[ ตัวตลก ]
เขาชี้ไปยังบันทึกการติดต่อสำนักงานการค้าเอลีน่าก้มลงมอง ก่อนจะเบิกตาขึ้นเล็กน้อย
"เอเดรียนเคยติดต่อสำนักงานการค้าด้วยเหรอคะ?"
จินโมริหยิบเอกสารของอาร์เธอร์ขึ้นมาเทียบกัน
"อาร์เธอร์ทำงานอยู่ที่สำนักงานการค้า ส่วนเอเดรียนเป็นเจ้าของร้านขายของเก่า และทั้งสองคนอาจเคยเกี่ยวข้องกับเอกสารนำเข้าวัตถุโบราณเหมือนกัน"
"นี่อาจเป็นความเชื่อมโยงที่เรากำลังมองหาอยู่ก็ได้ครับ"
เขาเลื่อนเอกสารทั้งสองแผ่นมาไว้ข้างกันเอลีน่าพลิกเอกสารอย่างรวดเร็ว
"แต่ในประวัติของผู้สูญหายอีกสี่รายไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อขายวัตถุโบราณเลยนะคะ"
"ถูกต้องครับ นั่นหมายความว่าเรายังไม่สามารถสรุปได้ว่าทุกคนเกี่ยวข้องกันผ่านช่องทางนี้"
จินโมริหยิบปากกาขึ้นมาจดบันทึก
"แต่ถ้าอาร์เธอร์กับเอเดรียนมีความเกี่ยวข้องกันจริง เราก็อาจเริ่มต้นจากความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก่อน แล้วค่อยขยายการสืบสวนไปยังผู้สูญหายรายอื่น"
"ฉันจะให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารการติดต่อระหว่างพวกเขาค่ะ"
เอลีน่าพยักหน้า
"ดีครับ"
จินโมริปิดแฟ้มเอกสาร ก่อนจะเอนหลังพิงเก้าอี้เล็กน้อยดูเหมือนว่าคดีนี้จะเริ่มมีทิศทางให้ติดตามแล้วแม้จะยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะระบุว่าผู้สูญหายทั้งหมด
มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไรแต่การพบความเชื่อมโยงระหว่างอาร์เธอร์กับเอเดรียนก็ถือเป็นความคืบหน้าที่สำคัญอย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามอีกมากมายที่รอคำตอบ
เหตุใดผู้สูญหายจึงไม่มีร่องรอยการต่อสู้?เหตุใดกล้องวงจรปิดจึงหยุดทำงานในช่วงเวลาสำคัญ?ข้อความปริศนาที่ระบุเวลา 21:17 น. หมายถึงอะไรกันแน่?และที่สำคัญที่สุด...
ชายหนุ่มตัวตลกที่พวกเขาพบเมื่อครู่เกี่ยวข้องกับเรื่องทั้งหมดนี้หรือไม่?จินโมริลุกขึ้นยืนแล้วเก็บสมุดบันทึกเข้ากระเป๋า
"ผมคิดว่าเราควรไปตรวจสอบร้านขายของเก่าของเอเดรียนต่อครับ"
"ฉันจะให้เจ้าหน้าที่ประสานงานกับทางร้านทันทีค่ะ"
เอลีน่าพยักหน้าทั้งสองเดินออกจากห้องเก็บเอกสารมุ่งหน้ากลับไปยังโถงทางเดินของอาคารแต่ก่อนที่พวกเขาจะออกจากสำนักงานทะเบียนจู่ๆเสียงโทรศัพท์บนโต๊ะประชาสัมพันธ์ก็ดังขึ้น
กริ๊ง! กริ๊ง! กริ๊ง! เจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งรีบยกหูโทรศัพท์ขึ้นรับสาย
"สำนักงานทะเบียนประชาชนประจำเขตที่เจ็ดค่ะ..."
"อะไรนะคะ?"
