บทนำ ~ วันสิ้นโลก ~
ในโลกมายาพิศวงอันกว้างใหญ่ไพศาลมวลมนุษยชาติได้ค้นพบหนทางในการก้าวข้ามขีดจำกัดของเผ่าพันธุ์ตนเองมานานนับหลายยุคสมัย
สิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงตำนานเล่าขานเกี่ยวกับพลังเหนือธรรมชาติและปาฏิหาริย์อันเหลือเชื่อบัดนี้กลับกลายเป็นความจริงที่ผู้คนสามารถสัมผัสและครอบครองได้ด้วยตนเอง
ต้นกำเนิดของทุกสิ่งล้วนมาจากสิ่งที่เรียกว่า หยาดน้ำค้างศักดิ์สิทธิ์ หยาดน้ำค้างลึกลับซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษเหนือกว่าสิ่งใดในธรรมชาติมันไม่ใช่เพียงของเหลวธรรมดา
ที่สามารถพบเห็นได้ตามยอดหญ้าในยามรุ่งอรุณหากแต่เป็นสื่อกลางอันน่าอัศจรรย์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงแก่นแท้ของชีวิตมนุษย์ได้อย่างสิ้นเชิง
เมื่อมนุษย์ดื่มหยาดน้ำค้างศักดิ์สิทธิ์เข้าไป ร่างกายและจิตวิญญาณของพวกเขาจะได้รับการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งบางคนสามารถควบคุมเปลวเพลิงได้ด้วยความคิด
บางคนสามารถบิดเบือนมิติและระยะทาง บางคนสามารถสั่งการเงามืดให้กลายเป็นอาวุธ ขณะที่บางคนกลับได้รับความสามารถอันแปลกประหลาดจนยากจะอธิบายด้วยหลักเหตุผลทั่วไป
ความสามารถเหล่านั้นแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคลไม่มีมนุษย์คนใดสามารถรับประกันได้ว่าตนเองจะได้รับพลังชนิดใดและยิ่งไม่มีผู้ใดสามารถคาดเดาได้อย่างแน่นอนว่าพลังที่ได้รับจะนำพาชีวิตของตนไปสู่ความรุ่งโรจน์หรือหายนะ
อย่างไรก็ตามการดื่มหยาดน้ำค้างศักดิ์สิทธิ์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นหนทางที่แท้จริงของผู้มีพลังเหนือธรรมชาติคือการก้าวเดินไปตามเส้นทางแห่งวิวัฒนาการ
เพื่อยกระดับชีวิตของตนให้สูงส่งยิ่งขึ้นทีละขั้น จนกระทั่งสามารถก้าวข้ามขอบเขตที่มนุษย์ธรรมดาไม่อาจจินตนาการถึงได้เส้นทางแห่งวิวัฒนาการเหล่านี้ถูกแบ่งออกเป็น เก้าสายหลัก
แต่ละสายมีรากฐานความสามารถและแนวทางในการพัฒนาที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงทว่าทุกสายต่างมีหลักการพื้นฐานร่วมกันนั่นคือการเลื่อนลำดับชีวิตจากระดับต่ำไปสู่ระดับสูง
เพื่อให้ผู้ฝึกฝนสามารถปลดปล่อยพลังที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในตนเองออกมาได้มากยิ่งขึ้นผู้คนเรียกเส้นทางเหล่านี้รวมกันว่า วิถีทางของราชันย์ จุดเริ่มต้นของวิถีทางนี้คือ
ลำดับที่ 0 ซึ่งถือเป็นจุดตั้งต้นของการเปลี่ยนแปลงชีวิตและเมื่อผู้ฝึกฝนผ่านการฝึกฝนการสะสมพลังตลอดจนเงื่อนไขอันซับซ้อนของเส้นทางที่ตนเลือก
พวกเขาก็จะสามารถเลื่อนลำดับขึ้นไปทีละขั้น
ยิ่งตัวเลขของลำดับสูงขึ้นความสามารถที่ผู้ฝึกฝนครอบครองก็ยิ่งทรงพลังมากขึ้นตามไปด้วยจากมนุษย์ธรรมดาที่ต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด
พวกเขาอาจค่อยๆกลายเป็นผู้มีพลังเหนือสามัญ สามารถบดขยี้กองทัพได้ด้วยตนเองทำลายสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาหรือกระทั่งเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมโดยรอบให้เป็นไปตามเจตจำนงของตน
และเมื่อก้าวขึ้นไปถึงลำดับที่สูงส่งยิ่งกว่าเดิม ขอบเขตของพลังเหล่านั้นก็จะเริ่มหลุดพ้นจากความเข้าใจของมนุษย์ทั่วไปผู้ครอบครองลำดับสูงสุดของแต่ละเส้นทางอาจมีอำนาจยิ่งใหญ่ถึงขั้นเทียบเคียงกับเทพเจ้า
สามารถทำสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นไปไม่ได้ให้กลายเป็นความจริงและกลายเป็นตัวตนที่สิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนต้องเงยหน้ามองด้วยความหวาดเกรง
สำหรับผู้คนในโลกมายาพิศวงการได้ก้าวเดินบนวิถีทางของราชันย์จึงไม่ใช่เพียงความปรารถนาที่จะมีชีวิตยืนยาวหรือครอบครองพลังอันยิ่งใหญ่เท่านั้นหากแต่ยังเป็นหนทางในการเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตนเอง
ผู้แข็งแกร่งสามารถกำหนดชะตาของผู้อ่อนแอได้ผู้มีอำนาจสามารถเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ที่ผู้คนเคยยึดถือและผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดอาจสามารถกำหนดทิศทางของโลกทั้งใบได้ด้วยการตัดสินใจเพียงครั้งเดียว
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามนุษย์ต่างแสวงหาความแข็งแกร่งอย่างไม่หยุดยั้งบางคนทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อก้าวขึ้นสู่ลำดับที่สูงกว่า
