[ สิ่งที่ไม่รู้จักลืมตาตื่น ]
เวลา : 09:42 น..สายฝนที่โปรยปรายลงมาตั้งแต่ช่วงเช้ายังคงไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่ายๆท้องฟ้าเหนือเมืองเซนต์อัลเดนถูกปกคลุมด้วยเมฆสีเทาหม่น
แสงอาทิตย์อันริบหรี่พยายามส่องผ่านม่านเมฆลงมายังพื้นถนนทว่ากลับไม่อาจทำให้บรรยากาศอันเย็นเยียบของเมืองแห่งนี้อบอุ่นขึ้นได้แม้แต่น้อย
เสียงล้อรถม้าดังกระทบพื้นหินเป็นระยะ กลิ่นอายของดินเปียกฝนลอยปะปนอยู่ในอากาศ ผู้คนจำนวนมากเดินสวนกันไปมาบนทางเท้า บ้างรีบเร่งกลับไปยังสถานที่ทำงาน
บ้างหยุดยืนอยู่หน้าร้านค้าเพื่อหลบฝนและบ้างก็เดินก้มหน้าก้มตาโดยไม่สนใจสิ่งใดรอบตัวท่ามกลางฝูงชนเหล่านั้นชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังเดินไปตามถนนพร้อมกับหญิงสาวในชุดคลุมสีน้ำตาลเข้ม
ชายหนุ่มผู้นั้นมีชื่อว่าจินโมริหลังจากตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุภายในห้องใต้ดินของสำนักงานการค้าเมื่อครู่เขาก็ได้เบาะแสสำคัญบางอย่างเกี่ยวกับคดีผู้สูญหายทั้งหกราย
โดยเฉพาะข้อความปริศนาที่ระบุเวลา 21:17 น. ซึ่งปรากฏอยู่บนกระดาษสองแผ่นที่พบในสถานที่แตกต่างกันอย่างไรก็ตามเบาะแสเหล่านั้นยังไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
สิ่งที่เขาต้องทำในตอนนี้คือรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างผู้สูญหาย และค้นหาว่าเหตุใดสพวกเขาจึงหายตัวไปโดยไม่มีร่องรอยเหลืออยู่เลย
จินโมริสอดมือข้างหนึ่งเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุม พลางทอดสายตามองไปยังอาคารสองข้างทางอย่างครุ่นคิด
"คุณจินโมริคะ"
เสียงของเอลีน่าดังขึ้นจากด้านข้าง
"ไงง"
"คุณกำลังคิดเรื่องคดีนั้นอยู่อีกแล้วใช่ไหมคะ?"
จินโมริหันไปมองเธอเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"ก็แน่นอนสิครับ ในเมื่อเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้สูญหายทั้งหกคนหายไปที่ไหน แล้วจะให้ผมคิดเรื่องอื่นได้อย่างไรล่ะครับ?"
"ฉันก็เข้าใจค่ะ แต่คุณดูจริงจังมากเกินไปแล้วนะคะ ตั้งแต่ออกจากสำนักงานการค้า คุณแทบจะไม่ได้พูดอะไรเลย"
"อย่างนั้นเหรอครับ?"
"ค่ะ"
เอลีน่าพยักหน้า ก่อนจะเหลือบมองเขาด้วยความสงสัย
"หรือคุณกำลังคิดถึงสิ่งที่เห็นในห้องใต้ดินอยู่คะ?"
ฝีเท้าของจินโมริชะงักไปเพียงเล็กน้อยเขาหันกลับมามองหญิงสาว
"คุณหมายถึงอะไรครับ?"
