่นหรือ คงคิดจะบุกมาด้วยถ้อยคำเดิมถึงกลางคันแล้วเปลี่ยนกะทันหัน เพื่อให้ข้าอ่านคำพูดกับการกระทำไม่ออก


ทว่าข้าเคยชินกับการเล่นจูนิเบียวของพ่อ ต่อให้มีคำพูดสักกี่รูปแบบ หรือพูดอะไรพิลึกกึกกือ ข้าก็ไม่สะทกสะท้านแล้ว


"นามไม่จำเป็นสำหรับวิญญาณ!"


ชั่วพริบตานั้นข้าได้ยินเสียงนั้นซ้อนกับเสียงของพ่อเมื่อสองพันปีก่อน เป็นคำพูดเฝือ ๆ คงแค่บังเอิญ ข้าก้าวเท้าต่อพลางคิดว่าอาการจูนิเบียวของพ่อช่างรับมือยากนัก


"แต่สำหรับผู้ที่จะเดินทางสู่ปรโลก อย่างน้อยควรสลักจำนามนี้ไว้"


ข้ารู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าเหลือเกิน


"ข้าคือไอซิสแห่งกองทัพอัศวินมายา—"


เรื่องแบบนั้นเป็นไปไม่ได้...ข้าได้แต่เงี่ยหูฟังคำพูดของพ่อ พอมานึกดูแล้ว ในอดีตที่เห็นจากดาราอุบัติ ข้ายังไม่ได้ฟังคำพูดต่อจากนั้น


"—ราชาดาบพิฆาตกาเดลาฮิปต์!!"


ดาบหมื่นอัสนีหลุดพรวดจากผืนดินพร้อมคำพูดของพ่อราวกับกลับคืนสู่มือเจ้าของเดิม


"ย้ากกกกกกก!!"


ดาบถูกกวัดแกว่งเต็มแรงนอกระยะดาบ ข้ายังเดินเข้าไปโดยไม่ใส่ใจ ดาบหมื่นอัสนีฟาดโดนศีรษะข้าดังปั๊ก


"เหวออออ...อะ...อา...อานอสสสส..!!"


พ่อหวีดร้องอย่างตื่นตระหนก


"ทะ...โทษที! พ่อกะระยะพลาด...! เป็นอะไรรึเปล่า...ว่าแต่เลือดไม่ไหลเลยนี่นา..แกนี่แข็งแรงชะมัด.."


กราแฮมพูดว่าถึงคราดับสูญ บอกว่าพ่อของข้า เซลิส วอลดีโกด ถึงคราดับสูญ คงหมายถึงว่า ผู้ที่ถูกสายเลือดของเซวรอนชิงศีรษะจะตายไปไม่ใช่สูญสลาย เมื่อถูกแย่งชิงพลังและไม่อาจใช้ทั้ง 'อินการ์' และ 'ซิลิการ์'


รากเหง้าที่หลงเหลือที่ศีรษะจะได้รับการปลดปล่อย จากนั้นจะกลับมาพบกับสติสัมปชัญญะน้อยนิดและรากเหง้าอ่อนจาง ซึ่งหลงเหลืออยู่ในร่างที่ถูกตัดศีรษะ แล้วรากเหง้าก็จะขึ้นสู่สวรรค์และดับสูญไป หากไม่อาจฟื้นคืนชีพและเกิดใหม่ ความตายก็เท่ากับการสูญสลาย นั่นคือความหมายของถึงคราดับสูญ


กระนั้นอาร์คานาเคยกล่าวว่า รากเหง้าจะเข้าสู่วัฏสงสารแม้เปลี่ยนรูปร่าง เปลี่ยนพลัง หรือสูญเสียความทรงจำ พ่อก็ยังอยู่ตรงนี้ อยู่ใกล้ ๆ ข้ามาตลอด


"..อานอส เป็นอะไรหรือเปล่า จะ...เจ็บเหรอ"


น้ำตาหนึ่งหยดไหลผ่านแก้มข้า


"ข้าจำเรื่องราวของพ่อได้แล้ว..."


