ใบหน้าของจอมมาร
เสียงหัวใจเต้นดังตุ๊บ รากเหง้าแห่งการเสื่อมสลายกำลังเต้นเป็นจังหวะ หัวใจเริ่มสั่นสะท้านรุนแรงเหมือนได้รับแรงกระตุ้นจากรากเหง้าดังกล่าว รากเหง้าที่รับความว่างเปล่าเข้ามาอาละวาดและสำแดงคุณค่าที่แท้จริงอย่างดุเดือดเลือดพล่านในตัวข้า
ต่อให้เป็นความว่างเปล่า มันก็ไม่ยอมให้มีสิ่งใดที่ไม่สูญสลาย ส่วนลึกที่สุดของร่างกายนี้เต็มเปี่ยมด้วยความพินาศซึ่งมีพลานุภาพเหนือความว่างเปล่าของกราแฮมอักโข ทว่าอย่างน้อยรากเหง้าของมันก็มีพลังเพียงพอจะต้านทาน 'เอกิล โกรเน อังกโดรอา' ได้
การเสื่อมสลายที่มีศักยภาพยิ่งกว่าการทำลายล้างโลกจะคลุ้มคลั่งในส่วนลึกของรากเหง้าต่อไปจนกว่ารากเหง้าของมันจะดับสิ้น หากปล่อยให้เล็ดลอดออกสู่ภายนอก การเสื่อมสลายคงมอบบาดแผลฉกรรจ์ให้โลก ที่ข้าบอกว่าต่อสู้กับตัวเองหมายถึงเรื่องนี้
สมมติว่าข้าแข็งแกร่งกว่ามันแค่เล็กน้อย ข้าคงสบายกว่านี้จริงๆ ในเมื่อมันไม่มีวันดับสูญ..ข้าอาจไม่ต้องทำลายมันจนสิ้นซากก็ได้ ข้าอาจจะควรทำเหมือนมัน คือเปลี่ยนรากเหง้านั้นให้ไร้พิษภัยด้วยเวท 'กิเจลิก้าร์'
โดยไม่ให้มันกลับคืนสู่ความว่างเปล่า หากทำเช่นนั้น ข้าก็ไม่ต้องทำให้โลกต้องตกอยู่ในภาวะคับขันเช่นนี้ ถึงอย่างนั้น-ใจข้าก็ปฏิเสธเรื่องนั้น ข้าจะไม่มอบสิ่งใดให้มันแม้แต่อย่างเดียว อย่าว่าแต่คล้ายเลย
ข้าสิ้นหวังที่มันเทียบข้าไม่ได้แม้เสี้ยวกระผีก จิตใจของข้าตกอยู่ในความว่างเปล่าด้วยซ้ำ และคิดว่าให้มันแตกดับไปคนเดียวอย่างอ้างว้างน่ะดีแล้ว
"อานอส!"
มีเสียงเรียกดังจากด้านหลัง สเตลล่ากับเอลวีน่าเผยโฉมในห้องบัลลังก์ศักดิ์สิทธิ์ พวกนางวิ่งมาทางนี้
"หยุดอยู่ตรงนั้น"
ข้าเปล่งเสียงโดยไม่หันไปมอง ทั้งสองชะงักฝีเท้าอย่างแปลกใจ
"..ยังไม่จบเหรอ..."
เอลวีน่าถาม ระแวดระวังรอบด้าน
"เปล่า จบแล้ว"
"งั้นทำไมห้ามล่ะ..."
