↓ ↑ページトップへ
表示調整
閉じる
挿絵表示切替ボタン
▼配色
▼行間
▼文字サイズ
▼メニューバー
×閉じる

ブックマークに追加しました

設定
0/400
設定を保存しました
エラーが発生しました
※文字以内
ブックマークを解除しました。

エラーが発生しました。

エラーの原因がわからない場合はヘルプセンターをご確認ください。

ブックマーク機能を使うにはログインしてください。
4/4

[ ตัวตลก ]

 เขาชี้ไปยังบันทึกการติดต่อสำนักงานการค้าเอลีน่าก้มลงมอง ก่อนจะเบิกตาขึ้นเล็กน้อย


"เอเดรียนเคยติดต่อสำนักงานการค้าด้วยเหรอคะ?"


 จินโมริหยิบเอกสารของอาร์เธอร์ขึ้นมาเทียบกัน


"อาร์เธอร์ทำงานอยู่ที่สำนักงานการค้า ส่วนเอเดรียนเป็นเจ้าของร้านขายของเก่า และทั้งสองคนอาจเคยเกี่ยวข้องกับเอกสารนำเข้าวัตถุโบราณเหมือนกัน"


"นี่อาจเป็นความเชื่อมโยงที่เรากำลังมองหาอยู่ก็ได้ครับ"


 เขาเลื่อนเอกสารทั้งสองแผ่นมาไว้ข้างกันเอลีน่าพลิกเอกสารอย่างรวดเร็ว


"แต่ในประวัติของผู้สูญหายอีกสี่รายไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อขายวัตถุโบราณเลยนะคะ"


"ถูกต้องครับ นั่นหมายความว่าเรายังไม่สามารถสรุปได้ว่าทุกคนเกี่ยวข้องกันผ่านช่องทางนี้"


 จินโมริหยิบปากกาขึ้นมาจดบันทึก


"แต่ถ้าอาร์เธอร์กับเอเดรียนมีความเกี่ยวข้องกันจริง เราก็อาจเริ่มต้นจากความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก่อน แล้วค่อยขยายการสืบสวนไปยังผู้สูญหายรายอื่น"


"ฉันจะให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารการติดต่อระหว่างพวกเขาค่ะ"


 เอลีน่าพยักหน้า


"ดีครับ"


 จินโมริปิดแฟ้มเอกสาร ก่อนจะเอนหลังพิงเก้าอี้เล็กน้อยดูเหมือนว่าคดีนี้จะเริ่มมีทิศทางให้ติดตามแล้วแม้จะยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะระบุว่าผู้สูญหายทั้งหมด


 มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไรแต่การพบความเชื่อมโยงระหว่างอาร์เธอร์กับเอเดรียนก็ถือเป็นความคืบหน้าที่สำคัญอย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามอีกมากมายที่รอคำตอบ


 เหตุใดผู้สูญหายจึงไม่มีร่องรอยการต่อสู้?เหตุใดกล้องวงจรปิดจึงหยุดทำงานในช่วงเวลาสำคัญ?ข้อความปริศนาที่ระบุเวลา 21:17 น. หมายถึงอะไรกันแน่?และที่สำคัญที่สุด...


 ชายหนุ่มตัวตลกที่พวกเขาพบเมื่อครู่เกี่ยวข้องกับเรื่องทั้งหมดนี้หรือไม่?จินโมริลุกขึ้นยืนแล้วเก็บสมุดบันทึกเข้ากระเป๋า


"ผมคิดว่าเราควรไปตรวจสอบร้านขายของเก่าของเอเดรียนต่อครับ"


"ฉันจะให้เจ้าหน้าที่ประสานงานกับทางร้านทันทีค่ะ"


 เอลีน่าพยักหน้าทั้งสองเดินออกจากห้องเก็บเอกสารมุ่งหน้ากลับไปยังโถงทางเดินของอาคารแต่ก่อนที่พวกเขาจะออกจากสำนักงานทะเบียนจู่ๆเสียงโทรศัพท์บนโต๊ะประชาสัมพันธ์ก็ดังขึ้น


 กริ๊ง! กริ๊ง! กริ๊ง! เจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งรีบยกหูโทรศัพท์ขึ้นรับสาย


"สำนักงานทะเบียนประชาชนประจำเขตที่เจ็ดค่ะ..."