"ก็เมื่อครู่คุณหยุดยืนอยู่กลางห้องใต้ดินแล้วจ้องไปยังใต้โต๊ะทำงานอยู่ตั้งนานฉันเรียกคุณตั้งสองครั้งกว่าคุณจะตอบกลับมา"
"ฉันไม่รู้ว่าคุณเห็นอะไร แต่สีหน้าของคุณในตอนนั้นดูไม่เหมือนคนที่กำลังตรวจสอบหลักฐานตามปกติเลยค่ะ"
เอลีน่าขมวดคิ้วเล็กน้อยจินโมริเงียบไปชั่วครู่
เขาไม่แน่ใจว่าควรเล่าเรื่องเงาประหลาดที่เห็นให้เธอฟังหรือไม่เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริงหรือเป็นเพียงภาพลวงตาจากแสงสลัวภายในห้องใต้ดิน
ยิ่งไปกว่านั้นในโลกที่เต็มไปด้วยผู้มีพลังเหนือธรรมชาติการด่วนสรุปว่าเหตุการณ์ใดเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติอาจทำให้การสืบสวนผิดพลาดได้สุดท้ายเขาจึงเลือกตอบเพียงว่า
"ผมแค่รู้สึกว่าห้องใต้ดินแห่งนั้นมีบางอย่างผิดปกติครับ"
"ผิดปกติอย่างไรคะ?"
ยังบอกไม่ได้ครับ ผมต้องกลับไปตรวจสอบอีกครั้งก่อน"
"คุณนี่นะ...ถ้ามีอะไรที่น่าสงสัยก็ควรบอกกันตรง ๆ สิคะ เรากำลังทำงานร่วมกันอยู่นะ"
เอลีน่าถอนหายใจเบา ๆ
"ถ้าผมมีคำตอบที่แน่นอนแล้ว ผมจะบอกคุณเป็นคนแรกเลยครับ"
"ฉันจะถือว่าคุณรับปากแล้วนะคะ"
จากนั้นจินโมริหันกลับไปมองถนนเบื้องหน้าเอลีน่าส่ายหน้าเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ซักถามอะไรต่อทั้งสองเดินไปตามถนนสายหลักโดยมีจุดหมายต่อไปคือสำนักงานทะเบียนประชาชนประจำเขตที่เจ็ด
พวกเขาต้องการตรวจสอบประวัติของผู้สูญหายทั้งหกรายอย่างละเอียดเพื่อค้นหาความเชื่อมโยงที่อาจถูกมองข้ามไปหากโชคดีพวกเขาอาจพบข้อมูลบางอย่างที่ช่วยเปิดเผยตัวตนของผู้ที่อยู่เบื้องหลังคดีนี้ได้
ทว่าในขณะที่จินโมริกำลังครุ่นคิดถึงแนวทางการสืบสวนอยู่นั้นเอง—
"อ๊ะ! คุณผู้ชายทั้งสองท่านตรงนั้นน่ะครับ!"
เสียงเรียกอันร่าเริงก็ดังขึ้นจากด้านหน้าจินโมริเงยหน้าขึ้นตามเสียงก่อนจะพบว่ามีชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังเดินตรงเข้ามาหาพวกเขา
ชายหนุ่มผู้นั้นมีรูปร่างค่อนข้างสูงสวมชุดสูทสีดำสนิทที่ตัดเย็บอย่างประณีตเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดอยู่ภายในเสื้อสูทขณะที่บริเวณลำคอมีหูกระต่ายสีแดงสดประดับอยู่
แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดกลับไม่ใช่เสื้อผ้าของเขาหากเป็นใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางของตัวตลกสีขาวถูกทาลงบนใบหน้าจนทั่วริมฝีปากถูกแต่งให้มีสีแดงเข้ม
และบริเวณดวงตาทั้งสองข้างมีเส้นสีดำวาดเป็นลวดลายโค้งแปลกประหลาดเมื่อรวมเข้ากับรอยยิ้มที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าตลอดเวลาก็ทำให้เขาดูราวกับตัวตลกที่หลุดออกมาจากโรงละครแห่งหนึ่ง
ชายหนุ่มถือไม้เท้าสีดำเอาไว้ในมือข้างหนึ่ง ปลายไม้เท้าประดับด้วยลูกกลมสีทองขนาดเล็ก ขณะที่กระเป๋าสีแดงใบจิ๋วห้อยอยู่บริเวณเอว
แม้จะมีรูปลักษณ์แปลกประหลาดแต่ท่าทางของเขากลับดูเป็นมิตรอย่างยิ่งเขาเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าจินโมริ ก่อนจะโน้มศีรษะลงเล็กน้อยด้วยท่าทางสุภาพ
"อรุณสวัสดิ์ครับคุณผู้ชาย และคุณผู้หญิงที่งดงาม!"