เอลวีน่าเอ่ยน้ำเสียงกังวล สเตลล่ามองมาที่ข้าเช่นกัน
"ข้าเลือดขึ้นหน้านิดหน่อย"
ข้าตอบโดยไม่หันไปหาพวกนาง ทั้งที่พูดจาหยิ่งยโสเรื่องสันติภาพ แต่สถานการณ์กลับยุ่งเหยิงแบบนี้
"ข้าไม่มีหน้าจะพบพวกเจ้า"
เอลวีน่าไม่รู้จะตอบอย่างไรไปชั่วขณะ
"สเตลล่า? นี่ อย่าเพิ่งไปจะดีกว่ามั้ง"
เอลวีน่าคว้ามือสเตลล่าอย่างร้อนรน
"ไม่ต้องห่วง"
สเตลล่าบอกเสียงเรียบ
"อานอสยังเป็นเหมือนเดิม"
นางก้าวหลุดจากการเกาะกุมของเอลวีน่า แล้วเดินมาถึงจุดที่ข้ายืนอยู่
"อานอสกำลังทำหน้าอ่อนโยน"
"..เจ้ายังไม่เห็นหน้าข้าเลย"
"อื้อ"
นางพยักหน้าอย่างอ่อนโยน ถึงไม่เห็นก็เข้าใจอย่างนั้นหรือไม่ใช่แค่เนตรมารดีระดับธรรมดา ๆ แล้ว
"ถ้าโกหก เจ้าต้องรับผิดชอบด้วย"
ข้าหันไป สเตลล่าที่อยู่ใกล้แย้มยิ้ม
"เห็นไหมล่ะ"
นางกล่าว
"สีหน้าเหมือนทุกครั้ง อ่อนโยน"
"งั้นหรือ"
สเตลล่าผงกศีรษะ
"นึกว่ากำลังทำหน้าเหมือนจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ซะอีก อย่าทำให้ตกใจสิ"
เอลวีน่าบ่น ทว่าทำท่าโล่งอก
"ข้าทำให้พวกเจ้าต้องเป็นห่วงเสียแล้ว"
ข้ายื่นมือไปลูบศีรษะของเอลวีน่า นางพูดอย่างลุกลี้ลุกลน
"มะ...ไม่ได้เป็นห่วง...บอกว่าอย่าทำให้ตกใจสิต่างหาก..."
"ขอโทษด้วย"
เมื่อได้ยินดังนั้น เอลวีน่าก้มหน้าและพูดอึกอัก
"...แต่ก็ใช่ว่าไม่เป็นห่วงหรอกนะ..."
ข้าหันไปวาดวงเวทตรงจุดที่กราแฮมหายไป เชื่อมต่อกับวงเวทกักเก็บของมัน งัดเปิด แล้วหยิบดวงดาวที่เปล่งแสงสีครามออกมาจากในนั้น มันคือดาราอุบัติเอเรียล
"..เหตุการณ์เมื่อสองพันปีก่อนก็หลงเหลืออยู่ในนี้ด้วยสินะ"
"คงอย่างนั้น"
เรื่องเกี่ยวกับท่านพ่อของอานอสหลงเหลืออยู่ในเอเรียล
"ถึงดวงที่ห้า ไม่รู้ดวงนี้มีอะไรอยู่"
"อาจมีความหวังหรือความสิ้นหวังก็ได้"
ในเมื่อมิริเทียทิ้งข้อความบอกว่าสิ้นสุดลงแล้ว ย่อมไม่ใช่ความทรงจำที่ดี
"เอาเป็นว่าไม่ดูก็ไม่รู้เนอะ สงสัยด้วยว่ามีอะไรอยู่ในนี้.."
สเตลล่ากะพริบตาสองครั้งแล้วเงยมองข้า นางส่งสายตานิ่ง ๆ คล้ายมองทะลุถึงจิตใจ
"เอาไว้ทีหลังไหม"
"อ๊ะ..."
เอลวีน่าพึมพำ ทำหน้าเหมือนตัวเองทำพลาด
"อยากรู้ว่าทุกคนที่เอเทลต์เฮเวย์เป็นยังไงกันบ้าง"
"งั้นเราไปดูทางโน้นก่อนไหม ยังมีเรื่องต้องเก็บกวาดให้เรียบร้อยด้วย"
ข้าเบนสายตาไปยังทางเข้า ราชานรกที่น่าจะอยู่ตรงนั้นไม่อยู่แล้ว เขาคงจากไปหลังเห็นว่าข้าได้รับชัยชนะ พวกเราลอยขึ้นอากาศด้วย 'เฟลส' แล้วไปจากเอเวราสต์อันเซตต้า ตอนบินสู่กลดสวรรค์
ข้าเห็นปราสาทแห่งนั้นทอแสงจาง และค่อย ๆ ได้รับการฟื้นฟู พวกเราเข้าไปในรูกลดสวรรค์ที่เปิดไว้ขามา แล้วกลับสู่หลุม ในเอเทลต์เฮเวย์
"สเตลล่า"
พอข้าเรียก นางหันมาด้วยใบหน้าเรียบเฉย
"เจ้าไม่ต้องห่วงความรู้สึกข้าก็ได้ ข้าไม่เป็นไรอยู่แล้ว"
หลังครุ่นคิดนิ่ง ๆ สเตลล่ากล่าว
"เอาไว้หลังจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็ได้"
นางคงหมายถึงเรื่องพ่อของข้า
"ขืนเก็บของแบบนั้นไว้กับตัวไปเรื่อยๆ ข้าไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง"
สเตลล่าส่ายศีรษะ
"ตอนนี้สงบสุข"
ข้าปิดปากเงียบเมื่อได้ยินคำพูดนั้น อาจจริงอย่างที่สเตลล่าเอ่ย
"..ก็จริงของเจ้า"
"อื้อ"
"งั้นเราทำอะไรค่อยเป็นค่อยไปให้สมกับยุคสงบสุขกันเถอะ"
ข้าเอ่ยแล้วหันไปมองเอลวีน่า ไม่รู้เหตุใดหน้าล่าอยู่แล้วะไร"
"ยะ....ยังไงฉันก็ละเอียดอ่อนไม่เท่าสเตลยังไงฉันก็ละเอียดอ่อนไม่เท่าสเตลล่าอยู่แล้ว เรื่องของอานอสน่ะ..."