"อะไรนะคะ?"


 เธอเงียบไปครู่หนึ่งสีหน้าของเธอเปลี่ยนไปทันที


"คุณแน่ใจหรือคะว่าเป็นบุคคลเดียวกัน?


 เอลีน่าหันไปมองเจ้าหน้าที่คนนั้นด้วยความสงสัยส่วนจินโมริหยุดเดินอย่างช้าๆเจ้าหน้าที่หญิงยืนนิ่งอยู่หลังโต๊ะ สีหน้าของเธอซีดเผือดลงทุกขณะ


"ค่ะ...เข้าใจแล้วค่ะ ฉันจะรีบตรวจสอบข้อมูลให้ทันที"


 หลังจากวางสายเธอก็รีบเปิดสมุดทะเบียนตรงหน้าพลิกหน้ากระดาษอย่างลนลานก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเอลีน่า


"คุณตำรวจคะ...มีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้นค่ะ"


 เอลีน่าเดินเข้าไปหาเธอทันที


"เกิดอะไรขึ้นคะ?"


 เจ้าหน้าที่หญิงกลืนน้ำลายลงคอ


"มีคนแจ้งว่าพบชายคนหนึ่งซึ่งมีรูปร่างและใบหน้าตรงกับผู้สูญหายรายที่หกกำลังเดินอยู่ในเขตการค้าเก่าค่ะ"


"คุณว่าอะไรนะคะ?"


"แต่...แต่ข้อมูลในทะเบียนของเขากลับแสดงว่าเขาเสียชีวิตไปแล้วเมื่อสามปีก่อนค่ะ"


 ความเงียบเข้าปกคลุมโถงทางเดินในทันทีเอลีน่าชะงักไปอย่างไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยินส่วนจินโมริค่อยๆหันกลับมามองเจ้าหน้าที่หญิง


"ขอโทษนะครับ คุณช่วยบอกผมอีกครั้งได้ไหมครับว่า ชายคนนั้นชื่ออะไร?"


 เจ้าหน้าที่หญิงเงยหน้าขึ้นมองเขา ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ


"อาร์เธอร์ เวลส์ค่ะ"


 จินโมริเงียบไปหลายวินาทีชื่อของผู้สูญหายรายที่หกชายที่หายตัวไปเมื่อสามวันก่อนชายผู้ทิ้งข้อความปริศนาซึ่งระบุเวลา 21:17 น. เอาไว้


 และตอนนี้กลับมีรายงานว่าพบเห็นเขาในสถานที่แห่งหนึ่ง ทั้งที่ข้อมูลในทะเบียนระบุว่าเขาเสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่สามปีก่อนจินโมริหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนจะเปิดขึ้นอีกครั้ง


"คุณเอลีน่าครับเปลี่ยนแผนครับเราต้องไปที่เขตการค้าเก่าเดี๋ยวนี้"


 เขาหันไปมองทางออกของอาคารด้านนอกสายฝนยังคงโปรยปรายลงมาไม่ขาดสายและบนท้องฟ้าสีเทาหม่นของเมืองเซนต์อัลเดนก็มีบางสิ่งกำลังรอคอยให้พวกเขาค้นพบ


 บางสิ่งที่อาจทำให้คดีผู้สูญหายทั้งหกเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลขณะเดียวกัน ณ โรงละครมิดไนต์ทางตะวันตกของเมือง ชายหนุ่มผู้แต่งหน้าเป็นตัวตลกกำลังยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ภายในห้องแต่งตัว


 เขาค่อยๆยกมือขึ้นจัดแต่งเครื่องสำอางบริเวณใบหน้าก่อนจะหยิบใบปลิวแผ่นหนึ่งขึ้นมาดูบนกระดาษสีครีมนั้นมีภาพของตัวตลกกำลังยิ้มอยู่บนเวทีชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ


"คุณผู้ชาย...หวังว่าคุณจะมาทันเวลานะครับ"


 เขาวางใบปลิวลงบนโต๊ะก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเงาสะท้อนของตนเองในกระจกรอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆกว้างขึ้น


"เพราะเมื่อการแสดงเริ่มต้นขึ้นแล้ว...ไม่มีใครรับประกันได้หรอกครับว่าผู้ชมทุกคนจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย"


 เขากระซิบอย่างแผ่วเบา


 เวลา 10:18 น. ลานกว้างแห่งหนึ่งในเขตการค้าเก่าของเมืองเซนต์อัลเดนแสงแดดยามสายส่องลอดผ่านกลุ่มเมฆสีเทาที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือเมืองแม้ว่าสายฝนที่โปรยปรายลงมาตั้งแต่ช่วงเช้าจะเริ่มเบาบางลงแล้ว


 แต่พื้นหินบนลานกว้างก็ยังคงเปียกชื้นแอ่งน้ำขนาดเล็กกระจายตัวอยู่ตามร่องหินสะท้อนภาพของอาคารสูงใหญ่ซึ่งตั้งเรียงรายอยู่รอบบริเวณลานแห่งนี้นับเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีผู้คนสัญจรผ่านไปมามากที่สุดของเขตการค้าเก่า


 เพราะนอกจากจะเป็นจุดตัดของถนนสายหลักหลายสายแล้วยังมีร้านค้าโรงแรมและอาคารสำนักงานตั้งอยู่โดยรอบผู้คนจึงมักใช้สถานที่แห่งนี้เป็นจุดนัดพบก่อนเดินทางไปยังจุดหมายอื่น


 เสียงสนทนาของผู้คนดังคลอไปกับเสียงล้อรถม้าที่แล่นผ่านถนน เสียงพ่อค้าแม่ค้าร้องเรียกลูกค้าและเสียงรองเท้าที่กระทบพื้นหินอย่างต่อเนื่องบรรยากาศโดยรวมดูเป็นปกติราวกับไม่มีสิ่งใดผิดแปลกไปจากวันธรรมดาทั่วไป


 ทว่าท่ามกลางฝูงชนที่เดินสวนกันไปมานั้น ชายหนุ่มและหญิงสาวคู่หนึ่งกำลังเดินสนทนากันด้วยสีหน้าจริงจังคนแรกคือจินโมริส่วนหญิงสาวที่เดินอยู่ข้างกายเขาคือเอลีน่า


 ทั้งสองเพิ่งเดินทางมาถึงเขตการค้าเก่าได้ไม่นานหลังจากได้รับแจ้งจากสำนักงานทะเบียนประชาชนประจำเขตที่เจ็ดว่ามีผู้พบเห็นชายคนหนึ่งซึ่งมีรูปร่างหน้าตาตรงกับ อาร์เธอร์ เวลส์ เสมียนสำนักงานการค้าที่หายตัวไปเมื่อสามวันก่อน


 สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นปริศนาที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าคดีคนหายทั่วไปก็คือข้อมูลในทะเบียนประชาชนกลับระบุว่า อาร์เธอร์ เวลส์เสียชีวิตไปแล้วเมื่อสามปีก่อนคนที่ตายไปแล้วเมื่อสามปีก่อนจะกลับมาปรากฏตัวอยู่บนถนนได้อย่างไร?


 หากผู้ที่ถูกพบเห็นเป็นอาร์เธอร์ตัวจริง เหตุใดข้อมูลการเสียชีวิตของเขาจึงปรากฏอยู่ในทะเบียนอย่างเป็นทางการ? แต่ถ้าชายคนนั้นไม่ใช่อาร์เธอร์แล้วเหตุใดผู้พบเห็นจึงยืนยันว่าใบหน้าและรูปร่างของเขาตรงกับบุคคลที่กำลังตามหา?


