คดีปริศนาแห่งผู้สูญหาย
สถานที่ เมืองเซนต์อัลเดน เขตปกครองที่เจ็ด โลกแห่งความฝัน เวลา : 08:17 น.
เสียงฝนโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าสีเทาหม่น หยดน้ำจำนวนมากกระทบลงบนพื้นถนนที่ปูด้วยหินสีดำก่อนจะไหลรวมกันเป็นสายเล็กๆตามร่องระหว่างแผ่นหิน
อาคารสูงใหญ่ซึ่งสร้างขึ้นจากสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกตั้งเรียงรายอยู่สองข้างทางบางแห่งมีปล่องควันตั้งตระหง่านเหนือหลังคาบางแห่งประดับประดาด้วยนาฬิกาทรงกลมขนาดใหญ่
และบางแห่งมีป้ายร้านค้าซึ่งเขียนด้วยตัวอักษรที่ดูแปลกตาแขวนอยู่เหนือประตูทางเข้ารถม้าหลายคันเคลื่อนผ่านถนนอย่างเชื่องช้าล้อเหล็กบดไปตามพื้นหินจนเกิดเสียงดังเป็นระยะ
ผู้คนที่เดินสวนกันต่างสวมเสื้อคลุมเพื่อป้องกันความหนาวเย็นบางคนกางร่มสีดำขณะที่บางคนเร่งฝีเท้าเพื่อหลบฝนเข้าสู่อาคารใกล้เคียงหากมองจากภายนอก
เมืองเซนต์อัลเดนก็เป็นเพียงเมืองขนาดใหญ่ที่มีความเจริญรุ่งเรืองแห่งหนึ่งเท่านั้นทว่าภายใต้ความสงบเรียบร้อยดังกล่าวกลับมีเรื่องราวประหลาดมากมายซ่อนเร้นอยู่ข่าวลือเกี่ยวกับผู้มีพลังเหนือธรรมชาติ
การหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของประชาชน ตลอดจนเหตุการณ์ผิดปกติซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ด้วยหลักเหตุผลล้วนเป็นสิ่งที่ผู้คนในเมืองแห่งนี้คุ้นเคยเป็นอย่างดีเพราะสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่โลกธรรมดาที่มนุษย์ทั่วไปเคยรู้จัก
มันคือส่วนหนึ่งของโลกแห่งความฝันโลกที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการแข่งขันระหว่างสิ่งมีชีวิตจากโลกต่างๆภายใต้กฎเกณฑ์ที่ยังไม่มีใครเข้าใจอย่างถ่องแท้
และในโลกใบนี้การมีชีวิตอยู่โดยปราศจากความระมัดระวังอาจหมายถึงการเดินเข้าไปหาความตายด้วยตนเองภายในตรอกแคบๆซึ่งอยู่ห่างจากถนนสายหลักออกไปประมาณสองช่วงตึก
ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ใต้ชายคาของอาคารเก่าเขาสวมเสื้อคลุมสีดำตัวยาวทับเสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงขายาวสีเข้มและรองเท้าหนังที่เปื้อนละอองฝนเล็กน้อย
เส้นผมสีดำของเขาปรกลงมาบริเวณหน้าผากเล็กน้อยขณะที่ดวงตาคู่นั้นกำลังจับจ้องไปยังประตูไม้บานหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ตรงหน้าเหนือประตูมีป้ายทองเหลืองเก่าๆแขวนอยู่
บนป้ายสลักข้อความเอาไว้ว่าจินโมริชายหนุ่มยกมือขึ้นจัดปกเสื้อคลุมของตนก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
"ฝนตกตั้งแต่เช้าเลยแฮะ...อากาศแบบนี้นอนอยู่บนเตียงน่าจะดีกว่าออกไปทำงานเสียอีก"
เขาพึมพำพลางเหลือบมองท้องฟ้าแม้จะพูดเช่นนั้นแต่เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะกลับเข้าไปนอนแต่อย่างใดจินโมริหยิบกุญแจออกจากกระเป๋าเสื้อก่อนจะไขประตูสำนักงานแล้วผลักเข้าไปด้านใน
เสียงกระดิ่งเหนือประตูดังขึ้นเบาๆภายในสำนักงานมีพื้นที่ไม่กว้างนักผนังด้านหนึ่งเต็มไปด้วยชั้นหนังสือและแฟ้มเอกสารเก่าๆโต๊ะทำงานไม้ตั้งอยู่กลางห้อง
บนโต๊ะมีเอกสารหลายแผ่นวางกระจัดกระจายอยู่ข้างถ้วยกาแฟที่ยังไม่ได้ล้างส่วนมุมห้องมีตู้เก็บอุปกรณ์สำหรับการสืบสวนรวมถึงกระดานไม้ขนาดใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยภาพถ่าย
และกระดาษบันทึกที่ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันด้วยเส้นด้ายสีแดงจินโมริเดินไปวางเสื้อคลุมบนพนักเก้าอี้จากนั้นจึงหย่อนตัวลงนั่งหลังโต๊ะทำงาน
เขาหยิบหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าขึ้นมาเปิดอ่านอย่างไม่รีบร้อนข่าวเกี่ยวกับอุบัติเหตุบนทางรถไฟข่าวการเปลี่ยนแปลงราคาวัตถุดิบและข่าวการจับกุมกลุ่มอาชญากรในเขตทางใต้
ล้วนปรากฏอยู่บนหน้ากระดาษจินโมริพลิกอ่านไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งสายตาหยุดลงที่ข่าวสั้น ๆ ข่าวหนึ่งบริเวณมุมล่างของหน้าที่สาม
"ตำรวจยังไม่พบเบาะแสของผู้สูญหายรายที่หกในรอบสองสัปดาห์"
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะอ่านเนื้อหาทั้งหมดอย่างละเอียดผู้สูญหายรายล่าสุดเป็นชายวัยสามสิบสองปีทำงานเป็นเสมียนในสำนักงานการค้าประจำเขตที่เจ็ด
เขาหายตัวไปเมื่อสามวันก่อนหลังจากออกจากที่ทำงานในช่วงเย็นโดยไม่มีผู้ใดพบเห็นเขาอีกเลยสิ่งที่น่าสนใจคือก่อนหน้านี้มีผู้คนหายตัวไปในลักษณะเดียวกันถึงห้าราย
และเมื่อพิจารณาจากข้อมูลที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ผู้สูญหายทั้งหมดต่างอาศัยอยู่ภายในเขตปกครองเดียวกันจินโมริวางหนังสือพิมพ์ลงช้าๆ
"หกรายในสองสัปดาห์..."