บางคนยอมเสี่ยงอันตรายเพื่อค้นหาหยาดน้ำค้างศักดิ์สิทธิ์ที่หาได้ยากยิ่งขณะที่บางคนกลับเลือกใช้ทุกวิถีทางเพื่อแย่งชิงทรัพยากรและโอกาสจากผู้อื่น
อาณาจักรต่างๆก่อตั้งขึ้นและล่มสลายองค์กรลึกลับถือกำเนิดขึ้นจากเงามืดผู้มีพลังเหนือธรรมชาติกลายเป็นบุคคลสำคัญที่สามารถชี้นำประวัติศาสตร์ของโลก
ผู้คนเคยเชื่อมั่นว่าตราบใดที่พวกเขายังคงแสวงหาความแข็งแกร่งต่อไปอนาคตของเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็จะยังคงอยู่ในกำมือของตนเอง
ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าวันหนึ่งความพยายามทั้งหมดจะกลายเป็นเพียงเรื่องตลกร้ายที่จักรวาลมอบให้แก่สิ่งมีชีวิตอันแสนเปราะบางเหล่านี้
เพราะในขณะที่มนุษย์กำลังแข่งขันกันเพื่อก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของวิวัฒนาการ ภัยพิบัติที่ไม่มีผู้ใดสามารถหยุดยั้งได้กลับกำลังคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบงัน
และเมื่อมันปรากฏตัวขึ้นโลกทั้งใบก็ไม่ต่างอะไรจากมดปลวกตัวเล็กๆที่กำลังเผชิญหน้ากับการเหยียบย่ำของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาในช่วงแรกไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าเหตุการณ์ผิดปกติเหล่านี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อใด
มันอาจเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้าหรือบางทีอาจเป็นภัยพิบัติที่เริ่มก่อตัวขึ้นมานานนับศตวรรษเพียงแต่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดสามารถสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ทันเวลา
สัญญาณเตือนภัยปรากฏขึ้นตามสถานที่ต่างๆ ทั่วโลกท้องฟ้าที่เคยกว้างใหญ่ไพศาลเริ่มเกิดรอยแตกร้าวประหลาดราวกับมีใครบางคนใช้มือที่มองไม่เห็นกรีดลงบนผืนผ้าใบสีน้ำเงินเข้ม แสงสว่างจากดวงดาวส่องผ่านรอยแยกเหล่านั้นเข้ามา
พร้อมกับเผยให้เห็นภาพของสถานที่ซึ่งไม่ควรปรากฏอยู่บนท้องฟ้าของโลกบางแห่งเป็นโลกที่ปกคลุมด้วยทะเลเพลิงบางแห่งเป็นดาวเคราะห์สีดำที่ไม่มีแสงสว่างแม้แต่น้อย
บางแห่งมีดวงดาวขนาดมหึมาหมุนวนอยู่ท่ามกลางอวกาศที่บิดเบี้ยวและบางแห่งกลับดูคล้ายกับโลกที่มนุษย์คุ้นเคยทว่าเมื่อพิจารณาอย่างละเอียดก็จะพบว่ามีบางสิ่งผิดแผกไปจากความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง
ในตอนแรกผู้คนต่างคิดว่าภาพเหล่านั้นเป็นเพียงปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่ยังไม่สามารถอธิบายได้บรรดานักวิทยาศาสตร์พยายามรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ความผิดปกติที่เกิดขึ้น
ขณะที่ผู้มีพลังเหนือธรรมชาติจากองค์กรต่างๆก็เริ่มออกตรวจสอบพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบแต่ไม่นานนักความจริงอันน่าสะพรึงกลัวก็ถูกเปิดเผยออกมา
สิ่งที่มนุษย์มองเห็นผ่านรอยแตกร้าวเหล่านั้นไม่ใช่ภาพลวงตาพวกมันคือโลกอื่นที่มีอยู่จริง
โลกนับไม่ถ้วนซึ่งกระจัดกระจายอยู่ภายในจักรวาลเดียวกัน
กำลังเคลื่อนที่เข้าหากันด้วยความเร็วที่ไม่อาจจินตนาการได้ราวกับมีแรงดึงดูดลึกลับบางอย่างกำลังบังคับให้โลกทุกใบมุ่งหน้าไปยังจุดหมายเดียวกัน
ไม่ว่าจะเป็นโลกที่มีอารยธรรมรุ่งเรืองโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตประหลาดโลกที่มีอารยธรรมเวทมนตร์หรือโลกที่ดำรงอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ทางธรรมชาติแตกต่างจากโลกมนุษย์
ทุกสิ่งต่างกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่การชนกันครั้งใหญ่
ไม่มีข้อยกเว้น ไม่มีเส้นทางหลบหนีและไม่มีใครรู้ว่าปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจากอะไรเมื่อโลกใบแรกเริ่มเข้าใกล้ โลกทั้งใบก็สั่นสะเทือนราวกับถูกมือยักษ์เขย่าอย่างรุนแรง
แผ่นดินแยกออกเป็นร่องลึกมหาสมุทรยกตัวสูงขึ้นเป็นกำแพงน้ำมหึมา ภูเขาถล่มลงมาจากแรงสั่นสะเทือน ขณะที่อาคารสูงระฟ้าพังทลายลงมาราวกับสร้างขึ้นจากกระดาษ
ผู้คนพากันวิ่งหนีอย่างไร้ทิศทางเสียงสัญญาณเตือนภัยดังก้องไปทั่วเมืองเสียงเครื่องยนต์ของยานพาหนะที่พยายามหลบหนีดังปะปนกับเสียงร้องไห้ของเด็ก
เสียงตะโกนเรียกหาสมาชิกในครอบครัวและเสียงอาคารที่พังถล่มลงมาอย่างต่อเนื่องบนถนนสายหนึ่งชายคนหนึ่งอุ้มลูกสาวตัวน้อยเอาไว้แนบอก พลางวิ่งฝ่าฝูงชนที่กำลังแตกตื่น
"พ่อครับ! นั่นมันอะไร!"