นางพูดห่อเหี่ยว
"ฉันไม่เข้าใจเลยสักนิด..."
ฮึม หดหู่เพราะเรื่องนั้นหรือ ไม่ไหวเลยแฮะ
"เอลวีน่า เก็บนี่ไว้ให้ข้าที"
ข้าโยนดาราอุบัติเอเรียลให้ นางรับมันไว้ด้วยความตกใจสายตาตั้งคำถามมาอย่างฉงนสนเท่ห์
"ถึงบอกว่าไว้จัดการทุกอย่างเรียบร้อยก่อน ข้าก็ไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดี เอาไว้เจ้าคิดว่าข้าพร้อมเมื่อไร ค่อยเอามันให้ข้า"
"ให้ฉันตัดสินใจเหรอ เอ่อ...หมายถึงฉันคิดว่าอานอสใจเย็นลงแล้วเมื่อไรก็ค่อยเอาให้เหรอ"
"แล้วแต่เจ้าเลย"
เอลวีน่าได้ฟังดังนั้นก็ยิ้มดีใจ
"เข้าใจละ!"
เราสามคนบินขึ้นโลกเบื้องบนอีกสักพักระหว่างทางที่อยพจอมมารอีกเหมือนเดิมะครั้งใหญ่ของพวกเรากองทัพวนี้ก็เป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของพวกเรากองทัพจอมมารอีกเหมือนเดิม!"
เอเลโอนอร์ยึดอก เซเชียยึดอกตาม
"..ด้วยความดีความชอบของเซเชีย...ทำให้อาณาจักรศัตรูล่มสลายค่ะ..!"
เอลวีน่ามองทั้งคู่ด้วยสีหน้าอ่อนใจ
"ลั้นลากันจนพูดไม่ออกเลยแฮะ..."
"โดยเฉพาะอานอสคุง คงพยายามหนักมากเลยสินะ"
ไม่รู้ทำไมเอเลโอนอร์ถึงมาอยู่ข้างหลังข้าแล้วโอบศีรษะข้าไป กอดหมับ
"เก่งมาก"
แต่ถึงอีกฝ่ายเป็นผู้ใต้บัญชา ข้าก็ไม่นึกไม่ฝันว่าจะมีวันที่ข้าปล่อยตัวถึงขั้นให้เข้ามาด้านหลังได้เช่นนี้ ยุคนี้ช่างสงบสุขเหลือเกิน
"..เซเชีย...พยายามเป็นอันดับที่เท่าไรคะ..."
เซเชียเรียกร้องหาคำตอบด้วยแววตาเปี่ยมความคาดหวังเอเลโอนอร์ชูนิ้วขึ้น
"แน่นอน พยายามได้ดีเป็นอันดับหนึ่งเชียวละ"
เซเชียได้ฟังก็ทำตาเป็นประกาย ชูนิ้วชี้ขึ้นเหนือศีรษะ
"..ได้อันดับหนึ่ง...ด้วยละค่ะ..."