เธอเงียบไปครู่หนึ่งสีหน้าของเธอเปลี่ยนไปทันที
"คุณแน่ใจหรือคะว่าเป็นบุคคลเดียวกัน?
เอลีน่าหันไปมองเจ้าหน้าที่คนนั้นด้วยความสงสัยส่วนจินโมริหยุดเดินอย่างช้าๆเจ้าหน้าที่หญิงยืนนิ่งอยู่หลังโต๊ะ สีหน้าของเธอซีดเผือดลงทุกขณะ
"ค่ะ...เข้าใจแล้วค่ะ ฉันจะรีบตรวจสอบข้อมูลให้ทันที"
หลังจากวางสายเธอก็รีบเปิดสมุดทะเบียนตรงหน้าพลิกหน้ากระดาษอย่างลนลานก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเอลีน่า
"คุณตำรวจคะ...มีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้นค่ะ"
เอลีน่าเดินเข้าไปหาเธอทันที
"เกิดอะไรขึ้นคะ?"
เจ้าหน้าที่หญิงกลืนน้ำลายลงคอ
"มีคนแจ้งว่าพบชายคนหนึ่งซึ่งมีรูปร่างและใบหน้าตรงกับผู้สูญหายรายที่หกกำลังเดินอยู่ในเขตการค้าเก่าค่ะ"
"คุณว่าอะไรนะคะ?"
"แต่...แต่ข้อมูลในทะเบียนของเขากลับแสดงว่าเขาเสียชีวิตไปแล้วเมื่อสามปีก่อนค่ะ"
ความเงียบเข้าปกคลุมโถงทางเดินในทันทีเอลีน่าชะงักไปอย่างไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยินส่วนจินโมริค่อยๆหันกลับมามองเจ้าหน้าที่หญิง
"ขอโทษนะครับ คุณช่วยบอกผมอีกครั้งได้ไหมครับว่า ชายคนนั้นชื่ออะไร?"
เจ้าหน้าที่หญิงเงยหน้าขึ้นมองเขา ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"อาร์เธอร์ เวลส์ค่ะ"
จินโมริเงียบไปหลายวินาทีชื่อของผู้สูญหายรายที่หกชายที่หายตัวไปเมื่อสามวันก่อนชายผู้ทิ้งข้อความปริศนาซึ่งระบุเวลา 21:17 น. เอาไว้
และตอนนี้กลับมีรายงานว่าพบเห็นเขาในสถานที่แห่งหนึ่ง ทั้งที่ข้อมูลในทะเบียนระบุว่าเขาเสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่สามปีก่อนจินโมริหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนจะเปิดขึ้นอีกครั้ง
"คุณเอลีน่าครับเปลี่ยนแผนครับเราต้องไปที่เขตการค้าเก่าเดี๋ยวนี้"
เขาหันไปมองทางออกของอาคารด้านนอกสายฝนยังคงโปรยปรายลงมาไม่ขาดสายและบนท้องฟ้าสีเทาหม่นของเมืองเซนต์อัลเดนก็มีบางสิ่งกำลังรอคอยให้พวกเขาค้นพบ
บางสิ่งที่อาจทำให้คดีผู้สูญหายทั้งหกเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลขณะเดียวกัน ณ โรงละครมิดไนต์ทางตะวันตกของเมือง ชายหนุ่มผู้แต่งหน้าเป็นตัวตลกกำลังยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ภายในห้องแต่งตัว
เขาค่อยๆยกมือขึ้นจัดแต่งเครื่องสำอางบริเวณใบหน้าก่อนจะหยิบใบปลิวแผ่นหนึ่งขึ้นมาดูบนกระดาษสีครีมนั้นมีภาพของตัวตลกกำลังยิ้มอยู่บนเวทีชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ
"คุณผู้ชาย...หวังว่าคุณจะมาทันเวลานะครับ"
เขาวางใบปลิวลงบนโต๊ะก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเงาสะท้อนของตนเองในกระจกรอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆกว้างขึ้น
"เพราะเมื่อการแสดงเริ่มต้นขึ้นแล้ว...ไม่มีใครรับประกันได้หรอกครับว่าผู้ชมทุกคนจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย"
เขากระซิบอย่างแผ่วเบา
เวลา 10:18 น. ลานกว้างแห่งหนึ่งในเขตการค้าเก่าของเมืองเซนต์อัลเดนแสงแดดยามสายส่องลอดผ่านกลุ่มเมฆสีเทาที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือเมืองแม้ว่าสายฝนที่โปรยปรายลงมาตั้งแต่ช่วงเช้าจะเริ่มเบาบางลงแล้ว
แต่พื้นหินบนลานกว้างก็ยังคงเปียกชื้นแอ่งน้ำขนาดเล็กกระจายตัวอยู่ตามร่องหินสะท้อนภาพของอาคารสูงใหญ่ซึ่งตั้งเรียงรายอยู่รอบบริเวณลานแห่งนี้นับเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีผู้คนสัญจรผ่านไปมามากที่สุดของเขตการค้าเก่า
เพราะนอกจากจะเป็นจุดตัดของถนนสายหลักหลายสายแล้วยังมีร้านค้าโรงแรมและอาคารสำนักงานตั้งอยู่โดยรอบผู้คนจึงมักใช้สถานที่แห่งนี้เป็นจุดนัดพบก่อนเดินทางไปยังจุดหมายอื่น
เสียงสนทนาของผู้คนดังคลอไปกับเสียงล้อรถม้าที่แล่นผ่านถนน เสียงพ่อค้าแม่ค้าร้องเรียกลูกค้าและเสียงรองเท้าที่กระทบพื้นหินอย่างต่อเนื่องบรรยากาศโดยรวมดูเป็นปกติราวกับไม่มีสิ่งใดผิดแปลกไปจากวันธรรมดาทั่วไป
ทว่าท่ามกลางฝูงชนที่เดินสวนกันไปมานั้น ชายหนุ่มและหญิงสาวคู่หนึ่งกำลังเดินสนทนากันด้วยสีหน้าจริงจังคนแรกคือจินโมริส่วนหญิงสาวที่เดินอยู่ข้างกายเขาคือเอลีน่า
ทั้งสองเพิ่งเดินทางมาถึงเขตการค้าเก่าได้ไม่นานหลังจากได้รับแจ้งจากสำนักงานทะเบียนประชาชนประจำเขตที่เจ็ดว่ามีผู้พบเห็นชายคนหนึ่งซึ่งมีรูปร่างหน้าตาตรงกับ อาร์เธอร์ เวลส์ เสมียนสำนักงานการค้าที่หายตัวไปเมื่อสามวันก่อน
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นปริศนาที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าคดีคนหายทั่วไปก็คือข้อมูลในทะเบียนประชาชนกลับระบุว่า อาร์เธอร์ เวลส์เสียชีวิตไปแล้วเมื่อสามปีก่อนคนที่ตายไปแล้วเมื่อสามปีก่อนจะกลับมาปรากฏตัวอยู่บนถนนได้อย่างไร?
หากผู้ที่ถูกพบเห็นเป็นอาร์เธอร์ตัวจริง เหตุใดข้อมูลการเสียชีวิตของเขาจึงปรากฏอยู่ในทะเบียนอย่างเป็นทางการ? แต่ถ้าชายคนนั้นไม่ใช่อาร์เธอร์แล้วเหตุใดผู้พบเห็นจึงยืนยันว่าใบหน้าและรูปร่างของเขาตรงกับบุคคลที่กำลังตามหา?