เด็กชายคนหนึ่งชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้าดวงตาของเขาเบิกกว้างเมื่อเห็นเงาขนาดมหึมากำลังบดบังแสงอาทิตย์บิดาของเขาหยุดชะงักไปชั่วขณะ
เหนือศีรษะของพวกเขาโลกอีกใบหนึ่งกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้จนสามารถมองเห็นรายละเอียดของพื้นผิวได้อย่างชัดเจนภูเขาที่ทอดตัวยาวสุดสายตามหาสมุทรที่สะท้อนแสงประหลาด
และเมฆสีดำซึ่งปกคลุมท้องฟ้าของโลกใบนั้น ล้วนปรากฏอยู่เบื้องบนราวกับเป็นภาพสะท้อนของความพินาศที่กำลังจะมาถึง
"อย่ามอง! วิ่งต่อไป!"
ชายคนนั้นตะโกนออกมาก่อนจะดึงลูกชายให้วิ่งไปข้างหน้าอย่างสุดกำลังแต่เขารู้ดีอยู่แก่ใจว่า ต่อให้วิ่งเร็วเพียงใดพวกเขาก็ไม่มีวันหนีพ้นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
เพราะหากโลกสองใบพุ่งชนกันจริงๆต่อให้เป็นผู้มีพลังเหนือธรรมชาติที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ก็อาจไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้นับประสาอะไรกับมนุษย์ธรรมดาที่ไม่มีพลังใดๆเลย
ในอีกฟากหนึ่งของเมืองกลุ่มผู้มีพลังเหนือธรรมชาติกำลังพยายามสร้างแนวป้องกันขนาดใหญ่พวกเขาระดมพลังทั้งหมดที่มีเพื่อกางม่านพลังเหนือพื้นที่ซึ่งยังคงมีผู้คนติดค้างอยู่
แสงสว่างหลากสีพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าพลังอันน่าอัศจรรย์จากเส้นทางวิวัฒนาการทั้งเก้าสายถูกปลดปล่อยออกมาอย่างไม่ยั้งมือผู้ใช้พลังเพลิงสร้างกำแพงไฟเพื่อสกัดกั้นเศษซากที่ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า
ผู้ใช้พลังที่เกี่ยวข้องกับมิติพยายามบิดเบือนพื้นที่โดยรอบเพื่อเบี่ยงเบนทิศทางของวัตถุที่กำลังพุ่งเข้ามาส่วนผู้มีความสามารถในการป้องกันก็ร่วมกันสร้างเกราะพลังงานครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่
เพื่อยื้อเวลาให้ผู้คนหลบหนีออกไปได้มากที่สุด
ทว่าความพยายามทั้งหมดกลับดูเล็กจ้อยอย่างน่าเวทนา เมื่อเทียบกับขนาดของโลกที่กำลังเคลื่อนเข้ามา
"เป็นไปไม่ได้..."
ชายชราคนหนึ่งพึมพำออกมาขณะยืนมองข้อมูลจากอุปกรณ์ตรวจวัดที่อยู่ตรงหน้าเขาเป็นผู้มีพลังระดับสูงซึ่งผ่านประสบการณ์อันตรายมานับไม่ถ้วนตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาเคยเห็นภัยพิบัติมาแล้วหลายรูปแบบ
เคยเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตที่สามารถทำลายเมืองได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวและเคยต่อสู้กับศัตรูที่ผู้คนทั่วไปเรียกขานว่าอสูรกายแต่ไม่มีสิ่งใดที่เขาเคยพบเจอจะสามารถเทียบเคียงกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ได้เลย
"นี่ไม่ใช่การเคลื่อนตัวตามธรรมชาติ...มีบางอย่างกำลังบังคับให้โลกเหล่านี้พุ่งเข้าหากัน"
"ถ้าอย่างนั้นเราจะทำอย่างไรดีครับ?"
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ชายชราไม่ได้ตอบในทันทีเขาเพียงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าก่อนจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
"...มีแต่ต้องหนี..."
"อะไรนะครับ!?"
"ฉันบอกให้หนีไปให้ไกลที่สุด หนีไปเรื่อยๆ!"
ชายชราตะโกนสุดเสียง
"ต่อให้เราระดมกำลังทั้งหมดของโลกนี้ ต่อให้ผู้แข็งแกร่งทุกคนร่วมมือกัน ก็ไม่มีทางหยุดยั้งการชนกันของโลกได้! นี่ไม่ใช่ศัตรูที่เราจะสามารถเอาชนะด้วยพลังเพียงอย่างเดียว!"