 คำถามเหล่านี้ยังไม่มีคำตอบและนั่นเป็นเหตุผลที่จินโมริกับเอลีน่าต้องรีบเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้โดยเร็วที่สุด


"คุณจินโมริคะฉันยังรู้สึกว่ารายงานจากสำนักงานทะเบียนมีบางอย่างไม่ชอบมาพากลอยู่ดีค่ะ"


 เอลีน่าเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน หลังจากเดินเงียบ ๆ มาได้ครู่หนึ่งจินโมริหันมามองเธอเล็กน้อย


"คุณหมายถึงเรื่องที่อาร์เธอร์เสียชีวิตไปแล้วเมื่อสามปีก่อนอย่างนั้นเหรอครับ?"


"ใช่ค่ะลองคิดดูสิคะถ้าข้อมูลในทะเบียนถูกต้องหมายความว่าชายที่มีคนพบเห็นเมื่อครู่อาจไม่ใช่อาร์เธอร์ตัวจริงแต่ถ้าข้อมูลนั้นผิดพลาด ก็ต้องมีใครบางคนทำให้เอกสารทางราชการระบุว่าเขาเสียชีวิตไปแล้วทั้งที่เขายังมีชีวิตอยู่"


 เธอขมวดคิ้วพลางยกมือขึ้นแตะคางอย่างครุ่นคิด


"ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหน มันก็ผิดปกติทั้งนั้นค่ะ"


"ผมเห็นด้วยครับ แต่ก่อนที่เราจะสรุปว่ามีคนปลอมแปลงเอกสาร หรือว่าผู้ตายกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เราควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าข้อมูลที่ได้รับมานั้นถูกต้องแค่ไหน"


 จินโมริตอบโดยไม่ลังเล


"คุณคิดว่าคนที่ถูกพบเห็นอาจเป็นคนหน้าเหมือนหรือคะ?"


"ก็เป็นไปได้ครับ บางทีผู้พบเห็นอาจจำใบหน้าผิด หรือไม่ก็อาจเป็นคนที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับอาร์เธอร์มากจนทำให้เข้าใจว่าเป็นคนเดียวกันเราไม่ควรตัดความเป็นไปได้เหล่านั้นทิ้งไปเพียงเพราะเรื่องนี้ดูน่าประหลาด"


 เขาหยุดเดินชั่วครู่ ก่อนจะกวาดสายตามองผู้คนที่อยู่รอบตัวเอลีน่าพยักหน้าอย่างเห็นด้วย


"ถ้าอย่างนั้น เราควรเริ่มจากการตามหาพยานที่แจ้งเรื่องนี้ก่อนสินะคะ"


"ครับ เราต้องรู้ให้ได้ว่าพบเห็นเขาที่ไหนเวลาใดแล้วเขากำลังทำอะไรอยู่ที่สำคัญเราต้องถามให้ละเอียดด้วยว่าพยานรู้จักอาร์เธอร์เป็นการส่วนตัวหรือไม่เพราะถ้าเคยพบกันมาก่อนเขาก็น่าจะจดจำใบหน้าได้แม่นยำกว่าคนทั่วไป"


"เข้าใจแล้วค่ะ ฉันจะตรวจสอบบริเวณที่มีคนรายงานว่าพบเห็นอาร์เธอร์ส่วนคุณช่วยตรวจสอบเส้นทางที่เขาใช้หลบหนีหรือเดินทางออกจากพื้นที่นะคะ"


 เอลีน่าหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุม แล้วเปิดหน้าว่างเตรียมจดข้อมูล


"ตกลงครับ แต่ก่อนอื่น..."


 จินโมริหยุดพูดกะทันหัน สายตาของเขาจับจ้องไปยังปลายถนนทางทิศตะวันออกซึ่งมีอาคารพาณิชย์ตั้งเรียงรายอยู่หลายหลังเอลีน่าหันตามสายตาของเขา


"มีอะไรหรือคะ?"


"ไม่มีอะไรครับ ผมแค่รู้สึกเหมือนมีใครกำลังมองพวกเราอยู่"


 เขาตอบสั้นๆแต่ยังคงมองไปยังทิศทางเดิมอีกครู่หนึ่งเอลีน่าชะงักไปเล็กน้อย


"มีคนสะกดรอยตามเราหรือคะ?"