เมื่อได้ยินเสียงข้า พ่อพลันทำหน้าจริงจังและตั้งใจฟัง


"พ่อของข้าเมื่อสองพันปีก่อน เซลิส วอลดีโกด ซุกซ่อนความรักลึกล้ำและทำตัวเข้มงวด พ่อต่อสู้เยี่ยงอสูรร้ายเพื่อสันติภาพและเพื่ออนาคตของข้า ทว่าเขานึกเสียใจเมื่อย้อนมองชีวิตของตนในวาระสุดท้ายของชีวิต"


พ่อพยักหน้า มองมาอย่างอ่อนโยนเมื่อข้าเริ่มเล่าปุบปับ


"ว่าตนเป็นพ่อที่โง่เขลา ไร้ความรัก และเข้มงวดถึงที่สุด"


พ่อจะเศร้าโศกเพียงใดหนอ


"ข้าอดพูดออกมาไม่ได้ แผ่นหลังของพ่อบอกให้ข้ารู้ชัดแจ้งยิ่งกว่าคำพูดใด"


เสียงข้าสั่นเครือ


"พ่อคือความภาคภูมิใจของข้า"


ข้ากำหมัด


"ข้าอดเวทนาไม่ได้ที่พ่อตายไปพร้อมความโทมนัสว่าไม่อาจสร้างโลกที่สันติสุข"


พ่อวางมือบนศีรษะข้า แล้วโอบไหล่ข้าไปกอดแน่น


"คุณพ่อของอานอสนี่น่านับถือจังนะ"


พ่อเอ่ย ทำหน้าจริงจังผิดจากปกติจนเหลือเชื่อ


"พ่อคิดว่า คุณพ่อของอานอสคงไม่ได้นึกเสียใจเรื่องชีวิตของตัวเองหรอก"


พอข้าส่งสายตาเป็นคำถาม พ่อก็เอ่ยว่า


"ตอนนี้พ่อมีอานอสอยู่ด้วยก็เลยพอเข้าใจ ว่าตอนพ่อตายคงไม่คิดเรื่องตัวเองหรอก"


"..งั้นจะคิดเรื่องแบบไหน"


"ก็ต้องเรื่องของแกน่ะสิ พ่อคงเสียใจเพราะนึกถึงแกที่จะไม่ได้รับความรักจากพ่ออีก เสียใจว่าแกจะไม่ได้มีชีวิตอย่างสงบสุขในยุคต่อจากนี้"


คำพูดของพ่อซึมซาบเข้ามาในใจข้า


"...อย่างนั้นหรือ"


"คงงั้นนะ"


หลังกล่าวเช่นนั้น พ่อพูดแก้อย่างลนลาน


"ไม่สิ ต้องเป็นอย่างนั้นแน่! ฉะนั้น ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับแก"


พ่อเอ่ยจริงจังผิดวิสัย


"งั้นข้าก็ต้องมีชีวิตในแบบที่จะไม่ทำให้พ่อเสียใจ"


"โอ้! แล้วก็นะๆ! เรื่องที่คุณพ่อของแกนึกเสียใจว่าตัวเองทำไม่ได้ พ่อนี่แหละจะทำให้อานอสแทนทุกอย่างเอง ไม่ว่าจะเรื่องบ้าบอ ปรึกษาปัญหาชีวิต หรือกระทั่งการเล่นจูนิเบียว!"


พ่อปล่อยมุกเหมือนเคยเพื่อให้ข้าร่าเริงขึ้นบ้างละมั้ง


"ถ้าทำแบบนั้น คุณพ่อของแกบนสวรรค์น่าจะสบายใจขึ้น"


"หึ.."


ข้าหลุดหัวเราะเบา ๆ โดยไม่ตั้งใจ


"ฮ่าๆๆ"


"ฟะ..ฟังดูตลกเหรอ เล่นหัวเราะขนาดนั้น มีหวังพ่อได้ถูกฝังอยู่ในกำแพงชีวิตอีกรอบกันพอดี"


"พ่อ ถึงจะพูดเล่นยังไงก็มีขอบเขตอยู่นา จะบอกว่าพ่อของข้าที่เข้มงวดและใช้ชีวิตราวกับอสูรร้ายคนนั้น ที่จริงอยากทำตัวเหมือนพ่อที่เอาแต่ถูกฝังอยู่ในกำแพงชีวิตงั้นหรือ"


พ่อได้ยินดังนั้นก็เอ่ยเสียงเบา


"พ่อรู้หรอกน่า ว่าคุณพ่อของอานอสต้องถูกฝังอยู่ในกำแพงชีวิตด้วยใบหน้าเยี่ยงอสูรร้ายแน่เลย"