ทันทีที่คำพูดนั้นสิ้นสุดลงแสงสว่างอันเจิดจ้าก็ปรากฏขึ้นเหนือขอบฟ้าโลกอีกใบหนึ่งพุ่งชนเข้ากับโลกของพวกเขาเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วจักรวาล
พื้นดินใต้ฝ่าเท้าแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆภูเขาขนาดมหึมาถูกแรงกระแทกบดขยี้จนกลายเป็นเศษหิน มหาสมุทรถูกยกตัวขึ้นสูงเหนือชั้นบรรยากาศ
และท้องฟ้าทั้งผืนก็พลันเปลี่ยนสีราวกับโลกกำลังถูกเผาผลาญจากภายในผู้คนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงไม่ทันแม้แต่จะส่งเสียงร้องร่างกายของพวกเขาถูกกลืนหายไปในแสงสว่างอันไร้ขอบเขต
ม่านพลังที่ผู้มีพลังเหนือธรรมชาติร่วมกันสร้างขึ้นแตกสลายลงในพริบตาราวกับเป็นเพียงกระจกบางๆที่ถูกค้อนยักษ์ทุบทำลายไม่มีการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่
ไม่มีปาฏิหาริย์ที่จะช่วยพลิกสถานการณ์มีเพียงความพินาศที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเสียงกรีดร้องของสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับจุดจบของตนเอง
โลกหนึ่งพังทลายลงจากนั้นก็เป็นอีกโลกหนึ่ง
และอีกโลกหนึ่งโลกนับไม่ถ้วนซึ่งครั้งหนึ่งเคยดำรงอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์และประวัติศาสตร์ของตนเองต่างถูกบดขยี้จากการชนกันอย่างไม่หยุดยั้ง
อารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่ใช้เวลาหลายล้านปีในการสร้างสรรค์นั้นหายไปภายในชั่วพริบตาอาณาจักรที่เคยปกครองโดยราชันย์ผู้ทรงอำนาจถูกทำลายจนไม่เหลือแม้แต่ซากปรักหักพัง
สิ่งมีชีวิตที่เคยเชื่อมั่นว่าตนเองเป็นผู้ปกครองโลกต้องตายลงโดยไม่อาจแม้แต่จะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นไม่ว่าพวกเขาจะมีพลังมากเพียงใดไม่ว่าจะอยู่ในลำดับใดของวิถีทางราชันย์ สุดท้ายแล้วทุกคนก็ต้องเผชิญหน้ากับภัยพิบัติเดียวกัน
ความแข็งแกร่งที่เคยทำให้พวกเขาภาคภูมิใจกลับไม่อาจปกป้องสิ่งใดได้เลยในห้วงเวลาที่จักรวาลกำลังล่มสลายมนุษย์จำนวนมากต่างคุกเข่าลงกับพื้นบ้างร่ำไห้เรียกหาบิดามารดาบ้างกอดสมาชิกในครอบครัวเอาไว้แน่น
ขณะที่บางคนเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าด้วยแววตาว่างเปล่าพวกเขาต่างมีความปรารถนามีความฝันมีคนที่รักมีอนาคตที่อยากไขว่คว้าแต่ทั้งหมดนั้นกำลังจะกลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความทรงจำที่ไม่มีวันเหลือผู้ใดมารำลึกถึง
และในที่สุดโลกมายาพิศวงซึ่งเคยเต็มไปด้วยชีวิตก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงชะตากรรมของตนเองได้อีกต่อไปพื้นผิวของโลกแตกออกเป็นรอยแยกขนาดมหึมา
ทวีปทั้งหลายเคลื่อนตัวออกจากตำแหน่งเดิม มหาสมุทรถูกฉีกกระชากจนเกิดเป็นกระแสน้ำวนขนาดใหญ่ขณะที่ชั้นบรรยากาศถูกแรงกระแทกบิดเบือนจนไม่อาจรักษารูปร่างเดิมเอาไว้ได้
ดวงอาทิตย์และดวงดาวที่เคยส่องแสงอยู่บนท้องฟ้าค่อยๆถูกบดบังด้วยเศษซากของโลกนับไม่ถ้วนความมืดเข้าปกคลุมทุกสิ่งในชั่วขณะสุดท้ายก่อนที่โลกทั้งใบจะพังทลายลงอย่างสมบูรณ์
เสียงร้องขอความช่วยเหลือของผู้คนก็ค่อยๆเลือนหายไปเสียงระเบิดเงียบลงเสียงกรีดร้องดับสูญแม้แต่กฎเกณฑ์ที่เคยใช้ควบคุมการดำรงอยู่ของสรรพสิ่งก็เริ่มสูญเสียความหมายไปพร้อมกับจักรวาลที่กำลังพังทลาย
ทุกสิ่งจบสิ้นลงแล้วจักรวาลทั้งปวง...พินาศสิ้น
"...เฮ้อ..."
ท่ามกลางความว่างเปล่าที่ไม่มีแสงสว่างไม่มีเสียงและไม่มีแม้แต่กาลเวลาซึ่งสามารถใช้วัดการเปลี่ยนแปลงได้เสียงถอนหายใจอันแผ่วเบากลับดังขึ้นอย่างไม่สมควรจะเกิดขึ้น
เสียงนั้นฟังดูเหนื่อยหน่ายคล้ายกับเสียงของใครบางคนที่กำลังมองดูเหตุการณ์ซึ่งตนเองเคยพบเห็นมานับครั้งไม่ถ้วน
"โลกใบหนึ่งถือกำเนิดขึ้น โลกใบหนึ่งเจริญรุ่งเรือง แล้วสุดท้ายก็ถึงคราวล่มสลาย..."
เสียงนั้นกล่าวต่อไปอย่างเชื่องช้า
"ไม่ว่าจะผ่านไปนานเพียงใด ทุกสิ่งก็ยังคงดำเนินไปในลักษณะเดิมอยู่เสมอ"
ไม่มีผู้ใดตอบกลับแน่นอนว่าในสถานที่ซึ่งปราศจากทุกสิ่งเช่นนี้ย่อมไม่มีผู้ใดเหลืออยู่เพื่อรับฟังคำพูดของเขา
"ความรุ่งโรจน์นำไปสู่ความทะเยอทะยาน ความทะเยอทะยานนำไปสู่ความขัดแย้ง และความขัดแย้งก็นำมาซึ่งการทำลายล้าง..."