เขาพึมพำกับตนเอง
"ถ้าเป็นแค่การหายตัวไปธรรมดาตำรวจคงไม่จำเป็นต้องออกข่าวซ้ำหลายครั้งขนาดนี้"
เขาหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กออกมาจากลิ้นชัก แล้วเขียนข้อมูลที่เพิ่งอ่านลงไปอย่างเป็นระเบียบจากนั้นเขาก็ลุกขึ้นเดินไปยังกระดานไม้บนผนัง
ภาพถ่ายของผู้สูญหายทั้งหกคนถูกตรึงเอาไว้บนกระดานแม้จะมีรูปลักษณ์และอาชีพแตกต่างกันแต่ทุกคนกลับมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันอย่างน่าประหลาดพวกเขาหายตัวไปโดยไม่มีร่องรอยของการต่อสู้
ไม่มีคราบเลือดไม่มีพยานที่ยืนยันว่าเห็นคนร้าย
และไม่มีสิ่งของสำคัญใดถูกทิ้งเอาไว้ในสถานที่ซึ่งพวกเขาปรากฏตัวเป็นครั้งสุดท้ายราวกับว่าคนเหล่านั้นไม่ได้ถูกลักพาตัวแต่กลับหายไปจากโลกนี้โดยสมบูรณ์
จินโมริยืนพิจารณาภาพถ่ายทีละใบดวงตาของเขาเคลื่อนผ่านรายละเอียดเล็กๆน้อยๆบนเอกสารก่อนจะหยุดอยู่ที่แผนที่ของเขตปกครองที่เจ็ดซึ่งถูกปักหมุดเอาไว้กลางกระดาน
"บ้านของรายแรกอยู่ตรงนี้... ที่ทำงานของรายที่สองอยู่ตรงนี้ ส่วนรายที่สามหายตัวไปใกล้สถานีรถม้า"
เขาใช้ปลายนิ้วลากไปตามตำแหน่งต่างๆบนแผนที่
"ถ้าดูจากตำแหน่งที่พบเห็นพวกเขาครั้งสุดท้าย ก็ไม่น่าจะเป็นการเลือกเหยื่อแบบสุ่มทั้งหมดหรืออย่างน้อย คนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ก็อาจกำลังมองหาอะไรบางอย่าง"
จินโมริหยุดมือ
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งจินโมริหันกลับไปมองก่อนจะเหลือบดูนาฬิกาบนผนัง 08:31 น.
"เช้าขนาดนี้ ใครกันนะ?"
เขาเดินกลับไปยังประตูแล้วเปิดออกหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ด้านนอกเธอสวมเสื้อคลุมสีน้ำตาลเข้มซึ่งเปียกฝนบริเวณชายเสื้อ
เส้นผมสีดำถูกรวบเอาไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อยในมือข้างหนึ่งถือร่มสีดำส่วนอีกข้างกอดแฟ้มเอกสารเอาไว้แนบอกเมื่อเห็นจินโมริเธอก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
"คุณจินโมริใช่ไหมคะ?"
"ครับ ผมเอง"
"ดิฉันชื่อเอลีน่า เป็นเจ้าหน้าที่จากสถานีตำรวจเขตที่เจ็ดค่ะ"
หญิงสาวแสดงบัตรประจำตัวให้เขาดู ก่อนจะเก็บกลับเข้าไปในกระเป๋า
"ฉันมีเรื่องอยากขอความช่วยเหลือจากคุณ"
"ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสืบสวน ผมคงต้องขอทราบรายละเอียดก่อนนะครับ"
จินโมริเลิกคิ้วเล็กน้อย
"เป็นคดีผู้สูญหายค่ะ”"
ทันทีที่ได้ยินคำดังกล่าวสายตาของจินโมริก็เปลี่ยนไปเล็กน้อยเอลีน่าสังเกตเห็นปฏิกิริยานั้น จึงกล่าวต่อโดยไม่รอให้เขาถาม
"คุณคงอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์แล้วใช่ไหมคะ? เรื่องที่มีประชาชนหายตัวไปอย่างต่อเนื่องในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา"
"ครับ ผมเพิ่งอ่านเมื่อครู่นี้เอง"
"ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลยค่ะ เพราะฉันคิดว่าคุณน่าจะช่วยอะไรเราได้บ้าง"
จินโมริเปิดประตูให้กว้างขึ้น
"เชิญเข้ามาข้างในก่อนครับ"
เอลีน่าเดินเข้ามาในสำนักงานพลางปิดร่มแล้ววางเอาไว้ข้างประตูเธอถอดเสื้อคลุมที่เปียกฝนออกเล็กน้อยก่อนจะเดินตามเขาไปยังโต๊ะทำงานเมื่อเห็นเอกสารและภาพถ่ายบนกระดาน เธอก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
"คุณกำลังตรวจสอบคดีนี้อยู่เหรอคะ?"