คำถามเหล่านี้ยังไม่มีคำตอบและนั่นเป็นเหตุผลที่จินโมริกับเอลีน่าต้องรีบเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้โดยเร็วที่สุด
"คุณจินโมริคะฉันยังรู้สึกว่ารายงานจากสำนักงานทะเบียนมีบางอย่างไม่ชอบมาพากลอยู่ดีค่ะ"
เอลีน่าเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน หลังจากเดินเงียบ ๆ มาได้ครู่หนึ่งจินโมริหันมามองเธอเล็กน้อย
"คุณหมายถึงเรื่องที่อาร์เธอร์เสียชีวิตไปแล้วเมื่อสามปีก่อนอย่างนั้นเหรอครับ?"
"ใช่ค่ะลองคิดดูสิคะถ้าข้อมูลในทะเบียนถูกต้องหมายความว่าชายที่มีคนพบเห็นเมื่อครู่อาจไม่ใช่อาร์เธอร์ตัวจริงแต่ถ้าข้อมูลนั้นผิดพลาด ก็ต้องมีใครบางคนทำให้เอกสารทางราชการระบุว่าเขาเสียชีวิตไปแล้วทั้งที่เขายังมีชีวิตอยู่"
เธอขมวดคิ้วพลางยกมือขึ้นแตะคางอย่างครุ่นคิด
"ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหน มันก็ผิดปกติทั้งนั้นค่ะ"
"ผมเห็นด้วยครับ แต่ก่อนที่เราจะสรุปว่ามีคนปลอมแปลงเอกสาร หรือว่าผู้ตายกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เราควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าข้อมูลที่ได้รับมานั้นถูกต้องแค่ไหน"
จินโมริตอบโดยไม่ลังเล
"คุณคิดว่าคนที่ถูกพบเห็นอาจเป็นคนหน้าเหมือนหรือคะ?"
"ก็เป็นไปได้ครับ บางทีผู้พบเห็นอาจจำใบหน้าผิด หรือไม่ก็อาจเป็นคนที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับอาร์เธอร์มากจนทำให้เข้าใจว่าเป็นคนเดียวกันเราไม่ควรตัดความเป็นไปได้เหล่านั้นทิ้งไปเพียงเพราะเรื่องนี้ดูน่าประหลาด"
เขาหยุดเดินชั่วครู่ ก่อนจะกวาดสายตามองผู้คนที่อยู่รอบตัวเอลีน่าพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
"ถ้าอย่างนั้น เราควรเริ่มจากการตามหาพยานที่แจ้งเรื่องนี้ก่อนสินะคะ"
"ครับ เราต้องรู้ให้ได้ว่าพบเห็นเขาที่ไหนเวลาใดแล้วเขากำลังทำอะไรอยู่ที่สำคัญเราต้องถามให้ละเอียดด้วยว่าพยานรู้จักอาร์เธอร์เป็นการส่วนตัวหรือไม่เพราะถ้าเคยพบกันมาก่อนเขาก็น่าจะจดจำใบหน้าได้แม่นยำกว่าคนทั่วไป"
"เข้าใจแล้วค่ะ ฉันจะตรวจสอบบริเวณที่มีคนรายงานว่าพบเห็นอาร์เธอร์ส่วนคุณช่วยตรวจสอบเส้นทางที่เขาใช้หลบหนีหรือเดินทางออกจากพื้นที่นะคะ"
เอลีน่าหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุม แล้วเปิดหน้าว่างเตรียมจดข้อมูล
"ตกลงครับ แต่ก่อนอื่น..."
จินโมริหยุดพูดกะทันหัน สายตาของเขาจับจ้องไปยังปลายถนนทางทิศตะวันออกซึ่งมีอาคารพาณิชย์ตั้งเรียงรายอยู่หลายหลังเอลีน่าหันตามสายตาของเขา
"มีอะไรหรือคะ?"
"ไม่มีอะไรครับ ผมแค่รู้สึกเหมือนมีใครกำลังมองพวกเราอยู่"
เขาตอบสั้นๆแต่ยังคงมองไปยังทิศทางเดิมอีกครู่หนึ่งเอลีน่าชะงักไปเล็กน้อย
"มีคนสะกดรอยตามเราหรือคะ?"