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น ราวกับกำลังต้อนรับแขกผู้มีเกียรติที่เพิ่งเดินทางมาถึงโรงละครของตนเอง
เอลีน่ามองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความประหลาดใจเล็กน้อยส่วนจินโมริกลับไม่ได้แสดงท่าทีตกใจมากนักเขาเพียงพิจารณาอีกฝ่ายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างเงียบๆ
ชายหนุ่มตัวตลกยืดตัวขึ้นก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งแตะบริเวณหน้าอกของตนเอง
"ขออภัยที่ต้องรบกวนเวลาของพวกคุณนะครับ ผมทราบดีว่าการเดินทางท่ามกลางสายฝนเช่นนี้คงไม่ใช่เรื่องน่าสนุกนัก แต่กระนั้น ผมก็ยังมีเรื่องสำคัญที่อยากจะเชิญชวนให้พวกคุณทั้งสองท่านได้ลองพิจารณาดูสักหน่อย!"
เขาพูดอย่างรวดเร็วแต่กลับออกเสียงได้ชัดเจนทุกคำจากนั้นชายหนุ่มก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูท ก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา
มันเป็นกระดาษสีครีมขนาดพอเหมาะขอบกระดาษถูกตัดแต่งเป็นลวดลายคล้ายคลื่นอย่างประณีตตรงกลางมีภาพวาดของตัวตลกสวมหมวกทรงสูงกำลังยืนยิ้มอยู่บนเวที
รายล้อมด้วยลูกบอลสีสันสดใสและแสงไฟจากโคมระย้าด้านบนของกระดาษมีตัวอักษรขนาดใหญ่เขียนเอาไว้ว่า THE JOKER'S GRAND SHOW ส่วนด้านล่างมีข้อความเชิญชวนให้ผู้คนเข้าร่วมชมการแสดง
พร้อมระบุสถานที่จัดงานและเวลาการแสดงเอาไว้ชายหนุ่มยื่นกระดาษแผ่นนั้นมาตรงหน้าจินโมริด้วยรอยยิ้ม
"มารับชมการแสดงของผมด้วยนะครับ คุณผู้ชาย!"
"การแสดงงั้นเหรอ?"
จินโมริมองกระดาษที่ยื่นมาให้ ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
"ถูกต้องแล้วครับ! การแสดงอันยิ่งใหญ่ที่จะทำให้ผู้ชมทุกท่านต้องประทับใจไปตลอดชีวิต! ไม่ว่าจะเป็นมายากล การแสดงกลอันน่าตื่นตาตื่นใจ หรือการแสดงตลกที่ทำให้ทุกท่านหัวเราะจนลืมความทุกข์ไปชั่วขณะ ผมรับรองได้เลยครับว่าพวกคุณจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน!”
ชายหนุ่มตัวตลกตอบอย่างกระตือรือร้นเขายกมือขึ้นทำท่าประกอบคำพูดราวกับกำลังแสดงอยู่บนเวทีจริงๆ
"ในช่วงเวลาที่ผู้คนต่างเร่งรีบกับชีวิตประจำวัน ในช่วงเวลาที่ความกังวลและความเหน็ดเหนื่อยเข้าครอบงำจิตใจ การได้หยุดพักเพื่อรับชมการแสดงดี ๆ สักครั้ง ถือเป็นความสุขเล็ก ๆ ที่ไม่ควรมองข้ามเลยนะครับ!"