"ยังไม่ได้เริ่มอย่างเป็นทางการครับ แค่สนใจข่าวเท่านั้นแต่จากข้อมูลที่ผมอ่าน มีบางอย่างไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไรนัก"
จินโมรินั่งลงบนเก้าอี้แล้วผายมือไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเอลีน่านั่งลงก่อนจะวางแฟ้มเอกสารที่ถือมาด้วยลงบนโต๊ะเธอเปิดแฟ้มออกภายในมีเอกสารหลายแผ่นพร้อมภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุ
"นั่นเป็นเหตุผลที่ฉันมาหาคุณค่ะทางตำรวจตรวจสอบคดีทั้งหกรายแล้วแต่จนถึงตอนนี้เรายังไม่พบเบาะแสที่สามารถนำไปสู่ตัวคนร้ายได้เลยค่ะ"
"เพราะไม่มีหลักฐาน?"
เอลีน่าหยุดไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังรวบรวมความคิด
"ไม่ใช่แค่นั้นค่ะ บางสถานที่ไม่มีแม้แต่ร่องรอยว่ามีใครเคยอยู่ตรงนั้นด้วยซ้ำ ทั้งที่พยานหลายคนยืนยันว่าพวกเขาเห็นผู้สูญหายอยู่ในบริเวณดังกล่าวก่อนจะหายตัวไปเพียงไม่กี่นาที”
จินโมริหยิบเอกสารแผ่นหนึ่งขึ้นมาอ่าน
"ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ไม่มีการงัดแงะ ไม่มีพยานเห็นการลักพาตัว..."
เขาพลิกเอกสารอีกหน้า
"แล้วกล้องบันทึกภาพล่ะครับ?"
"เราตรวจสอบแล้วค่ะ แต่ภาพจากกล้องบริเวณใกล้เคียงกลับมีช่วงเวลาที่ผิดปกติ"
"ผิดปกติยังไงครับ?"
"ในบางจุด ภาพจะหยุดลงประมาณสามถึงห้าวินาที ก่อนจะกลับมาทำงานตามปกติ โดยไม่มีคำอธิบายว่าเหตุใดระบบจึงขัดข้อง"
เอลีน่ามองเขาด้วยสีหน้าจริงจังภายในห้องเงียบลงทันที
"และในช่วงเวลาที่ภาพหยุดลงนั้นเอง ผู้สูญหายก็หายตัวไปค่ะ"
เสียงฝนด้านนอกยังคงดังสม่ำเสมอทว่าในความรู้สึกของจินโมริบรรยากาศกลับเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดเขาวางเอกสารลงบนโต๊ะอย่างช้าๆ
"คุณกำลังจะบอกว่า คนร้ายอาจสามารถทำให้กล้องวงจรปิดหยุดทำงานได้อย่างเจาะจงในช่วงเวลาที่ต้องการงั้นเหรอครับ?"
"นั่นเป็นหนึ่งในสมมติฐานค่ะ แต่เรายังตัดความเป็นไปได้อื่นออกไปไม่ได้"
"แล้วมีหลักฐานว่าผู้สูญหายทั้งหกรู้จักกันมาก่อนหรือเปล่าครับ?"