"ผมยังไม่แน่ใจครับอาจเป็นแค่ความรู้สึกก็ได้อย่างไรก็ตามอย่าเพิ่งตื่นตระหนกไปเลยครับเรามีงานสำคัญกว่าการเสียเวลาคอยระแวงคนที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอยู่จริงหรือเปล่า"
จินโมริละสายตากลับมาก่อนจะเดินต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเอลีน่าพยักหน้าแม้จะยังคงมีสีหน้ากังวลอยู่บ้างทั้งสองเดินต่อไปยังใจกลางลานกว้างโดยไม่รู้เลยว่าในเงามืด
ระหว่างอาคารทางทิศตะวันออกนั้นมีใครบางคนกำลังเฝ้ามองพวกเขาอยู่จริงๆบุคคลผู้นั้นยืนนิ่งอยู่หลังเสาหินขนาดใหญ่ใบหน้าถูกซ่อนเอาไว้ใต้หมวกคลุมสีเข้มเหลือเพียงดวงตาคู่หนึ่งที่จับจ้องไปยังจินโมริอย่างเย็นชา
ปลายนิ้วของเขาขยับเล็กน้อยราวกับกำลังรอคอยจังหวะบางอย่างและเมื่อจินโมริกับเอลีน่าเดินเข้าสู่บริเวณกลางลาน—ริมฝีปากของบุคคลปริศนาก็ขยับขึ้นอย่างแผ่วเบา
"เจอตัวแล้วคราวนี้เธอหนีไม่พ้นแน่"
เสียงนั้นเบาจนแทบไม่มีใครได้ยิน เวลา : 10:19 น.
"ถ้าอย่างนั้นหลังจากตรวจสอบบริเวณนี้เสร็จแล้วเราค่อยไปสอบถามร้านค้าโดยรอบกันนะครับบางทีอาจมีใครเห็นอาร์เธอร์เดินผ่านมาทางนี้ก็ได้"
จินโมริกล่าวขึ้น พลางหันไปมองเอลีน่า
"ค่ะฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกันถ้าเขาปรากฏตัวขึ้นมาจริง ๆ อย่างน้อยเราก็ควรหาคนที่เห็นเขาเป็นคนสุดท้ายให้ได้"
เอลีน่าปิดสมุดบันทึก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอาคารโดยรอบ
"แต่ฉันยังสงสัยอยู่อย่างหนึ่งค่ะถ้าอาร์เธอร์เสียชีวิตไปแล้วเมื่อสามปีก่อนแล้วทำไมจู่ๆเขาถึงกลับมาปรากฏตัวในช่วงที่มีคดีผู้สูญหายเกิดขึ้นพอดี? คุณไม่คิดว่ามันดูเหมือนมีใครบางคนกำลังจงใจชักนำให้เราสืบเรื่องนี้หรือคะ?"
จินโมรินิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งเขากล่าวด้วยน้ำเสียงสุขุม
"เป็นไปได้ครับ แต่เรายังไม่รู้ว่าคนคนนั้นต้องการอะไร บางทีเขาอาจต้องการให้เราตามหาอาร์เธอร์ หรือบางทีเขาอาจต้องการให้เราเข้าใจผิดเกี่ยวกับตัวตนของอาร์เธอร์ก็ได้"
"ถ้าอย่างนั้น เราก็ไม่ควรเชื่อข้อมูลที่ได้รับมาโดยง่ายสินะคะ"
"ถูกต้องครับ โดยเฉพาะข้อมูลที่ดูเหมือนจะพาเราไปสู่คำตอบเร็วเกินไปในงานสืบสวนบางครั้งสิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่การไม่มีเบาะแสแต่เป็นการที่เรามีเบาะแสมากพอจะทำให้ตัวเองเชื่อในคำตอบที่ผิดต่างหากครับ"
จินโมริยิ้มบางๆเอลีน่ามองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจเบาๆ
"คุณนี่พูดเหมือนคนที่ผ่านคดีประหลาด ๆ มาเป็นร้อยคดีเลยนะคะ"
"อย่างนั้นเหรอ?"