จังหวะนั้นดอกจันทร์หิมะโรยตัวลงมา เปล่งแสงสีเงินยวงแล้วจำแลงเป็นร่างของอีคู่นาร์
"พี่"
นางบินมาใกล้ข้า
"การพิพากษาคัดสรรอาจสิ้นสุดลงแล้วก็ได้"
"เทพจัดระเบียบสูญสลายไปแล้วหรือ"
"น่าจะอย่างนั้น"
รากเหง้าของเทพจัดระเบียบเอลโรรารีเอโรมเคยอยู่ระหว่างไปเกิดใหม่ในครรภ์ของเวียแฟลร์ แต่แล้วถูกหอกของอีเจสแทงทะลุจนแยกจากครรภ์มารดาและปลิวไปไกลแสนไกลในมิติ เทพจัดระเบียบสิ้นสูญแล้ว การพิพากษาคัดสรรอันเป็นระเบียบของเจ้าตัวจะจบสิ้นลงด้วยก็ไม่แปลก
"สิ้นสุดลงแล้วก็ดี แต่ใช่ว่าจะไม่เกิดอะไรขึ้นเลยต่อจากนี้"
'กิเจลิก้าร์' กับเทพวิกลจริตทำให้การพิพากษาคัดสรรที่มีอยู่แต่เดิมเปลี่ยนแปลงไปมาก
"สังเกตสถานการณ์ไปอีกสักพักเถอะ"
"ฝากเจ้าด้วย"
ตอนนั้นเอง ข้าสัมผัสได้ว่าพลังเวทที่ปกคลุมเอเทลต์เฮเวย์ กำลังจะอันตรธานหายไป
" 'โลเมซิส' หายไปแล้ว"
สเตลล่าบอก พวกเราออกจากโลกใต้พิภพแล้ว จึงไม่ได้ยินเสียงร้องของมังกร
"เราจะไปสมทบกับพวกเอมิเลีย"
ข้าใช้ 'กาตอม' ทัศนวิสัยถูกย้อมเป็นสีขาวโพลน พริบตาต่อมา สุสานโบราณที่สร้างไว้ในหลุมปรากฏเบื้องหน้า หลังกำจัดร่างแยกของโบมิลัส เหล่านักเรียนโรงเรียนจอมมารก็พักผ่อนอยู่ที่นี่ในสภาพหมดเรี่ยวหมดแรงดังคาด ทุกคนผุดสีหน้าโล่งอก
พวกเรย์คงแจ้งข่าวแล้วว่า ร่างหลักของโบมิลัสปราชัยและศึกในเอเทลต์เฮเวย์รู้ผลแล้ว ข้ากวาดสายตามอง เห็นเอมิเลียอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย นางจดจ้องพวกเด็กสาวสมาพันธ์แฟนคลับแล้วทำท่าจะอ้าปาก แต่แล้วก็ตกประหม่าไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่ละล้าละลังอยู่แถวนั้น ทว่านางคงเตรียมใจพร้อมในที่สุด จึงเดินไปหาพวกเอเลน
"อ๊ะ! จริงสิ อาจารย์เอมิเลีย!"
"ค่ะ...คะ..!"
เอเลนหันขวับมาไม่ให้ตั้งตัว เอมิเลียเลยตกใจ
"อ้าว มีอะไรรึเปล่าคะ"
"ปะ...เปล่า...เธอจะพูดอะไรเหรอ"
เอมิเลียถูกขัดจังหวะ จึงเร่งเร้าให้เอเลนพูดก่อน
"คือว่างี้ค่ะ คราวหน้าพวกเราจะไปไกลาดีเตกัน"
"เป็นการไปเยือนอย่างเป็นทางการ!"
โนโนะอธิบายเพิ่ม
"..ไปเยือนอย่างเป็นทางการ? อ้อ เรื่องวงประสานเสียงจอมมารน่ะหรือคะ"
"ค่ะ แล้วพวกเราก็อยากไปเที่ยวบ้านอาจารย์ด้วย เนอะ"
"อื้ม ๆ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากขอค้างด้วย"
"แต่ตั้งแปดคนไม่ไหวมั้ง"
"อัดๆกันเข้าไปก็ได้เองแหละ"
"อาจารย์เป็นอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียน บ้านน่าจะใหญ่โตอยู่นา"
สาวน้อยสมาพันธ์แฟนคลับห้อมล้อมเอมิเลียพลางส่งเสียงเจี๊ยวจ้าวเริงร่า แม้เอมิเลียยิ้มตอบ ทว่าทันใดนั้นก็ก้มหน้าและทำหน้ากระอักกระอ่วน
"...เอ่อ ทุกคน"
นางเปิดประเด็นด้วยสีหน้าเอาจริงเอาจัง
"คะ"
เอเลนขานตอบท่าทางแปลกใจนิดหน่อย
"ขอโทษนะคะ"
เอมิเลียก้มศีรษะลงต่ำ
"..สิ่งที่ครูเคยทำกับพวกเธอเป็นเรื่องที่ไม่สมควรให้อภัย ครูเลือกปฏิบัติอย่างโหดร้าย ขอโทษด้วยค่ะ..."