"จากข้อมูลที่เรามีพวกเขาไม่เคยติดต่อกันมาก่อนเลยค่ะต่างคนต่างมีอาชีพและสังคมของตนเองไม่มีความสัมพันธ์ทางครอบครัวหรือทางธุรกิจที่เชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน"
"อืม...ถ้าอย่างนั้นเรามาเริ่มจากสิ่งที่เรารู้แน่ชัดกันดีกว่าครับ"
จินโมริเอนหลังพิงเก้าอี้เล็กน้อยเขาดึงกระดาษเปล่าออกมาหนึ่งแผ่น แล้วเริ่มเขียนหัวข้อสำคัญลงไปทีละข้อ
หนึ่งผู้สูญหายทั้งหกรายอาศัยหรือทำงานอยู่ภายในเขตปกครองที่เจ็ดสองทุกคนหายตัวไปโดยไม่มีหลักฐานของการต่อสู้
สาม กล้องบันทึกภาพในบริเวณใกล้เคียงมีความผิดปกติในช่วงเวลาที่เกิดเหตุบางคดีสี่ ไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูญหายที่ได้รับการยืนยันหลังจากเขียนเสร็จ จินโมริก็วางปากกาลง
"ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าคนร้ายเป็นใคร ไม่รู้ว่าพวกเขาหายตัวไปที่ไหนและไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่าดังนั้นก่อนที่เราจะเริ่มตามหาคนร้าย ผมอยากรู้ว่ามีสิ่งใดที่เชื่อมโยงผู้สูญหายทั้งหกคนเข้าด้วยกันบ้างหรือไม่โดยเฉพาะสิ่งที่พวกเขาอาจไม่เคยบอกใคร"
เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเอลีน่าและเอลีน่าพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
"ฉันคิดเหมือนกันค่ะ และนั่นทำให้ฉันนึกถึงผู้สูญหายรายล่าสุดขึ้นมา"
เธอหยิบภาพถ่ายใบหนึ่งออกจากแฟ้มแล้วเลื่อนมาตรงหน้าจินโมริภาพนั้นเป็นภาพชายวัยกลางคนรูปร่างค่อนข้างผอมสวมแว่นตากรอบบางใบหน้าดูธรรมดาจนแทบไม่มีอะไรน่าจดจำ
"เขาชื่อ อาร์เธอร์ เวลส์ อายุสามสิบสองปีเป็นเสมียนของสำนักงานการค้าประจำเขตที่เจ็ดก่อนหายตัวไปเขาใช้ชีวิตตามปกติไม่มีประวัติอาชญากรรมและไม่มีรายงานว่าเคยมีปัญหากับใคร"
"แล้วมีอะไรผิดปกติเกี่ยวกับเขาเหรอครับ?"
จินโมริก้มลงมองภาพถ่ายเอลีน่าหยิบกระดาษอีกแผ่นออกมา
"ภรรยาของเขาให้การว่าในช่วงสามวันก่อนหายตัวไปอาร์เธอร์มีพฤติกรรมแปลกไปค่ะเขาเริ่มกลับบ้านดึกกว่าปกติและดูเหมือนจะหวาดระแวงอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลาเธอบอกว่าเขามักจะหันกลับไปมองด้านหลังขณะเดินอยู่บนถนนและบางคืนก็สะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะฝันร้าย"
"เขาพูดถึงสิ่งที่ทำให้กลัวบ้างไหมครับ?"
จินโมริขมวดคิ้ว เอลีน่าลดเสียงลงเล็กน้อย
"มีค่ะภรรยาของเขาว่าคืนก่อนที่เขาจะหายตัวไปอาร์เธอร์พูดประโยคหนึ่งซ้ำๆอยู่หลายครั้ง"
"ประโยคอะไรครับ?"
หญิงสาวมองหน้าเขา ก่อนจะตอบอย่างช้าๆ
“เขาบอกว่า...มีใครบางคนกำลังเรียกชื่อเขาจากในเงามืดค่ะ”
จินโมริเงียบไปเขาไม่ได้รีบแสดงความคิดเห็น ไม่ได้หัวเราะเยาะคำให้การดังกล่าวและไม่ได้แสดงท่าทีว่าคำพูดนั้นเป็นเพียงเรื่องไร้สาระ
เขาเพียงก้มลงมองภาพถ่ายของอาร์เธอร์อีกครั้งในโลกที่ผู้คนสามารถครอบครองพลังเหนือธรรมชาติได้ ความเป็นไปได้ที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อย่อมไม่อาจถูกปฏิเสธได้ง่ายๆ
แต่ถึงกระนั้น การเชื่อว่าทุกสิ่งเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติก็ไม่ได้ช่วยให้การสืบสวนก้าวหน้าไปไหนจินโมริหยิบปากกาขึ้นมาแล้วเขียนข้อความสั้นๆลงบนกระดาษ
สามวันก่อนหายตัวไปจากนั้นเขาก็วงข้อความดังกล่าวเอาไว้
"ผมอยากพบภรรยาของเขาครับ"
"ฉันเตรียมที่อยู่เอาไว้แล้วค่ะ แต่ก่อนหน้านั้น ฉันมีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากให้คุณดู"
เอลีน่าพยักหน้าเธอหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลออกมาจากกระเป๋าแล้ววางลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวังบนหน้าซองมีตราประทับของสถานีตำรวจ พร้อมข้อความกำกับว่า
หลักฐานจากสถานที่เกิดเหตุหมายเลข 06 จินโมริเปิดซองออก ภายในมีภาพถ่ายหลายใบ รายงานการตรวจสอบพื้นที่
และกระดาษแผ่นเล็กซึ่งถูกเก็บมาจากสถานที่ที่อาร์เธอร์หายตัวไปกระดาษแผ่นนั้นมีลักษณะเก่าและชื้นเล็กน้อยบริเวณขอบมีรอยฉีกขาดคล้ายถูกดึงออกมาจากสมุดบันทึก
บนพื้นผิวปรากฏตัวอักษรสีดำซึ่งเขียนด้วยลายมือที่ไม่สม่ำเสมอ
"อย่าตามหาฉัน หากยังต้องการมีชีวิตอยู่"
"นี่เป็นลายมือของอาร์เธอร์หรือครับ?"
จินโมริอ่านประโยคนั้นซ้ำอีกครั้ง
"เรายังยืนยันไม่ได้ค่ะ ภรรยาของเขาบอกว่าลายมือคล้ายกัน แต่เธอไม่กล้าฟันธง"
"แล้วพบกระดาษแผ่นนี้ที่ไหน?"