จินโมริฟังคำพูดของอีกฝ่ายจนจบ ก่อนจะยื่นมือออกไปรับใบปลิวเอาไว้
"ถ้ามีเวลา แน่นอนว่าข้าจะไป"
เขาตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆชายหนุ่มตัวตลกชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่รอยยิ้มบนใบหน้าจะกว้างขึ้นกว่าเดิม
"โอ้! เป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ! ผมหวังว่าจะได้พบคุณผู้ชายที่นั่นนะครับ!"
เขายกมือขึ้นแตะหมวกที่ไม่มีอยู่บนศีรษะด้วยท่าทางเคารพอย่างเกินจริงก่อนจะโน้มตัวลงเล็กน้อยจากนั้นชายหนุ่มก็เงยหน้าขึ้น
ดวงตาซึ่งถูกล้อมกรอบด้วยเครื่องสำอางสีดำจับจ้องไปยังจินโมริอย่างสงบนิ่งรอยยิ้มของเขายังคงเหมือนเดิมแต่ในชั่วขณะหนึ่ง จินโมริกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไป
มันเป็นความรู้สึกแปลกประหลาดที่ยากจะอธิบายคล้ายกับว่าชายหนุ่มตรงหน้ากำลังพิจารณาเขาอยู่ไม่ใช่ในฐานะผู้ชมการแสดงคนหนึ่งหากแต่เป็นบุคคลที่มีความสำคัญบางอย่างต่ออีกฝ่าย
ความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาก่อนที่ชายหนุ่มตัวตลกจะเอ่ยถ้อยคำออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"สรรเสริญแด่องค์เทพี"
คำพูดนั้นเบาเสียจนแทบกลืนหายไปกับเสียงฝนแต่จินโมริได้ยินมันอย่างชัดเจนรอยยิ้มของชายหนุ่มตัวตลกไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย
ทว่าท่วงท่าของเขากลับดูสำรวมขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเขาโน้มตัวลงอีกครั้งราวกับกำลังแสดงความเคารพต่อสิ่งที่มีสถานะสูงส่งอย่างแท้จริงจินโมริก้มมองใบปลิวในมือของตนเองก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย
"องค์เทพีเหรอ? ขออภัยนะครับ ผมไม่ค่อยเข้าใจว่าคุณหมายถึงใคร"
เขาถามออกไปด้วยความสงสัยชายหนุ่มตัวตลกหัวเราะเบาๆ
"ฮ่า ๆ ๆ! เป็นเพียงถ้อยคำแสดงความเคารพที่ผมคุ้นเคยเท่านั้นเองครับ คุณผู้ชาย อย่าได้ใส่ใจเลย!"
เขายกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปาก ทำท่าราวกับกำลังเก็บความลับอันยิ่งใหญ่เอาไว้
"บางครั้ง โลกใบนี้ก็มีเรื่องราวมากมายที่เราไม่จำเป็นต้องเข้าใจทั้งหมดตั้งแต่แรกเห็นหรอกนะครับ จริงไหม?"
จินโมริจ้องมองอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง
"นั่นก็จริงครับ"
เขาตอบสั้นๆก่อนจะเก็บใบปลิวลงในกระเป๋าเสื้อคลุม
"ถ้าอย่างนั้น ผมคงต้องขอตัวก่อนนะครับ ยังมีธุระที่ต้องจัดการอีกพอสมควร"
"เชิญเลยครับ! ขอให้การเดินทางของพวกคุณราบรื่น และขอให้วันนี้เป็นวันที่ยอดเยี่ยม!"
ชายหนุ่มตัวตลกผายมือออกทั้งสองข้างอย่างสง่างาม
"แล้วพบกันใหม่ในโรงละครของผมนะครับ!"
จินโมริพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะหันหลังเดินต่อไปพร้อมกับเอลีน่าเสียงฝีเท้าของทั้งสองค่อยๆห่างออกไปท่ามกลางเสียงฝนและความวุ่นวายของถนนสายหลัก
ส่วนชายหนุ่มตัวตลกยังคงยืนอยู่ที่เดิมเขามองตามแผ่นหลังของจินโมริด้วยรอยยิ้มที่ไม่เคยจางหายไปจากใบหน้าเมื่อร่างของทั้งสองลับสายตาไปแล้ว เขาจึงค่อยๆลดมือลง
"หืม..."