"ค่ะ"
"ถ้าอย่างนั้น คุณคงต้องคอยดูต่อไปแล้วล่ะครับ ว่าผมจะพาคุณไปพบกับคดีประหลาดอีกกี่คดี"
"ฉันไม่แน่ใจว่าควรดีใจหรือเสียใจดีค่ะ"
เอลีน่าตอบกลับด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายเล็กน้อยจินโมริหัวเราะเบาๆบทสนทนาของทั้งคู่ดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติ
ราวกับว่าพวกเขากำลังพูดคุยกันในวันธรรมดาวันหนึ่ง โดยไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวลเป็นพิเศษ
ทว่าในวินาทีถัดมา—
‘ดีเรนุส(หอกแดงแทงทะลวงมิติ)’
เสียงตะโกนของใครบางคนดังขึ้นจากทิศตะวันออกน้ำเสียงนั้นไม่ได้ดังมากพอจะกลบเสียงอึกทึกของลานกว้างทั้งหมดแต่กลับหนักแน่นและเฉียบคมเสียจนจินโมริสามารถแยกมันออกจากเสียงอื่นได้อย่างชัดเจน
เขาหันขวับไปตามต้นเสียงโดยสัญชาตญาณแต่สิ่งที่ปรากฏต่อสายตากลับไม่ใช่บุคคลที่กำลังตะโกนหากเป็นหอกสีแดงฉานเล่มหนึ่งมันพุ่งแหวกอากาศมาจากระหว่างอาคารทางทิศตะวันออก
ด้วยความเร็วที่เหนือกว่าการขว้างอาวุธทั่วไปอย่างสิ้นเชิงตัวหอกมีลักษณะเรียวยาว ปลายแหลมคมสะท้อนประกายสีแดงเข้มขณะที่รอบพื้นผิวของมันมีอนุภาคพลังงานสีแดงหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง
เสียงอากาศถูกฉีกกระชากดังแหลมขึ้นตามเส้นทางที่มันพุ่งผ่านมันไม่ได้มุ่งตรงมาเพียงเพราะต้องการแทงทะลุเป้าหมายเท่านั้นจากลักษณะของพลังที่ห่อหุ้มอยู่รอบตัวหอกดูราวกับว่ามันกำลังฉีกกระชากช่องว่างระหว่างระยะทาง
เพื่อให้สามารถเข้าถึงเป้าหมายได้โดยตรง
"ดีเรนุส!"
รูม่านตาของจินโมริหดเล็กลง
"เอลีน่า! หลบ—!"
เขายังพูดไม่ทันจบประโยคหอกสีแดงพุ่งทะลวงเข้าหาร่างของเขาอย่างรุนแรงทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าที่เอลีน่าจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นเพียงชั่วพริบตา
ร่างของจินโมริก็ถูกแรงปะทะมหาศาลซัดให้ลอยกระเด็นออกไปจากตำแหน่งเดิมก่อนจะพุ่งทะลุแนวสิ่งกีดขวางตรงหน้าและชนเข้ากับอาคารด้านหลังอย่างจัง!
เสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่วบริเวณกำแพงอาคารแตกร้าวในทันทีเศษหินและอิฐจำนวนมหาศาลกระจายออกไปทุกทิศทางหน้าต่างแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ขณะที่โครงสร้างบางส่วนของอาคารพังถล่มลงมาทับซ้อนกันจนเกิดกลุ่มควันหนาทึบปกคลุมพื้นที่แรงสั่นสะเทือนแผ่กระจายไปทั่วลานกว้างจนผู้คนที่อยู่ใกล้เคียงเสียหลักล้มลงกับพื้น
เสียงกรีดร้องดังระงม
"กรี๊ดดดดด! เกิดอะไรขึ้นน่ะ?! มีคนถูกโจมตี!"