"ใต้โต๊ะในห้องทำงานของเขาค่ะเราตรวจสอบแล้วไม่มีใครพบเห็นเขาหลังออกจากสำนักงานแต่กระดาษแผ่นนี้กลับปรากฏอยู่ในพื้นที่ซึ่งไม่น่าจะมีความเกี่ยวกับการหายตัวไปโดยตรง"
จินโมริใช้ถุงมือหยิบกระดาษขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียดเขาสังเกตเห็นรอยกดจางๆบริเวณด้านหลังเมื่อพลิกกระดาษกลับไปอีกด้านก็พบร่องรอยของตัวอักษรที่ไม่สมบูรณ์อยู่หลายตัว
เขาขยับกระดาษเข้าใกล้แสงจากหน้าต่างตัวอักษรเหล่านั้นดูคล้ายถูกเขียนทับด้วยแรงกดจากกระดาษอีกแผ่นหนึ่งจินโมริเพ่งมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพึมพำออกมา
"นี่ไม่ใช่รอยเปื้อนธรรมดา..."
"คุณพบอะไรหรือคะ?"
เขาไม่ได้ตอบในทันทีชายหนุ่มหยิบดินสอขึ้นมาแล้วใช้ด้านข้างของไส้ดินสอถูลงบนกระดาษอีกแผ่นที่วางอยู่ด้านล่างอย่างเบามือเพื่อให้รอยกดที่ซ่อนอยู่ปรากฏชัดขึ้น
ทีละน้อยตัวอักษรจางๆก็เริ่มปรากฏขึ้นมันไม่ใช่ข้อความยาวเหยียด มีเพียงตัวเลขชุดหนึ่งกับคำสั้นๆ ซึ่งถูกเขียนเอาไว้ตรงมุมกระดาษ
21:17 — ห้องใต้ดินเอลีน่าขยับเข้ามาใกล้ทันที
"นี่มัน..."
"คุณรู้จักสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับข้อความนี้ไหมครับ?"
"ยังไม่แน่ใจค่ะ แต่ถ้าเป็นห้องใต้ดินของสำนักงานการค้า ที่นั่นมีพื้นที่เก็บเอกสารเก่าอยู่จริง"
จินโมริเงยหน้าขึ้น
"แล้วอาร์เธอร์ทำงานเกี่ยวกับเอกสารประเภทไหน?"
"เอกสารการขนส่งและการนำเข้าสินค้าค่ะ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าทั่วไปจากเมืองใกล้เคียง แต่บางครั้งก็มีเอกสารเกี่ยวกับวัตถุโบราณและสิ่งของหายากจากพื้นที่นอกเขตปกครองด้วยค่ะ"
จินโมริวางกระดาษลงบนโต๊ะอย่างช้าๆ
"ดูเหมือนว่าเราจะมีสถานที่ให้ไปตรวจสอบแล้วนะครับ"
เอลีน่าพยักหน้า ทว่าสีหน้าของเธอยังคงเต็มไปด้วยความกังวล
"ฉันต้องเตือนคุณก่อนค่ะคุณจินโมริเรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับผู้มีพลังเหนือธรรมชาติ เราไม่รู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังเป็นใครและไม่รู้ด้วยว่าพวกเขามีความสามารถแบบไหน"
"ผมเข้าใจครับ"
"ฉันไม่ได้พูดเพื่อให้คุณกลัวนะคะ แต่ถ้าคุณเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วเกิดอะไรขึ้น ทางตำรวจอาจช่วยคุณได้ไม่ทัน"
จินโมริยิ้มบางๆ
"ถ้าผมกลัวทุกครั้งที่คดีมีเรื่องเหนือธรรมชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมคงต้องปิดสำนักงานไปตั้งแต่วันแรกที่เปิดแล้วล่ะครับ"
เอลีน่ามองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมา
"คุณนี่เหมือนที่คนอื่นพูดจริงๆด้วยว่าเป็นคนที่ชอบเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่ไม่ควรยุ่งค่ะ"
"ฟังดูเหมือนคำชมเลยนะครับ"
"ฉันไม่ได้ชมค่ะ"
"ในทุกหนทุกแห่งรวมถึงโลกแห่งความฝันนี้ด้วยไม่มีสิ่งใดที่เป็นปริศนาโดยสมบูรณ์เมื่อมีคนตั้งคำถามก็ย่อมมีคนพูดคำตอบและทุกสิ่งอย่างเมื่ออยู่ต่อหน้าผมทุกสรรพสิ่งล้วนจะปราศจากความลับ"
จินโมริหัวเราะเบาๆก่อนจะเก็บเอกสารทั้งหมดลงในกระเป๋าเขาหยิบเสื้อคลุมสีดำมาสวมจากนั้นตรวจสอบสิ่งของที่จำเป็นสำหรับการสืบสวนไม่ว่าจะเป็นสมุดบันทึก
ปากกาไฟฉายขนาดเล็ และอุปกรณ์ตรวจสอบร่องรอยเบื้องต้นเมื่อเตรียมตัวเสร็จเขาก็เดินไปหยิบร่มจากข้างประตู
"เอาละครับ ไปกันเถอะ"
"ไปไหนคะ?"