ชายหนุ่มส่งเสียงในลำคอ
"ช่างเป็นชายหนุ่มที่น่าสนใจจริงๆ"
เขาหมุนไม้เท้าในมือเล่นอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้าสีเทา
"การแสดงครั้งนี้คงสนุกกว่าที่คิดเอาไว้เสียแล้วสิ ฮิฮิฮิ..."
จากนั้นเขาก็หัวเราะออกมาเบาๆเสียงหัวเราะนั้นฟังดูร่าเริง แต่กลับมีบางสิ่งแฝงอยู่ภายในจนยากจะบอกได้ว่าเป็นความยินดีหรือความคาดหวังต่อเหตุการณ์บางอย่าง
เพียงไม่นาน ชายหนุ่มตัวตลกก็หมุนตัวกลับ เดินหายเข้าไปในฝูงชนที่กำลังสัญจรไปมาบนถนนไม่มีใครสนใจเขาเป็นพิเศษ
ไม่มีใครสงสัยว่าเหตุใดชายหนุ่มผู้แต่งหน้าเป็นตัวตลกจึงเดินอยู่ท่ามกลางสายฝนด้วยรอยยิ้มเช่นนั้นและไม่มีใครรู้เลยว่าภายใต้ใบหน้าที่ดูร่าเริงของเขามีความลับบางอย่างซ่อนอยู่มากมายเพียงใด
เวลา : 09:46 น.
"คุณจินโมริคะ"
เอลีน่าเอ่ยขึ้นหลังจากเดินห่างจากชายหนุ่มตัวตลกมาได้ระยะหนึ่ง
"คุณไม่คิดว่าผู้ชายคนนั้นแปลกไปหน่อยเหรอคะ?"
จินโมริหันมามองเธอ
"หมายถึงตัวตลกคนนั้นน่ะเหรอครับ?"
"ใช่ค่ะ"
เอลีน่าขมวดคิ้วเล็กน้อย
"ฉันเข้าใจว่าการเดินแจกใบปลิวเชิญชวนให้คนไปชมการแสดงเป็นเรื่องปกติ แต่การแต่งหน้าเป็นตัวตลกเต็มรูปแบบแล้วเดินอยู่กลางสายฝนแบบนั้นมันไม่ค่อยเหมือนคนทั่วไปเท่าไรนัก"
"บางทีเขาอาจเป็นนักแสดงที่กำลังโฆษณาการแสดงของตัวเองก็ได้ครับ"
"คุณคิดอย่างนั้นจริง ๆ เหรอคะ?"
"แล้วคุณคิดว่าเขาเป็นอะไรล่ะครับ?"
"ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ แต่มีบางอย่างในตัวเขาที่ทำให้รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ"
เอลีน่าเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่าจินโมริหัวเราะเบาๆ
"คุณเป็นตำรวจนะครับ การรู้สึกไม่สบายใจเมื่อพบคนแปลกหน้าคงไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไรหรอก"
"ฉันรู้ค่ะ แต่ครั้งนี้มันต่างออกไป"
เธอหยุดเดินชั่วครู่ ก่อนจะหันกลับไปมองถนนที่พวกเขาเพิ่งผ่านมา
"ตอนที่เขาพูดว่า ‘สรรเสริญแด่องค์เทพี’ ฉันรู้สึกเหมือนเขาไม่ได้พูดเล่นเลยค่ะ"
รอยยิ้มบนใบหน้าของจินโมริค่อย ๆ จางลงเล็กน้อยเขาเองก็รู้สึกเช่นเดียวกันแม้ชายหนุ่มตัวตลกจะมีท่าทางร่าเริงและพูดจาเหมือนนักแสดงทั่วไป
แต่ในช่วงเวลาที่อีกฝ่ายเอ่ยถ้อยคำดังกล่าว บรรยากาศรอบตัวกลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าประหลาดมันเป็นความรู้สึกคล้ายกับการได้ยินคำสาบานอันศักดิ์สิทธิ์จากปากของผู้ศรัทธาอย่างแท้จริง
ไม่ใช่คำพูดที่กล่าวขึ้นเพื่อสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ฟังและไม่ใช่ถ้อยคำที่ถูกพูดออกมาอย่างไร้ความหมาย
"คุณเคยได้ยินชื่อองค์เทพีมาก่อนหรือเปล่าครับ?"