บรรยากาศเปลี่ยนไป ความตึงเครียดปกคลุมในที่แห่งนั้น พวกเอเลนไม่พูดอะไรเลย เอมิเลียเม้มปากแน่นพลางก้มศีรษะต่อไป
"อาจารย์"
เอมิเลียเงยหน้าเมื่อได้ยินเสียงนั้น เอเลนย่างเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าวตามที่สมาชิกคนอื่น ๆ คะยั้นคะยอ แล้วเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
"พูดถึงเรื่องอะไรเหรอคะ"
"...เอ๋"
"ยะ...ยัยบ้า เอเลน! เรื่องนั้นไงเล่า เรื่องนั้นน่ะ!"
"อ๊ะ งะ...งั้นเหรอ เรื่องที่ฉันจัดอัลบั้มรวมภาพเวทมนตร์ของท่านอานอสในห้องเรียนแล้วโดนริบน่ะเหรอ!!"
"เรื่องนั้นเอเลนเป็นคนผิดเต็มๆ! ฉันหมายถึงเรื่องที่เธอเคยเอารวมคำสอนของท่านอานอสไปแปะไว้ตรงโถงทางเดินของปราสาทจอมมารไง! แล้วมันก็โดนฉีกทิ้งอะ"
"เรื่องนั้นเป็นความผิดเจสสิกาต่างหาก! น่าจะเป็นเรื่องที่ย้ายรูปปั้นท่านอานอสที่หอคอยสมาพันธ์ไปโดยพลการมากกว่าหรือเปล่า!"
"ก็ถ้าทำได้ไม่คล้ายตัวจริงก็ช่วยไม่ได้นี่นา! แทนที่จะเป็นเรื่องนั้น น่าจะเรื่องที่พอเราเขียนเกี่ยวกับท่านอานอสในชั่วโมงเรียนประวัติศาสตร์ แล้วอาจารย์ก็กากบาททิ้งหมดเลยรึเปล่า"
พวกเด็กสาวหันมองหน้ากัน
"อ๊ะ ตะ...ต้องเรื่องนั้นแน่เลย!!"
ทุกคนหันไปหาเอมิเลีย นางผุดสีหน้าที่บ่งบอกว่าอีกฝ่ายคิดไปคนละทางโดยสิ้นเชิง
"อะ...อ้าว เอ่....งั้นหมายถึงเรื่องอะไรเหรอคะ"
"เอ่อ ตอนประลองดาบมนตรา ครูเคยพยายามจะฆ่าพวกเธอ..."
พอเอมิเลียเอ่ย เหล่าเด็กสาวก็ชะงัก
"อ๋อ ตอนที่ท่านอานอสจำชื่อพวกเราได้!"
"เพราะอาจารย์เอมิเลียแท้ ๆ เลยเนอะ!"
"ใช่ๆ อาจารย์ช่วยผลักดันพวกเราจนถึงกับยอมโดนท่านอานอสเล่นงาน"
"อารมณ์ประมาณว่ายอมรับบทตัวร้ายเพื่อพวกเราเนอะ"
เอมิเลียได้แต่งงงวย
"เหมือนเราจะรับรู้เหตุการณ์แตกต่างกันนะคะ"
"ไม่ใช่หรอกเหรอ"
"เอ่อ ไม่แค้นครูหรือคะ.."
"จะแค้นอะไรกัน รู้สึกขอบคุณมากกว่าค่ะ!"
"ก็ถ้าไม่มีเหตุการณ์นั้น เราคงร้องเพลงเพื่อท่านอานอสไม่ได้ขนาดนี้หรอก"
"จริงด้วยๆ ต้องขอบคุณอาจารย์จริงๆ ขอบคุณมากค่ะ"
เหล่าสาวน้อยก้มศีรษะ
"มะ..ไม่หรอกค่ะ.."
เอมิเลียได้แต่มึนงงกับคำตอบไม่คาดฝัน
"ตกลงว่าตอนพวกเราไปไกลาดีเต ขอไปค้างได้ไหมคะ"
"...ถ้าทุกคนไม่รังเกียจ ครูก็ไม่มีปัญหาค่ะ.."