"หนีเร็ว! ทุกคนรีบหนีออกไปจากที่นี่!"
ผู้คนต่างแตกตื่นและพากันวิ่งหนีอย่างโกลาหล บางคนล้มลงระหว่างทางบางคนรีบคว้าตัวสมาชิกในครอบครัวขณะที่พ่อค้าแม่ค้าต่างทิ้งสิ่งของของตนเองแล้ววิ่งไปยังทางออกที่ใกล้ที่สุด
ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ลานกว้างที่เคยเต็มไปด้วยผู้คนก็กลายเป็นพื้นที่แห่งความโกลาหลเอลีน่ายืนนิ่งอยู่กับที่ดวงตาของเธอเบิกกว้างจนแทบไม่อยากเชื่อสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น
เมื่อครู่จินโมริยังยืนอยู่ตรงหน้าเธอเมื่อครู่เขายังพูดคุยกับเธอด้วยน้ำเสียงตามปกติแต่ตอนนี้—
"คุณจินโมริ!?"
เสียงเรียกของเธอสั่นเครือเธอมองไปยังอาคารที่พังทลายกลุ่มควันสีเทาลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าเศษอิฐและเศษหินยังคงร่วงหล่นลงมาจากส่วนที่เหลือของกำแพงอย่างต่อเนื่อง
"คุณจินโมริ! ไม่จริง..."
เอลีน่ารีบวิ่งไปยังจุดที่ร่างของเขาพุ่งเข้าไปชนเธอพึมพำขณะวิ่งผ่านเศษซากที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น
"เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่...?"
ภาพของหอกสีแดงที่พุ่งทะลวงร่างของจินโมริยังคงปรากฏอยู่ในความทรงจำอย่างชัดเจนเธอเห็นมันด้วยตาของตัวเองเห็นอาวุธประหลาดเล่มนั้นพุ่งเข้าหาร่างของเขา
เห็นร่างของเขาถูกซัดกระเด็นไปกระแทกอาคารและเห็นอาคารทั้งหลังพังทลายลงมาต่อหน้าต่อตาไม่มีทางที่คนธรรมดาจะรอดจากแรงปะทะเช่นนั้นได้โดยง่าย
ถึงกระนั้น เอลีน่าก็ยังไม่ยอมรับความคิดที่ว่าจินโมริอาจเสียชีวิตไปแล้วเธอกัดฟันแน่นก่อนจะเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
"คุณจินโมริ! ได้ยินฉันไหมคะ?! ถ้าคุณยังมีชีวิตอยู่ ตอบฉันด้วยสิคะ!"
เธอตะโกนเรียกเสียงดัง พลางใช้มือปัดฝุ่นและเศษหินออกจากทางไม่มีเสียงตอบกลับมีเพียงเสียงหินก้อนเล็กๆ
ที่ร่วงหล่นลงมาจากซากอาคารและเสียงผู้คนที่กำลังตะโกนเรียกขอความช่วยเหลืออยู่ห่างออกไปเอลีน่าหายใจถี่ขึ้นเรื่อยๆ
หัวใจของเธอเต้นแรงจนแทบเจ็บหน้าอกแต่เธอก็ยังคงค้นหาต่อไปไม่ว่าจะต้องขุดเศษซากเหล่านั้นด้วยมือเปล่า เธอก็จะต้องหาร่างของจินโมริให้พบ
"จินโมริคุง...!อย่าบอกนะว่า..."
น้ำเสียงของเธอเริ่มสั่นมากขึ้นเธอไม่กล้าพูดประโยคที่เหลือออกมาในตอนนั้นเอง—
"ช่างน่าประทับใจจริงๆนะครับ"