"ผมยังไม่แน่ใจครับอาจเป็นแค่ความรู้สึกก็ได้อย่างไรก็ตามอย่าเพิ่งตื่นตระหนกไปเลยครับเรามีงานสำคัญกว่าการเสียเวลาคอยระแวงคนที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอยู่จริงหรือเปล่า"


 จินโมริละสายตากลับมาก่อนจะเดินต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเอลีน่าพยักหน้าแม้จะยังคงมีสีหน้ากังวลอยู่บ้างทั้งสองเดินต่อไปยังใจกลางลานกว้างโดยไม่รู้เลยว่าในเงามืด


 ระหว่างอาคารทางทิศตะวันออกนั้นมีใครบางคนกำลังเฝ้ามองพวกเขาอยู่จริงๆบุคคลผู้นั้นยืนนิ่งอยู่หลังเสาหินขนาดใหญ่ใบหน้าถูกซ่อนเอาไว้ใต้หมวกคลุมสีเข้มเหลือเพียงดวงตาคู่หนึ่งที่จับจ้องไปยังจินโมริอย่างเย็นชา


 ปลายนิ้วของเขาขยับเล็กน้อยราวกับกำลังรอคอยจังหวะบางอย่างและเมื่อจินโมริกับเอลีน่าเดินเข้าสู่บริเวณกลางลาน—ริมฝีปากของบุคคลปริศนาก็ขยับขึ้นอย่างแผ่วเบา


"เจอตัวแล้วคราวนี้เธอหนีไม่พ้นแน่"


 เสียงนั้นเบาจนแทบไม่มีใครได้ยิน เวลา : 10:19 น.


"ถ้าอย่างนั้นหลังจากตรวจสอบบริเวณนี้เสร็จแล้วเราค่อยไปสอบถามร้านค้าโดยรอบกันนะครับบางทีอาจมีใครเห็นอาร์เธอร์เดินผ่านมาทางนี้ก็ได้"


 จินโมริกล่าวขึ้น พลางหันไปมองเอลีน่า


"ค่ะฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกันถ้าเขาปรากฏตัวขึ้นมาจริง ๆ อย่างน้อยเราก็ควรหาคนที่เห็นเขาเป็นคนสุดท้ายให้ได้"


 เอลีน่าปิดสมุดบันทึก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอาคารโดยรอบ


"แต่ฉันยังสงสัยอยู่อย่างหนึ่งค่ะถ้าอาร์เธอร์เสียชีวิตไปแล้วเมื่อสามปีก่อนแล้วทำไมจู่ๆเขาถึงกลับมาปรากฏตัวในช่วงที่มีคดีผู้สูญหายเกิดขึ้นพอดี? คุณไม่คิดว่ามันดูเหมือนมีใครบางคนกำลังจงใจชักนำให้เราสืบเรื่องนี้หรือคะ?"


 จินโมรินิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งเขากล่าวด้วยน้ำเสียงสุขุม


"เป็นไปได้ครับ แต่เรายังไม่รู้ว่าคนคนนั้นต้องการอะไร บางทีเขาอาจต้องการให้เราตามหาอาร์เธอร์ หรือบางทีเขาอาจต้องการให้เราเข้าใจผิดเกี่ยวกับตัวตนของอาร์เธอร์ก็ได้"


"ถ้าอย่างนั้น เราก็ไม่ควรเชื่อข้อมูลที่ได้รับมาโดยง่ายสินะคะ"


"ถูกต้องครับ โดยเฉพาะข้อมูลที่ดูเหมือนจะพาเราไปสู่คำตอบเร็วเกินไปในงานสืบสวนบางครั้งสิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่การไม่มีเบาะแสแต่เป็นการที่เรามีเบาะแสมากพอจะทำให้ตัวเองเชื่อในคำตอบที่ผิดต่างหากครับ"


 จินโมริยิ้มบางๆเอลีน่ามองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจเบาๆ


"คุณนี่พูดเหมือนคนที่ผ่านคดีประหลาด ๆ มาเป็นร้อยคดีเลยนะคะ"


"อย่างนั้นเหรอ?"