จินโมริถามขึ้นเอลีน่าส่ายหน้า
"ไม่เคยค่ะ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ชื่อที่ฉันคุ้นเคยในฐานะศาสนาหลักของเมืองนี้"
"ถ้าอย่างนั้น เราคงต้องเก็บเรื่องนี้เอาไว้ก่อน"
"คุณหมายความว่า..."
"ผมไม่ได้บอกว่าชายคนนั้นเกี่ยวข้องกับคดีผู้สูญหายครับ"
"แต่ในระหว่างการสืบสวน เราควรจดจำสิ่งที่ผิดปกติเอาไว้ก่อน แม้ว่ามันจะยังไม่มีความเชื่อมโยงกับคดีในตอนนี้ก็ตาม"
จินโมริตอบอย่างใจเย็นเขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ
"เราอาจพบว่ามันเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ หรือบางทีมันอาจกลายเป็นเบาะแสสำคัญในภายหลังก็ได้"
"ฉันเห็นด้วยค่ะ"
เอลีน่าพยักหน้าอย่างเข้าใจจินโมริล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุม หยิบใบปลิวที่ได้รับเมื่อครู่ออกมาดูอีกครั้งกระดาษสีครีมยังคงแห้งสนิท แม้พวกเขาจะยืนอยู่ท่ามกลางสายฝนมาโดยตลอดก็ตาม
เขาพลิกดูด้านหน้าและด้านหลังอย่างละเอียด
ชื่อการแสดงถูกพิมพ์ด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่จัดงานถูกเขียนเอาไว้บริเวณด้านล่าง
สถานที่จัดการแสดงคือโรงละครแห่งหนึ่งทางตะวันตกของเมืองโรงละครโอเปร่า เวลาการแสดงรอบถัดไปคือ 21:17 น. จินโมรินิ่งไปทันที
เขาจ้องมองตัวเลขดังกล่าวอยู่หลายวินาที ก่อนจะค่อย ๆ เลื่อนสายตาไปยังข้อความส่วนอื่นของใบปลิว เวลาเดียวกัน 21:17 น.
ตัวเลขที่ปรากฏอยู่บนกระดาษปริศนาซึ่งพบในห้องใต้ดินของสำนักงานการค้าและบัดนี้ตัวเลขชุดเดียวกันกลับปรากฏอยู่บนใบปลิวเชิญชมการแสดงของชายหนุ่มตัวตลกผู้กล่าวคำว่า
‘สรรเสริญแด่องค์เทพี’ ความบังเอิญเช่นนี้อาจเกิดขึ้นได้แต่เมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า จินโมริกลับไม่คิดว่าตนเองควรมองข้ามมันไปง่าย ๆ
"คุณเอลีน่าครับคุณช่วยดูนี่หน่อยได้ไหมครับ?"
เขายื่นใบปลิวให้เธอเอลีน่ารับไปก่อนจะก้มลงอ่านรายละเอียดที่พิมพ์อยู่บนกระดาษไม่ถึงสามวินาที สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไป
"นี่มัน...เวลาเดียวกันกับที่เราเจอในห้องใต้ดิน!"
"ใช่ครับ"
"เป็นไปได้ยังไงกันคะ?"
"คุณคิดว่าตัวตลกคนนั้นเกี่ยวข้องกับคดีนี้หรือเปล่า?"
เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างตกใจจินโมริไม่ได้ตอบในทันทีเขากำลังพยายามแยกแยะความเป็นไปได้ต่างๆ ภายในหัว
ข้อแรก ชายหนุ่มตัวตลกอาจไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีเลยก็ได้ และเวลา 21:17 น. บนใบปลิวอาจเป็นเพียงเวลาการแสดงที่ถูกกำหนดเอาไว้ล่วงหน้า
ข้อสองเขาอาจมีความเกี่ยวข้องกับผู้สูญหายรายใดรายหนึ่งโดยที่ยังไม่มีใครทราบหรือข้อสุดท้ายการแสดงที่กำลังจะจัดขึ้นอาจมีความเชื่อมโยงบางอย่างกับเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นในเมืองแห่งนี้
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นข้อใดเขาก็ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปได้จินโมริจึงตอบอย่างระมัดระวัง
"ตอนนี้เรายังไม่มีหลักฐานที่จะยืนยันว่าชายคนนั้นเกี่ยวข้องกับคดีครับ แต่ผมคิดว่าเราควรตรวจสอบโรงละครมิดไนต์เอาไว้ด้วย"
"ฉันจะลองตรวจสอบประวัติของโรงละครแห่งนั้นค่ะ"
เอลีน่าพยักหน้าอย่างเคร่งเครียด
"ดีครับ ส่วนผมจะเก็บใบปลิวนี้เอาไว้ก่อน"
จินโมริพับกระดาษอย่างระมัดระวัง ก่อนจะใส่กลับเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุม
"และถ้าคืนนี้เรายังไม่พบเบาะแสเพิ่มเติมผมอาจต้องไปชมการแสดงนั้นด้วยตัวเอง"
"คุณพูดจริงเหรอคะ?"
เอลีน่าหันขวับมามองเขาทันที
"ครับ"
"คุณไม่คิดว่ามันอันตรายหรือไงคะ? เราเพิ่งพบข้อความปริศนาที่ระบุเวลาเดียวกัน และตอนนี้คุณกำลังจะเดินเข้าไปในสถานที่ซึ่งอาจมีความเกี่ยวข้องกับคดีด้วยตัวเองเนี่ยนะ?"
"ถ้ามันเป็นเพียงการแสดงธรรมดา ผมก็แค่เสียเวลาไปหนึ่งคืน แต่ถ้ามันเกี่ยวข้องกับคดีจริง อย่างน้อยเราก็อาจได้เบาะแสเพิ่มเติม"
จินโมริยักไหล่เล็กน้อย
"แล้วถ้าเกิดอะไรขึ้นกับคุณล่ะคะ?"
"ผมจะระมัดระวังครับ"
"คุณนี่เป็นคนที่ชวนให้คนอื่นปวดหัวจริง ๆ"
เอลีน่าจ้องมองเขาอย่างไม่ค่อยพอใจนัก
"ผมถือว่าเป็นคำชมอีกครั้งนะครับ"
"ฉันไม่ได้ชมคุณสักหน่อย!"
จินโมริหัวเราะเบาๆก่อนจะหันกลับไปเดินต่อแม้บทสนทนาจะดูเหมือนไม่มีอะไรสำคัญแต่ภายในใจของเขากลับเริ่มตระหนักถึงความเป็นไปได้บางอย่าง
บางทีคดีผู้สูญหายอาจไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร้ความหมายและบางทีผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดอาจกำลังทิ้งเบาะแสเอาไว้ให้ใครบางคนค้นพบ
หากเป็นเช่นนั้นจริง คำถามที่สำคัญที่สุดก็คือคนผู้นั้นต้องการให้ใครเป็นผู้ค้นพบความจริง?และเพราะเหตุใดจึงต้องเลือกเวลาสามทุ่มสิบเจ็ดนาที?