"สำนักงานการค้าไงครับ”
จินโมริเปิดประตูออกไป พลางมองสายฝนที่ยังคงโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าเอลีน่าลุกขึ้นเดินตามเขาไป
"หวังว่าคุณจะคิดถูกนะคะ"
"ผมก็หวังอย่างนั้นเหมือนกันครับ"
ประตูสำนักงานปิดลงพร้อมกับเสียงกระดิ่งที่ดังขึ้นอีกครั้งท่ามกลางสายฝนชายหนุ่มทั้งสองเดินออกจากตรอกแคบๆมุ่งหน้าไปยังถนนสายหลักของเมืองเซนต์อัลเดน
พวกเขาไม่รู้เลยว่าการเดินทางไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุในเช้าวันนี้จะทำให้พวกเขาก้าวเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์ที่ใหญ่โตเกินกว่าคดีผู้สูญหายธรรมดา
และในขณะที่พวกเขากำลังเดินไปตามถนนนั้นเองบนชั้นสามของอาคารเก่าแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามมีใครบางคนกำลังยืนมองพวกเขาผ่านหน้าต่าง
ร่างนั้นสวมเสื้อคลุมสีเทาเข้มใบหน้าถูกบดบังด้วยเงามืดจนไม่อาจมองเห็นรายละเอียดได้อย่างชัดเจนเมื่อเห็นจินโมริเดินห่างออกไป บุคคลปริศนาก็ยกมือขึ้นแตะกระจกหน้าต่างเบาๆริมฝีปากใต้เงาผ้าคลุมขยับเล็กน้อย
"ในที่สุด...ก็มีคนเริ่มสืบเรื่องนี้แล้วสินะ แต่จะเป็นคนธรรมดา หรือเป็นหนึ่งในพวกที่ไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยวกันแน่?"
น้ำเสียงนั้นแผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปกับเสียงฝนบุคคลปริศนาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ
"ไม่เป็นไรหรอก...ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม"
เขาค่อยๆลดมือลง
"เมื่อถึงเวลา ทุกคนก็จะหายไปเหมือนกันหมด"
ทันใดนั้นเงามืดบริเวณใต้ฝ่าเท้าของเขาก็เคลื่อนไหวอย่างผิดธรรมชาติมันค่อยๆแผ่ขยายขึ้นไปตามผนังก่อนจะกลืนร่างของเขาเข้าไปจนหมดสิ้น
ภายในห้องเหลือเพียงหน้าต่างที่เปิดแง้มเอาไว้เล็กน้อยและรอยเปียกชื้นบนพื้นซึ่งค่อยๆจางหายไปอย่างช้าๆราวกับว่าบุคคลปริศนาผู้นั้นไม่เคยมีตัวตนอยู่ในสถานที่แห่งนี้มาก่อน
เวลา : 09:06 น สำนักงานการค้าประจำเขตที่เจ็ดตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองอาคารสามชั้นแห่งนี้สร้างขึ้นจากอิฐสีแดงเข้ม หน้าต่างกรอบไม้เรียงรายอยู่ตามแนวผนัง
ส่วนประตูทางเข้าทำจากไม้โอ๊กขนาดใหญ่ซึ่งมีตราสัญลักษณ์ของสำนักงานประดับอยู่ตรงกลางแม้จะเป็นเวลาเช้าแต่ภายในอาคารกลับมีพนักงานเดินเข้าออกอย่างต่อเนื่อง
บางคนถือเอกสารไปยังห้องทำงานบางคนกำลังสนทนาเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าขณะที่บางคนยืนรอรับเอกสารอยู่หน้าเคาน์เตอร์เมื่อจินโมริและเอลีน่าเดินเข้ามา
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็รีบเข้ามาต้อนรับ
"คุณเอลีน่า ทางสถานีตำรวจแจ้งเอาไว้แล้วครับ ห้องทำงานของคุณอาร์เธอร์ยังคงถูกเก็บรักษาไว้ตามเดิม"
"ขอบคุณค่ะ แล้วห้องใต้ดินล่ะคะ?"