กลุ่มเด็กสาวร้องไชโยอย่างยินดี เอมิเลียผุดสีหน้าอิหลักอิเหลื่อ
"..ไม่รู้สึกแย่กับครูเลยจริงๆ หรือคะ.."
เอมิเลียถามเอเลนอีกครั้ง
"อื่ม~"
เอเลนตรึกตรอง
"ช่วงนั้นเกิดเรื่องขึ้นหลายอย่าง แต่มันก็ผ่านมาตั้งนานแล้วละน้า พวกเรายากลำบากเพราะเป็นเลือดผสม แต่อาจารย์เอมิเลีย ก็เจอเรื่องยุ่งยากเพราะเป็นเชื้อสายจักรพรรดิเหมือนกัน ไม่มีใครผิด ทั้งนั้นละค่ะ"
"..ยังไงครูก็คิดว่าตัวเองผิด"
"งั้นหนูยกโทษให้ค่ะ"
"ง่ายขนาดนั้นเชียวเหรอ ทั้งที่เกือบโดนครูฆ่าแท้ๆ"
"ก็ถ้าอาจารย์เป็นคนเลวจริง ๆ ก็คงไม่ตั้งอกตั้งใจขอโทษแบบนี้หรอกค่ะ"
เอมิเลียทำตาโต เอเลนยิ้มให้
"นึกหรือว่าถ้าเจ้าพยายามฆ่าข้า แล้วข้าจะอภัยให้ไม่ได้ง่าย ๆ"
"กรี๊ดดดดดดด เอเลนขี้โกง เล่นฉายเดี่ยวอยู่คนเดียว"
พวกเด็กสาวสมาพันธ์แฟนคลับผลัดกันพูดกับเอมิเลียว่า
"นึกหรือว่าถ้าเจ้าพยายามฆ่าข้า แล้วข้าจะอภัยให้ไม่ได้ง่าย ๆ"
หลังจากได้รับการให้อภัยจนเหนื่อย นางก็ยิ้มเจื่อนก่อนจะผุดยิ้มดีใจ
"โธ่...เล่นอะไรของพวกเธอเนี่ย.."
"ไม่รู้หรอกเหรอคะ อาจารย์ ความรักแข็งแกร่งยิ่งกว่าความเกลียดชังอีกนะคะ"
เอเลนบอกเช่นนั้น
"ร่าเริงกันดีจังนะ"
เรย์ทักจากข้างหลังแล้วมายืนข้างข้า
"นั่นสิ"
พวกเราเฝ้าดูพวกเด็กสาวกับเอมิเลียคุยกันสนุกสนานเงียบๆ หลังความเงียบเชียบดำเนินอยู่เป็นนานสองนาน ข้าพลันเปิดปากพูด
"พ่อแม่ของเจ้าล่ะ"
แม้ไม่ต้องระบุว่ายุคไหน เขาก็เข้าใจที่ข้าถาม
"..ตายแล้ว"
เรย์ไม่ได้บอกว่าโดนฆ่า แล้วก็ไม่ได้บอกว่าเป็นฝีมือของใคร
"ข้าขอโทษ"
เรย์ส่ายหัวเบาๆ
"แค่ตายในการสู้รบน่ะ"
เขาเอ่ยสั้น ๆ
"เหมือนพ่อของนายนั้นละ"
ข้าเข้าใจว่าเขาแฝงความหมายลึกซึ้งไว้ในถ้อยคำนั้น
"ขอบใจ"
ไม่รู้เหตุใดพวกเด็กสาวสมาพันธ์แฟนคลับจึงเริ่มสอนให้เอมิเลียเลียนแบบจอมมาร พวกนางดึงมือเป็นเชิงบังคับ เอมิเลียจำต้องสวมบทบาทเป็นจอมมารอย่างไม่เต็มใจและทำหน้าขวยเขิน ทว่าก็ดูดีใจอยู่เหมือนกัน
ข้ากับเรย์เหม่อมองภาพที่เปี่ยมไปด้วยสันติสุขต่อไปแม้ไม่ต้องเอ่ยสิ่งใด แม้ไม่ต้องถามอะไร ข้าก็เหมือนสัมผัสได้ถึงความคิดคำนึงของเขาที่ถ่ายทอดมาถึง
อีกแค่ บทเดียว ก็จะจบแล้วนะครับ