"ฮ่า ๆๆๆ"


บ้าบอดีแท้ มีเรื่องบ้าบอแบบนั้นอยู่จริงหรือนี่ หากความปรารถนาของพ่อผู้เคยใช้ชีวิตอย่างเข้มงวดยิ่งกว่าใครคนนั้น คือการกลายเป็นพ่อแบบนี้ ก็ไม่มีเรื่องใดตลกและสงบสุขเท่านี้อีกแล้ว


"แม่น่าจะใกล้ทำอาหารเช้าเสร็จแล้วกระมัง"


"โอ๊ะ จริงด้วย วันนี้ต้องทำกราแตงเห็ดตั้งแต่เช้าแน่เลย"


"ทำไมล่ะ"


"ก็เพราะอานอสไม่ร่าเริงน่ะสิ"


กระทั่งแม่ก็มองออกหรือ ปิดไม่มิดจริงๆ


"ดีละ กลับกันเถอะ!"


พ่อเริ่มเดินลงเนินเขาโดยยังโอบไหล่ข้า


"จะเดินท่านี้หรือ"


"นาน ๆ ทีไม่เห็นเป็นไรเลย พ่ออยากเดินโอบไหล่กับแกตามประสาลูกผู้ชายด้วยกันแบบนี้มานานแล้ว"


ให้ตายสิ พ่อนี่เหลือเกินจริงๆ


"ถ้านาน ๆ ทีก็ไม่มีปัญหา"


พ่อคลี่ยิ้ม


"อ๊ะ ว่าแต่จะทำยังไงกับดาบเล่มนี้ดีล่ะ พ่อถือติดมือมาด้วยแบบนี้คงไม่ดีสินะ"


พ่อมองดาบหมื่นอัสนีในมือ


"เป็นของดูต่างหน้าพ่อ ช่วยเก็บไว้ให้ทีแล้วกัน"


"ให้เก็บของสำคัญแบบนี้มันจะดีเหรอ"


"พ่อของข้าคงปรารถนาเช่นนั้นเหมือนกัน"


"เหรอ งั้นเหรอ"


พ่อพูดท่าทางดีใจ


"งั้นพ่อจะรับฝากไว้แล้วกันนะ"


พ่อใช้มือข้างที่โอบไหล่ลูบขยี้ศีรษะข้า แม้จะหยาบกระด้างเสียหน่อย ทว่าสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนมากมาย


"โตขึ้นเยอะเลยนะ อานอส"


พ่อพูดราวกับพ่อของข้าเมื่อสองพันปีก่อน คงแค่นึกอยากพูดขึ้นมาเฉย ๆ กระมัง


"ก็ไม่เท่าพ่อหรอก"


"ฮ่า ๆ ก็จริงนะ!"


พ่อหัวเราะยินดีจากใจจริง พวกเราเดินโอบไหล่ลงเนินเขากันอย่างเชื่องช้าโดยไม่ใช้เวทมนตร์ มั่นใจว่าช่วงเวลาแสนสำคัญอันสงบสุขและครื้นเครงจะยังคงอยู่ตลอดไปนับจากนี้

ท่ามกลางเสียงหัวเราะกึกก้อง ข้าพลันนึกถึงเทพรังสรรค์ตัวน้อย นางเคยบอกว่าโลกไม่ได้อ่อนโยน หากได้เจอกันคราวหน้า ข้าจะบอกนางให้ได้ว่า...


โลกใบนี้ที่เจ้าสร้างขึ้นเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนถึงเพียงนี้เลยทีเดียว—


จบแล้วครับ สำหรับ Mahōu Gakuin no Futekigosha ใน

บทที่ 2 : บิดาแห่งจอมมารผู้เหี้ยมโหด

評価をするにはログインしてください。
ブックマークに追加
ブックマーク機能を使うにはログインしてください。
― 新着の感想 ―
このエピソードに感想はまだ書かれていません。
感想一覧
+注意+

特に記載なき場合、掲載されている作品はすべてフィクションであり実在の人物・団体等とは一切関係ありません。
特に記載なき場合、掲載されている作品の著作権は作者にあります(一部作品除く)。
作者以外の方による作品の引用を超える無断転載は禁止しており、行った場合、著作権法の違反となります。

↑ページトップへ