“เราปิดพื้นที่เอาไว้แล้วครับไม่มีพนักงานคนใดได้รับอนุญาตให้ลงไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางตำรวจ”
"ดีค่ะ ช่วยนำทางพวกเราด้วย"
เจ้าหน้าที่พยักหน้าก่อนจะเดินนำทั้งสองคนไปยังทางเดินด้านหลังของอาคารระหว่างทางจินโมริสังเกตเห็นพนักงานหลายคนกำลังจับกลุ่มสนทนากันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เมื่อพวกเขาเห็นเอลีน่าบางคนก็รีบหันหน้าหนี ขณะที่บางคนแอบมองจินโมริด้วยความสงสัยเขาสังเกตเห็นพฤติกรรมเหล่านั้นแต่ไม่ได้หยุดถามอะไรในทันที
ไม่นานนักพวกเขาก็มาถึงประตูไม้บานหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ตรงปลายทางเดินเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหยิบกุญแจออกมาไขประตูก่อนจะผายมือให้ทั้งสองคนเข้าไป
"บันไดลงไปยังห้องใต้ดินอยู่ด้านในครับ ระวังพื้นลื่นด้วยนะครับ"
จินโมริพยักหน้าเป็นการขอบคุณก่อนจะก้าวเข้าไปในห้องกลิ่นอับชื้นลอยแตะจมูกทันทีบันไดหินทอดยาวลงไปสู่ความมืดเบื้องล่างแสงจากตะเกียงน้ำมันที่ติดตั้งอยู่ตามผนังส่องสว่างเพียงเล็กน้อย
ทำให้บริเวณส่วนลึกของห้องดูคล้ายกับถูกกลืนหายไปในเงามืดจินโมริหยิบไฟฉายออกมาเปิดใช้งานก่อนจะค่อยๆเดินลงบันไดไปทีละขั้นเมื่อถึงด้านล่างเขาพบว่าห้องใต้ดินมีขนาดใหญ่กว่าที่คิด
ชั้นวางเอกสารไม้จำนวนมากเรียงรายอยู่ตามแนวผนังกล่องเก็บของถูกวางซ้อนกันเป็นแถว และมีโต๊ะทำงานเก่าตั้งอยู่บริเวณกลางห้อง
ทุกอย่างดูเหมือนพื้นที่เก็บเอกสารธรรมดาแต่สิ่งที่ทำให้จินโมริหยุดเดินกลับเป็นกลิ่นบางอย่างซึ่งลอยปะปนอยู่ในอากาศมันไม่ใช่กลิ่นของฝุ่นหรือกระดาษเก่า
หากเป็นกลิ่นคล้ายโลหะที่ถูกทิ้งเอาไว้ในสถานที่ชื้นแฉะเป็นเวลานานเขาหันไปมองเอลีน่า
"คุณได้กลิ่นอะไรไหมครับ"
หญิงสาวสูดลมหายใจเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้า
"กลิ่นอับของห้องใต้ดินหรือเปล่าคะ?"
จินโมริไม่ได้โต้แย้งเขาเพียงเดินต่อไปยังโต๊ะทำงานกลางห้องแล้วเริ่มตรวจสอบบริเวณโดยรอบอย่างละเอียด
พื้นหินเต็มไปด้วยฝุ่นบางๆทว่าบริเวณหนึ่งกลับมีรอยลากยาวซึ่งแตกต่างจากพื้นที่ส่วนอื่นเขาคุกเข่าลง ใช้ไฟฉายส่องไปตามแนวรอยดังกล่าว
รอยนั้นทอดยาวจากใต้โต๊ะไปจนถึงชั้นวางเอกสารด้านหลัง ก่อนจะสิ้นสุดลงตรงหน้าตู้ไม้ใบหนึ่งจินโมริเอื้อมมือไปแตะพื้นเบาๆ
"รอยนี้เกิดขึ้นไม่นานนัก"
"คุณทราบได้อย่างไรคะ?"
เอลีน่าขยับเข้ามาดู
"ฝุ่นบริเวณรอยลากถูกปัดออกไปจนหมดแต่รอบข้างยังมีฝุ่นสะสมอยู่ตามปกติถ้าเป็นรอยเก่ามากฝุ่นน่าจะกลับมาสะสมในระดับใกล้เคียงกันแล้ว เว้นเสียแต่ว่าจะมีใครทำความสะอาดพื้นที่นี้เป็นพิเศษ มีใครตรวจสอบตู้ใบนี้หรือยังครับ?”
เขาเงยหน้าขึ้นมองตู้ไม้
"ยังค่ะ เราตรวจสอบเฉพาะบริเวณโต๊ะทำงานกับชั้นวางเอกสารใกล้ทางเข้าเท่านั้น"
"ถ้าอย่างนั้น ผมขอเปิดดูหน่อยนะครับ"
จินโมริลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปใกล้ตู้ไม้เขาลองจับมือจับแล้วออกแรงดึงเบาๆแต่ประตูกลับไม่ขยับ
"ล็อกอยู่เหรอครับ?"
"เจ้าหน้าที่บอกว่ากุญแจของตู้เก็บเอกสารยังอยู่กับผู้จัดการสำนักงานค่ะ"
เอลีน่าหยิบกุญแจพวงหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเธอลองใช้กุญแจสองสามดอกแต่ไม่มีดอกใดสามารถไขตู้ได้จินโมริจึงก้มลงตรวจสอบบริเวณรูกุญแจ
หลังจากพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็พบว่าขอบโลหะรอบรูกุญแจมีรอยขีดข่วนใหม่ๆอยู่หลายเส้น
"มีใครพยายามเปิดตู้ใบนี้ด้วยเครื่องมืออื่นหรือเปล่าครับ?"
"เท่าที่ฉันทราบ ไม่มีค่ะ"
เอลีน่ามองรอยขีดข่วนนั้นก่อนจะขมวดคิ้ว
"ถ้าอย่างนั้นเราคงต้องถามผู้จัดการสำนักงานดู"
จินโมริถอยออกมาหนึ่งก้าว แต่ก่อนที่เขาจะทันได้พูดอะไรต่อสายตาก็พลันเหลือบไปเห็นบางสิ่งบริเวณพื้นใต้ตู้
มันเป็นเศษกระดาษสีขาวขนาดเล็กซึ่งถูกสอดเข้าไปในช่องว่างระหว่างตู้กับพื้นหินเขาคุกเข่าลงอีกครั้งแล้วใช้ปลายปากกาค่อยๆดึงกระดาษออกมา
บนกระดาษมีข้อความเขียนด้วยหมึกสีดำ
"อย่าเปิดมัน หลังเวลา 21:17 น."