จินโมริเหลือบมองนาฬิกาพกอีกครั้งเข็มนาฬิกายังคงเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า 09:51 น. เวลายังเหลืออีกมากก่อนที่การแสดงจะเริ่มต้นขึ้น
แต่สำหรับจินโมริแล้วเขากลับรู้สึกราวกับว่าการนับถอยหลังได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ตอนที่ชายหนุ่มตัวตลกยื่นใบปลิวแผ่นนั้นมาให้เขาแล้ว
เวลา : 10:03 น. หลังจากเดินต่อมาอีกระยะหนึ่งจินโมริและเอลีน่าก็มาถึงอาคารสำนักงานทะเบียนประชาชนประจำเขตที่เจ็ดอาคารแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับลานกลางเมือง
มีลักษณะเป็นอาคารหินสีเทาสามชั้น หน้าต่างบานใหญ่เปิดรับแสงจากภายนอกภายในมีเจ้าหน้าที่จำนวนมากกำลังจัดการเอกสารและให้บริการแก่ประชาชนที่มาติดต่อราชการ
เอลีน่าแสดงบัตรประจำตัวให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยดูก่อนจะพาจินโมริเข้าไปยังห้องทำงานของหัวหน้าฝ่ายทะเบียนหลังจากอธิบายวัตถุประสงค์ในการเข้าพบแล้วเจ้าหน้าที่หญิงวัยกลางคนก็พาพวกเขาไปยังห้องเก็บเอกสารด้านหลัง
"นี่คือประวัติของผู้สูญหายทั้งหกรายที่คุณต้องการค่ะฉันได้ตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นแล้วแต่ยังไม่พบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างพวกเขา"
เธอวางแฟ้มเอกสารหลายเล่มลงบนโต๊ะ
"ขอบคุณมากครับ"
จินโมริกล่าว ก่อนจะดึงเก้าอี้ออกมานั่งเอลีน่านั่งลงข้างๆแล้วเริ่มเปิดเอกสารทีละเล่มผู้สูญหายรายแรกเป็นพนักงานส่งสินค้ารายที่สองเป็นแม่บ้านวัยห้าสิบปี
รายที่สามเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรายที่สี่เป็นเจ้าของร้านขายของเก่ารายที่ห้าเป็นคนงานก่อสร้างและรายที่หกคืออาร์เธอร์ เวลส์ เสมียนของสำนักงานการค้า
อาชีพ อายุ และภูมิหลังของพวกเขาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงจินโมริอ่านเอกสารอย่างละเอียด โดยให้ความสนใจกับกิจกรรมที่แต่ละคนทำก่อนหายตัวไปรวมถึงสถานที่ที่พวกเขาเคยเดินทางไปในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
เวลาผ่านไปประมาณยี่สิบนาทีเอกสารจำนวนมากถูกพลิกอ่านและจัดเรียงใหม่บนโต๊ะแต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีข้อมูลใดที่สามารถเชื่อมโยงผู้สูญหายทั้งหมดเข้าด้วยกันได้
"ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันจริงๆนะคะ"
เอลีน่าถอนหายใจจินโมริไม่ได้ตอบในทันทีเขายังคงจ้องมองเอกสารของผู้สูญหายรายที่สี่ซึ่งเป็นเจ้าของร้านขายของเก่าชื่อเอเดรียนโคล
ในบรรดาผู้สูญหายทั้งหกคน เอเดรียนเป็นเพียงคนเดียวที่ประกอบอาชีพเกี่ยวข้องกับการซื้อขายวัตถุโบราณโดยตรงจินโมริพลิกไปยังหน้าสุดท้ายของแฟ้ม
ตรงนั้นมีบันทึกสั้นๆเกี่ยวกับการเดินทางของเอเดรียนในช่วงสัปดาห์ก่อนหายตัวไป
สามวันก่อนหายตัว — เดินทางไปยังเขตการค้าเก่า
สองวันก่อนหายตัว — ติดต่อสำนักงานการค้าเกี่ยวกับเอกสารนำเข้าวัตถุโบราณ
หนึ่งวันก่อนหายตัว — ไม่มีข้อมูลการเดินทางเพิ่มเติม จินโมริขมวดคิ้ว
"คุณเอลีน่าครับคุณเห็นตรงนี้หรือเปล่าครับ?"