น้ำเสียงนั้นไม่ได้แสดงความโกรธแค้นหรือความเศร้าโศกอย่างชัดเจนหากแต่มีความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นแฝงอยู่มันคล้ายกับความเบื่อหน่ายของผู้ที่เฝ้ามองการเกิดและดับของสรรพสิ่งมาเป็นเวลานานเกินกว่าที่สิ่งมีชีวิตทั่วไปจะจินตนาการได้
"โลกไม่เคยจีรัง จักรวาลก็เช่นเดียวกันต่อให้สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นพยายามดิ้นรนเพียงใดสุดท้ายพวกเขาก็ยังคงต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อยู่ดี"
หลังจากกล่าวเช่นนั้นเขาก็เงียบไปชั่วครู่จากนั้นเสียงหัวเราะแผ่วเบาก็ดังขึ้น
"แต่ถึงกระนั้น...การได้เห็นสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอด ก็ยังเป็นภาพที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย"
ทันใดนั้นน้ำเสียงของเขาก็เปลี่ยนไปความอ่อนโยนที่เคยปรากฏอยู่เพียงเล็กน้อยพลันจางหายไปราวกับม่านบางๆซึ่งถูกมือที่มองไม่เห็นฉีกกระชากออกเผยให้เห็นความรู้สึกอันยากจะหยั่งถึงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
"เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ถึงเวลาแล้วสินะ"
ความว่างเปล่าโดยรอบเริ่มสั่นไหวไม่มีแสงสว่างปรากฏขึ้นแต่กลับมีความรู้สึกบางอย่างแผ่กระจายออกไปทั่วบริเวณราวกับตัวตนซึ่งกำลังพูดอยู่มิได้เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่ดำรงอยู่ภายในจักรวาล
หากแต่เป็นสิ่งที่สามารถยืนอยู่เหนือขอบเขตของการดำรงอยู่ทั้งหมดได้เสียงของเขาดังขึ้นอีกครั้ง
"ด้วยพระกรุณาอันสูงสุด ด้วยความปิติยินดีท่ามกลางความเสื่อมทราม ด้วยความสกปรกโสโครกและความอัปลักษณ์ ด้วยความมืดมิดที่กลืนกินทุกสรรพสิ่ง..."
ถ้อยคำเหล่านั้นฟังดูคล้ายบทสวดอันศักดิ์สิทธิ์ ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความรู้สึกประหลาดที่ทำให้ผู้ใดก็ตามซึ่งได้ยินต้องรู้สึกราวกับจิตวิญญาณของตนกำลังถูกบางสิ่งจับจ้องอยู่จากอีกฟากหนึ่งของความเป็นจริง
"จงตื่นขึ้นเถิด สิ่งที่หลับใหลอยู่เบื้องหลังม่านแห่งความมืด"
ความว่างเปล่าสั่นสะเทือนรุนแรงขึ้น
"จงลืมตาตื่นขึ้นจากนิทราอันยาวนาน และทอดสายตาลงมายังโลกที่กำลังรอคอยการมาถึงของท่าน"
ไม่มีใครทราบว่าคำพูดเหล่านั้นมีความหมายอย่างไรไม่มีใครรู้ว่ามันเป็นการเรียกขานการอธิษฐานหรือพิธีกรรมบางอย่างที่ดำรงอยู่มาตั้งแต่ก่อนกำเนิดจักรวาล
แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนก็คือทุกถ้อยคำที่ถูกเปล่งออกมาล้วนทำให้ความว่างเปล่ารอบด้านเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อยราวกับว่าตัวตนที่กำลังกล่าวคำเหล่านั้นมีอำนาจในการบังคับให้สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นกลายเป็นความจริง
"ขอแสดงความเคารพต่อผู้เลี้ยงแกะผู้ยิ่งใหญ่..."
เสียงนั้นต่ำลงจนแทบกลายเป็นเสียงกระซิบ
"ข้าขอน้อมศีรษะต่อการเสด็จมาของท่าน และขอสังเวยลูกแกะบาปหนาทั้งหมด เพื่อเป็นเครื่องบรรณาการต้อนรับการจุติของ..."
เขาหยุดเว้นจังหวะแม้จะไม่มีผู้ใดมองเห็น แต่ราวกับว่าในห้วงเวลานั้นตัวตนผู้กล่าวคำสวดกำลังเงยหน้าขึ้นมองบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะบรรยายด้วยภาษาใดๆจากนั้นเขาก็เอ่ยคำสุดท้ายออกมา
"เทพเจ้า!!!"