"ค่ะ"


"ถ้าอย่างนั้น คุณคงต้องคอยดูต่อไปแล้วล่ะครับ ว่าผมจะพาคุณไปพบกับคดีประหลาดอีกกี่คดี"


"ฉันไม่แน่ใจว่าควรดีใจหรือเสียใจดีค่ะ"


 เอลีน่าตอบกลับด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายเล็กน้อยจินโมริหัวเราะเบาๆบทสนทนาของทั้งคู่ดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติ


 ราวกับว่าพวกเขากำลังพูดคุยกันในวันธรรมดาวันหนึ่ง โดยไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวลเป็นพิเศษ


 ทว่าในวินาทีถัดมา—


‘ดีเรนุส(หอกแดงแทงทะลวงมิติ)’


 เสียงตะโกนของใครบางคนดังขึ้นจากทิศตะวันออกน้ำเสียงนั้นไม่ได้ดังมากพอจะกลบเสียงอึกทึกของลานกว้างทั้งหมดแต่กลับหนักแน่นและเฉียบคมเสียจนจินโมริสามารถแยกมันออกจากเสียงอื่นได้อย่างชัดเจน


 เขาหันขวับไปตามต้นเสียงโดยสัญชาตญาณแต่สิ่งที่ปรากฏต่อสายตากลับไม่ใช่บุคคลที่กำลังตะโกนหากเป็นหอกสีแดงฉานเล่มหนึ่งมันพุ่งแหวกอากาศมาจากระหว่างอาคารทางทิศตะวันออก


 ด้วยความเร็วที่เหนือกว่าการขว้างอาวุธทั่วไปอย่างสิ้นเชิงตัวหอกมีลักษณะเรียวยาว ปลายแหลมคมสะท้อนประกายสีแดงเข้มขณะที่รอบพื้นผิวของมันมีอนุภาคพลังงานสีแดงหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง


 เสียงอากาศถูกฉีกกระชากดังแหลมขึ้นตามเส้นทางที่มันพุ่งผ่านมันไม่ได้มุ่งตรงมาเพียงเพราะต้องการแทงทะลุเป้าหมายเท่านั้นจากลักษณะของพลังที่ห่อหุ้มอยู่รอบตัวหอกดูราวกับว่ามันกำลังฉีกกระชากช่องว่างระหว่างระยะทาง


 เพื่อให้สามารถเข้าถึงเป้าหมายได้โดยตรง


"ดีเรนุส!"


 รูม่านตาของจินโมริหดเล็กลง


"เอลีน่า! หลบ—!"


 เขายังพูดไม่ทันจบประโยคหอกสีแดงพุ่งทะลวงเข้าหาร่างของเขาอย่างรุนแรงทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าที่เอลีน่าจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นเพียงชั่วพริบตา


 ร่างของจินโมริก็ถูกแรงปะทะมหาศาลซัดให้ลอยกระเด็นออกไปจากตำแหน่งเดิมก่อนจะพุ่งทะลุแนวสิ่งกีดขวางตรงหน้าและชนเข้ากับอาคารด้านหลังอย่างจัง!


 เสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่วบริเวณกำแพงอาคารแตกร้าวในทันทีเศษหินและอิฐจำนวนมหาศาลกระจายออกไปทุกทิศทางหน้าต่างแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย


 ขณะที่โครงสร้างบางส่วนของอาคารพังถล่มลงมาทับซ้อนกันจนเกิดกลุ่มควันหนาทึบปกคลุมพื้นที่แรงสั่นสะเทือนแผ่กระจายไปทั่วลานกว้างจนผู้คนที่อยู่ใกล้เคียงเสียหลักล้มลงกับพื้น


 เสียงกรีดร้องดังระงม


"กรี๊ดดดดด! เกิดอะไรขึ้นน่ะ?! มีคนถูกโจมตี!"


"หนีเร็ว! ทุกคนรีบหนีออกไปจากที่นี่!"