จินโมรินิ่งไปชั่วขณะเขาหันไปมองเอลีน่า ก่อนจะยื่นกระดาษให้เธอดูหญิงสาวอ่านข้อความนั้นแล้วหน้าซีดลงเล็กน้อย
"ยี่สิบเอ็ดนาฬิกาสิบเจ็ดนาที... ตัวเลขเดียวกับที่อยู่บนกระดาษของอาร์เธอร์"
"ใช่ครับ"
จินโมริเก็บกระดาษใส่ซองหลักฐานอย่างระมัดระวังจากนั้นเขาก็หันกลับไปมองตู้ไม้ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า
"ดูเหมือนว่าเราจะมาถูกทางแล้ว"
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งทว่าลึกลงไปในความคิดของเขาความสงสัยกลับเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมหากข้อความทั้งสองชิ้นมีความเกี่ยวข้องกันจริงอาร์เธอร์อาจเคยลงมาที่ห้องใต้ดินแห่งนี้ก่อนหายตัวไป
และบางทีตู้ไม้ตรงหน้าอาจเป็นสิ่งที่เขาพยายามซ่อน หรือเป็นสิ่งที่เขาหวาดกลัวจนต้องทิ้งคำเตือนไว้แต่เหตุใดเขาจึงต้องระบุเวลาเอาไว้ และเหตุใดเวลานั้นจึงต้องเป็น 21:17 น.?
จินโมริก้มมองนาฬิกาพกของตนเอง 09:24 น.
ยังเหลือเวลาอีกเกือบสิบสองชั่วโมงก่อนถึงเวลาที่ระบุไว้ในข้อความเขาเก็บนาฬิกากลับเข้ากระเป๋า ก่อนจะหันไปหาเอลีน่า
"ผมอยากตรวจสอบเอกสารทั้งหมดของอาร์เธอร์ย้อนหลังอย่างน้อยหนึ่งเดือนครับโดยเฉพาะรายการขนส่งสินค้าและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับวัตถุโบราณ"
"ได้ค่ะ ฉันจะประสานงานกับผู้จัดการให้"
"อีกอย่างหนึ่ง ผมอยากให้คุณช่วยตรวจสอบประวัติของผู้สูญหายอีกห้ารายด้วยครับ ว่าก่อนหายตัวไป พวกเขาเคยเข้ามาที่สำนักงานการค้าแห่งนี้หรือไม่"
เอลีน่าพยักหน้า
"ฉันจะรีบดำเนินการค่ะ"
จินโมริหันกลับไปมองตู้ไม้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินไปยังบันไดทางขึ้นแต่เมื่อเขาก้าวผ่านโต๊ะทำงานกลางห้องสายตากลับเหลือบไปเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่าง
เงาของโต๊ะทำงานทอดยาวไปตามพื้นหินตามทิศทางของแสงตะเกียงทว่าเงาที่อยู่ใต้โต๊ะกลับมีรูปร่างแตกต่างจากเงาของโต๊ะอย่างสิ้นเชิงมันดูคล้ายกับเงาของมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังนั่งก้มหน้าอยู่
จินโมริหยุดเดินเขาหันกลับไปมองโต๊ะทำงานอย่างช้าๆไม่มีใครอยู่ตรงนั้นมีเพียงเก้าอี้ไม้เก่าๆซึ่งตั้งอยู่ข้างโต๊ะและกองเอกสารที่วางซ้อนกันอยู่บนพื้นผิว
เขาขยับไฟฉายส่องไปยังใต้โต๊ะเงาประหลาดนั้นหายไปแล้วจินโมริยืนนิ่งอยู่หลายวินาที ก่อนจะค่อยๆลดไฟฉายลง
"คุณจินโมริ? เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?"
เสียงของเอลีน่าดังมาจากบันไดเขาหันกลับไปหาเธอ
"เปล่าครับ ไม่มีอะไร"
แม้จะตอบเช่นนั้นแต่ภายในใจของเขากลับไม่ได้คิดเช่นเดียวกันเพราะในช่วงเวลาสั้นๆที่ผ่านมาเขามั่นใจว่าเงานั้นไม่ได้เกิดจากแสงตะเกียงมันดูเหมือนมีใครบางคนกำลังนั่งอยู่ใต้โต๊ะจริงๆ
และที่สำคัญที่สุดในขณะที่เขากำลังจ้องมองเงานั้นเขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องกลับมาจากความมืดสายตาที่ไม่ควรมีอยู่ในห้องใต้ดินซึ่งไม่มีใครอื่นอยู่เลย
จินโมริสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วเดินขึ้นบันไดตามเอลีน่าไปเขายังไม่รู้ว่าคดีผู้สูญหายทั้งหกเกี่ยวข้องกับอะไรยังไม่รู้ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้เป็นใคร
และยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เขาเห็นเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตาหรือเป็นหลักฐานชิ้นแรกของสิ่งที่อยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาแน่ใจคดีนี้ไม่ได้เป็นเพียงการหายตัวไปธรรมดาอย่างแน่นอน
และหากต้องการค้นหาความจริงเขาจำเป็นต้องกลับมาที่นี่อีกครั้งโดยเฉพาะเมื่อถึงเวลา 21:17 น. เพราะบางทีสิ่งที่ซ่อนอยู่ในตู้ไม้ใบนั้นอาจเป็นคำตอบของทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก็ได้