สิ้นเสียงตะโกน ความว่างเปล่าก็พลันเงียบงันลงอย่างสมบูรณ์และในความเงียบงันนั้นเอง สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นก็ได้เกิดขึ้นแล้ว
ไม่มีใครทราบว่าผ่านไปนานเท่าใดหลังจากจักรวาลพินาศสิ้นบางทีอาจเป็นเพียงชั่วพริบตา หรือบางทีอาจยาวนานนับล้านปี เพราะในสถานที่ซึ่งไม่มีแม้แต่กาลเวลา
คำว่าอดีตปัจจุบันและอนาคตย่อมสูญเสียความหมายไปโดยสิ้นเชิงทว่าในที่สุดบางสิ่งก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่า
มันเริ่มต้นจากจุดเล็กๆซึ่งแทบไม่อาจสังเกตเห็นได้ ก่อนที่จุดนั้นจะค่อยๆขยายตัวออกกลายเป็นแสงสว่างอันนุ่มนวลที่แผ่กระจายไปทั่วบริเวณ
ภายในแสงสว่างนั้นมีร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งปรากฏขึ้นเขายืนอยู่อย่างสงบนิ่งท่ามกลางความมืดมิดที่ไร้ขอบเขตเสื้อผ้าบนร่างกายดูเรียบง่าย
ไม่ได้มีเครื่องประดับอันหรูหราไม่ได้สวมมงกุฎที่แสดงถึงฐานะสูงส่งและไม่ได้ถืออาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถทำลายโลกได้ในพริบตา
หากพิจารณาเพียงรูปลักษณ์ภายนอกเขาก็ดูไม่ต่างจากชายหนุ่มธรรมดาคนหนึ่งแต่ความธรรมดานั้นกลับเป็นสิ่งที่น่าประหลาดที่สุดเพราะสถานที่แห่งนี้ควรจะปราศจากสิ่งมีชีวิตโดยสิ้นเชิง
แม้แต่เทพเจ้าที่เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ปกครองจักรวาลก็ไม่ควรเหลืออยู่หลังจากการพินาศครั้งใหญ่ทว่าชายหนุ่มผู้นี้กลับยืนอยู่ที่นี่อย่างเป็นธรรมชาติ
ราวกับว่าความว่างเปล่าทั้งหมดเป็นเพียงสถานที่ธรรมดาซึ่งเขาสามารถเดินทางผ่านไปมาได้ตามต้องการเขากวาดสายตามองไปรอบๆ
"อืม..."
ชายหนุ่มส่งเสียงในลำคอ ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อยราวกับเพิ่งนึกบางสิ่งขึ้นมาได้
"ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะจบลงแล้วสินะ"
เขาพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆจนแทบไม่เข้ากับสถานการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นจากนั้นชายหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นริมฝีปากเผยรอยยิ้มบางเบา
"หรือบางที...มันอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นก็ได้"
ไม่มีใครทราบว่าเขาเป็นใครเป็นพระเจ้าผู้สร้างจักรวาลเป็นตัวตนเหนือธรรมชาติที่อยู่เหนือเทพเจ้าทั้งปวงหรือเป็นสิ่งมีชีวิตบางประเภทที่ไม่อาจจัดอยู่ในหมวดหมู่ใดได้เลย
แต่ถ้าจะให้ผู้คนซึ่งยังคงหลงเหลืออยู่ในจักรวาลแห่งนี้คาดเดาพวกเขาคงต้องคิดว่าเขาเป็นพระเจ้าอย่างแน่นอนอันที่จริงหากพิจารณาจากสถานการณ์ในขณะนี้แล้ว
ต่อให้มีใครเรียกเขาว่าพระผู้สร้างแห่งสรรพสิ่ง ก็คงไม่มีผู้ใดกล้าปฏิเสธคำเรียกนั้นอย่างไรก็ตามชายหนุ่มกลับส่ายศีรษะเล็กน้อยคล้ายกับกำลังปฏิเสธความคิดบางอย่างที่ผุดขึ้นมาในใจ
"อา...ไม่ใช่หรอก"
เขายกมือขึ้นเกาศีรษะด้วยท่าทางสบายๆ
"ถ้าจะพูดให้ถูกต้องก็คงต้องเรียกว่า..."
ชายหนุ่มหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมา
“พระพุทธเจ้าต่างหากล่ะ”
ทันทีที่คำพูดนั้นสิ้นสุดลงความว่างเปล่าโดยรอบก็พลันสั่นไหวเล็กน้อยไม่อาจทราบได้ว่าการสั่นไหวนั้นเกิดจากอำนาจของเขา
หรือเป็นเพียงปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่อชื่อเรียกอันยิ่งใหญ่ดังกล่าวถูกเปล่งออกมาในสถานที่แห่งนี้แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ชายหนุ่มก็ไม่ได้สนใจเรื่องนั้นแม้แต่น้อย
เขาเพียงยืนอยู่ท่ามกลางความมืด แล้วทอดสายตามองไปยังสถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งของจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล
"ทุกคนคงกำลังสงสัยสินะว่าเหตุใดเรื่องทั้งหมดจึงต้องจบลงเช่นนี้"
น้ำเสียงของเขาดังก้องไปทั่วความว่างเปล่า แม้จะไม่มีผู้ใดอยู่ตรงนั้นเพื่อรับฟัง
"เหตุใดโลกมากมายจึงต้องพุ่งเข้าหากัน เหตุใดอารยธรรมที่รุ่งเรืองจึงต้องพังทลายและเหตุใดสิ่งมีชีวิตทั้งหลายจึงต้องสูญเสียทุกสิ่งที่ตนเองพยายามปกป้อง"
เขาหลับตาลงชั่วครู่
"คำตอบของคำถามเหล่านั้น...ไม่จำเป็นต้องมีความหมายสำหรับพวกท่านอีกต่อไปแล้ว"
จากนั้นเขาก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง
"เพราะสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ พวกท่านยังมีโอกาสครั้งใหม่"
คำพูดดังกล่าวเปรียบเสมือนเสียงระฆังที่ดังก้องขึ้นภายในความเงียบงัน โอกาสครั้งใหม่? หลังจากจักรวาลพินาศสิ้นไปแล้ว ยังจะมีโอกาสครั้งใหม่ได้อย่างไร?
โลกทุกใบล้วนถูกทำลายอารยธรรมทั้งปวงสูญสิ้น แม้แต่สิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดก็ไม่อาจหลีกหนีชะตากรรมของตนเองได้ แล้วจะมีสิ่งใดเหลืออยู่ให้เริ่มต้นใหม่อีก?