 ผู้คนต่างแตกตื่นและพากันวิ่งหนีอย่างโกลาหล บางคนล้มลงระหว่างทางบางคนรีบคว้าตัวสมาชิกในครอบครัวขณะที่พ่อค้าแม่ค้าต่างทิ้งสิ่งของของตนเองแล้ววิ่งไปยังทางออกที่ใกล้ที่สุด


 ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ลานกว้างที่เคยเต็มไปด้วยผู้คนก็กลายเป็นพื้นที่แห่งความโกลาหลเอลีน่ายืนนิ่งอยู่กับที่ดวงตาของเธอเบิกกว้างจนแทบไม่อยากเชื่อสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น


 เมื่อครู่จินโมริยังยืนอยู่ตรงหน้าเธอเมื่อครู่เขายังพูดคุยกับเธอด้วยน้ำเสียงตามปกติแต่ตอนนี้—


"คุณจินโมริ!?"


 เสียงเรียกของเธอสั่นเครือเธอมองไปยังอาคารที่พังทลายกลุ่มควันสีเทาลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าเศษอิฐและเศษหินยังคงร่วงหล่นลงมาจากส่วนที่เหลือของกำแพงอย่างต่อเนื่อง


"คุณจินโมริ! ไม่จริง..."


 เอลีน่ารีบวิ่งไปยังจุดที่ร่างของเขาพุ่งเข้าไปชนเธอพึมพำขณะวิ่งผ่านเศษซากที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น


"เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่...?"


 ภาพของหอกสีแดงที่พุ่งทะลวงร่างของจินโมริยังคงปรากฏอยู่ในความทรงจำอย่างชัดเจนเธอเห็นมันด้วยตาของตัวเองเห็นอาวุธประหลาดเล่มนั้นพุ่งเข้าหาร่างของเขา


 เห็นร่างของเขาถูกซัดกระเด็นไปกระแทกอาคารและเห็นอาคารทั้งหลังพังทลายลงมาต่อหน้าต่อตาไม่มีทางที่คนธรรมดาจะรอดจากแรงปะทะเช่นนั้นได้โดยง่าย


 ถึงกระนั้น เอลีน่าก็ยังไม่ยอมรับความคิดที่ว่าจินโมริอาจเสียชีวิตไปแล้วเธอกัดฟันแน่นก่อนจะเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น


"คุณจินโมริ! ได้ยินฉันไหมคะ?! ถ้าคุณยังมีชีวิตอยู่ ตอบฉันด้วยสิคะ!"


 เธอตะโกนเรียกเสียงดัง พลางใช้มือปัดฝุ่นและเศษหินออกจากทางไม่มีเสียงตอบกลับมีเพียงเสียงหินก้อนเล็กๆ


 ที่ร่วงหล่นลงมาจากซากอาคารและเสียงผู้คนที่กำลังตะโกนเรียกขอความช่วยเหลืออยู่ห่างออกไปเอลีน่าหายใจถี่ขึ้นเรื่อยๆ


 หัวใจของเธอเต้นแรงจนแทบเจ็บหน้าอกแต่เธอก็ยังคงค้นหาต่อไปไม่ว่าจะต้องขุดเศษซากเหล่านั้นด้วยมือเปล่า เธอก็จะต้องหาร่างของจินโมริให้พบ


"จินโมริคุง...!อย่าบอกนะว่า..."


 น้ำเสียงของเธอเริ่มสั่นมากขึ้นเธอไม่กล้าพูดประโยคที่เหลือออกมาในตอนนั้นเอง—


"ช่างน่าประทับใจจริงๆนะครับ"

評価をするにはログインしてください。
ブックマークに追加
ブックマーク機能を使うにはログインしてください。
― 新着の感想 ―
このエピソードに感想はまだ書かれていません。
感想一覧
+注意+

特に記載なき場合、掲載されている作品はすべてフィクションであり実在の人物・団体等とは一切関係ありません。
特に記載なき場合、掲載されている作品の著作権は作者にあります(一部作品除く)。
作者以外の方による作品の引用を超える無断転載は禁止しており、行った場合、著作権法の違反となります。