ชายหนุ่มราวกับสามารถรับรู้คำถามเหล่านั้นได้ แม้จะไม่มีใครเอ่ยถามออกมาเขายกมือข้างหนึ่งขึ้นเล็กน้อยทันใดนั้นความมืดมิดอันไร้ขอบเขตก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง
"เราจะให้โอกาสพวกท่านอีกครั้งหนึ่ง"
น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นเล็กน้อย
"ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ ผู้มีพลังเหนือธรรมชาติ หรือสิ่งมีชีวิตจากโลกอื่นที่เคยดำรงอยู่ภายในจักรวาลนี้ หากพวกท่านยังสามารถรับรู้และเข้าใจถ้อยคำของเราได้ ก็จงรับฟังให้ดี"
แสงสว่างจุดเล็กๆปรากฏขึ้นรอบตัวเขาจุดแสงเหล่านั้นเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งความมืดที่เคยไร้ขอบเขตเริ่มเต็มไปด้วยประกายระยิบระยับ
"เราจะสร้างสถานที่แห่งหนึ่งขึ้นมา สถานที่ซึ่งแตกต่างจากโลกที่พวกท่านเคยรู้จัก และแตกต่างจากจักรวาลที่พวกท่านเคยอาศัยอยู่"
ชายหนุ่มค่อยๆกางแขนออก
"สถานที่แห่งนั้นจะเป็นสนามสำหรับการแข่งขันครั้งใหม่ เป็นโลกที่พวกท่านจะสามารถต่อสู้ แสวงหาความแข็งแกร่ง และพิสูจน์คุณค่าของตนเองได้อีกครั้ง"
เขาหยุดไปชั่วขณะ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นยิ่งขึ้นทันทีที่ชื่อดังกล่าวถูกเอ่ยออกมา จุดแสงทั้งหมดก็เริ่มหมุนวนเข้าหากันอย่างรวดเร็ว
พวกมันรวมตัวกันเป็นวงแหวนขนาดมหึมา ก่อนจะขยายออกไปทุกทิศทาง ราวกับกำลังสร้างโครงร่างของโลกใบใหม่ขึ้นจากความว่างเปล่า
"โลกมายาพิศวงแห่งนี้พวกท่านจะได้รับโอกาสในการเข้าไปยังโลกแห่งความฝัน และต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตจากโลกอื่นที่เข้าร่วมการแข่งขันเช่นเดียวกัน"
ชายหนุ่มกล่าวต่อ
"ที่นั่นพวกท่านจะต้องใช้ความสามารถสติปัญญาและทุกสิ่งที่ตนเองมีเพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้จากโลกอื่นๆไม่ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับผู้ใดหรือพบเจอกับอันตรายมากมายเพียงใดผู้ที่จะได้รับสิทธิ์ในการครอบครองรางวัลสูงสุดจะต้องเป็นผู้ที่สามารถก้าวข้ามการแข่งขันทั้งหมดไปได้"
เขายกนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว ราวกับกำลังเน้นย้ำประเด็นสำคัญรอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายหนุ่ม
"และสำหรับโลกที่ได้รับชัยชนะ...เราจะมอบอัญมณีสีครามให้เป็นรางวัล"
เมื่อชื่อของรางวัลถูกเอ่ยออกมาแสงสว่างที่หมุนวนอยู่รอบตัวเขาก็พลันเปลี่ยนเป็นสีครามอันงดงามประกายแสงเหล่านั้นเปล่งประกายราวกับดวงดาวที่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากท้องทะเลลึก
สีของมันบริสุทธิ์และลึกลับจนยากจะละสายตา
"อัญมณีสีครามเป็นสิ่งพิเศษที่สามารถมอบพรให้แก่ผู้ครอบครองได้"
ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายราวกับกำลังพูดถึงสิ่งของธรรมดาชิ้นหนึ่ง
"ไม่ว่าจะเป็นความมั่งคั่ง ความแข็งแกร่งอายุขัยที่ยืนยาว การฟื้นคืนสิ่งที่สูญเสียไปหรือแม้แต่ความปรารถนาที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้อัญมณีสีครามก็สามารถใช้เป็นสื่อกลางในการร้องขอพรจากเราได้"
เขาหยุดพูดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวเสริม
"แน่นอนว่า พรที่ได้รับจะขึ้นอยู่กับคำขอของผู้ครอบครองและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับความปรารถนานั้น"
จากนั้นเขาก็ลดมือลง
"แต่มีสิ่งหนึ่งที่พวกท่านควรจดจำเอาไว้ให้ดี"
บรรยากาศโดยรอบพลันเงียบสงัดแม้แต่ประกายแสงที่หมุนวนอยู่รอบตัวชายหนุ่มก็ราวกับชะลอการเคลื่อนไหวลงชั่วขณะเขากล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ
"ชัยชนะจะเป็นของผู้ที่สามารถคว้ามันมาได้เท่านั้นเราไม่ได้รับประกันว่าทุกคนจะสามารถเอาชีวิตรอดได้ไม่ได้สัญญาว่าผู้เข้าร่วมทุกคนจะได้รับรางวัลและไม่ได้มอบสิทธิ์ให้ผู้ใดสามารถหลีกเลี่ยงการแข่งขันนี้ได้ตามใจชอบ"
รอยยิ้มบนใบหน้าของเขายังคงไม่เปลี่ยนแปลง
หากต้องการพรจากอัญมณีสีครามก็จงต่อสู้เพื่อมันหากต้องการเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของโลกตนเองก็จงแสดงให้เห็นว่าพวกท่านมีความสามารถมากพอที่จะคว้าชัยชนะมาได้"
ชายหนุ่มเว้นช่วงเล็กน้อยก่อนจะกล่าวประโยคสุดท้าย
"ส่วนผู้ที่จะได้ครอบครองอัญมณีสีครามนั้น...เราจะเป็นผู้ตัดสินเมื่อการแข่งขันสิ้นสุดลง"
หลังจากคำพูดเหล่านั้นจบลงความว่างเปล่าก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรงแสงสว่างสีครามนับไม่ถ้วนพุ่งออกมาจากบริเวณโดยรอบของชายหนุ่ม
ก่อนจะรวมตัวกันเป็นมวลพลังงานขนาดมหึมา
มวลพลังงานนั้นขยายตัวออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดก่อรูปเป็นพื้นผิวอันกว้างใหญ่ไพศาลซึ่งทอดยาวออกไปจนเกินกว่าที่สายตาจะสามารถมองเห็นได้
มันไม่ได้มีลักษณะเหมือนดาวเคราะห์ทั่วไปไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างพื้นดินกับท้องฟ้า ไม่มีดวงอาทิตย์ที่สามารถใช้ระบุทิศทางและไม่มีมหาสมุทรธรรมดาที่มีขอบเขตจำกัดเมื่อมองจากระยะไกล
สถานที่แห่งนั้นกลับมีรูปลักษณ์คล้ายกับกาแล็กซีขนาดย่อมที่ถูกสร้างขึ้นจากโลกทั้งใบผืนแผ่นดินทอดตัวยาวราวกับไม่มีจุดสิ้นสุดกลุ่มดาวนับไม่ถ้วนกระจายตัวอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ
ขณะที่หมู่เมฆและกระแสพลังงานหลากสีเคลื่อนผ่านท้องฟ้าซึ่งดูคล้ายกับห้วงอวกาศอันไร้ขอบเขตโลกขนาดมหึมาหลายใบปรากฏขึ้นตามบริเวณต่างๆ
บางใบมีพื้นผิวเป็นทะเลทรายสีทองบางใบเต็มไปด้วยป่าไม้โบราณที่มีต้นไม้สูงเสียดฟ้าบางใบปกคลุมด้วยหิมะและน้ำแข็งตลอดทั้งปีส่วนบางใบกลับมีภูมิประเทศที่แปลกประหลาดจนไม่อาจจำแนกได้ด้วยความรู้ของสิ่งมีชีวิตทั่วไป
สะพานแสงทอดเชื่อมระหว่างพื้นที่ต่างๆเกาะลอยฟ้าขนาดมหึมาลอยนิ่งอยู่ท่ามกลางความมืดดวงดาวสีเงินหมุนวนอยู่รอบอาณาเขตอันกว้างใหญ่ราวกับเป็นเครื่องประดับที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อประดับประดาโลกใบใหม่แห่งนี้
ทุกสิ่งดูยิ่งใหญ่เกินกว่าที่คำว่าโลกจะสามารถอธิบายได้อย่างครบถ้วนหากมีผู้ใดสามารถมองเห็นสถานที่แห่งนี้จากระยะไกลพวกเขาคงยากที่จะเชื่อว่ามันเป็นเพียงสนามแข่งขันแห่งหนึ่ง
เพราะสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าไม่ต่างจากจักรวาลขนาดย่อมที่มีระบบและสภาพแวดล้อมเป็นของตนเองชายหนุ่มยืนมองผลงานของตนเองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
"เอาละ...เท่านี้ก็น่าจะเรียบร้อยแล้ว"
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆจากนั้นชายหนุ่มก็หันกลับไปมองความว่างเปล่าซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งของจักรวาลเดิม
"หวังว่าพวกท่านจะสนุกกับการแข่งขันครั้งใหม่นี้นะ"
ริมฝีปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มเล็กน้อย
"เพราะนับจากนี้ไป ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว"
เมื่อกล่าวจบชายหนุ่มก็ยกมือขึ้นอย่างแผ่วเบาประกายแสงสีครามระเบิดออกมาทั่วทุกทิศทางโลกใบใหม่ซึ่งมีขนาดมหึมาราวกับกาแล็กซีขนาดย่อมเริ่มหมุนเวียนอย่างช้าๆ
ขณะที่แสงสว่างอันลึกลับค่อยๆปกคลุมพื้นที่ทั้งหมดและในชั่วขณะต่อมาทุกสิ่งก็จมดิ่งลงสู่ความมืดมิดเหลือเพียงโลกใบใหม่ที่ดำรงอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า
โลกที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการแข่งขันระหว่างสิ่งมีชีวิตจากโลกต่างๆโลกที่อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความหวังหรือเป็นสถานที่ซึ่งความสิ้นหวังครั้งใหม่กำลังรอคอยอยู่
โลกที่มีชื่อว่าโลกแห่งความฝันและนี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดเรื่องราวของผู้ที่ต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดเรื่องราวของผู้ที่ปรารถนาจะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตนเอง
รวมถึงเรื่องราวของผู้ที่พร้อมจะเดิมพันทุกสิ่ง เพื่อให้ได้ครอบครองอัญมณีสีครามซึ่งสามารถทำให้ความปรารถนากลายเป็นจริงได้ทว่าในบรรดาสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนที่กำลังจะก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่นี้
จะมีสักกี่คนที่ตระหนักถึงความจริงอันสำคัญยิ่งข้อหนึ่งการได้รับโอกาสให้เริ่มต้นใหม่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะได้รับอนุญาตให้มีชีวิตอยู่อย่างสงบสุขเพราะเมื่อการแข่งขันเริ่มต้นขึ้นแล้ว
สิ่งเดียวที่สามารถรับประกันอนาคตของพวกเขาได้ก็คือความสามารถในการเอาชนะอุปสรรคที่อยู่ตรงหน้าและผู้ที่จะยืนอยู่บนจุดสูงสุดในท้ายที่สุดอาจไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดตั้งแต่แรกเริ่ม
หากแต่เป็นผู้ที่สามารถเอาชีวิตรอดจากทุกสิ่ง
และคว้าชัยชนะมาไว้ในมือได้ต่างหาก
นี่คือตอนแรกของฉัน




