~ ความว่างเปล่า ~
ตัวจริงเสียงจริง
ณ สถานศึกษาแห่งเทพเจ้า เอเบลาสต์ อันเซตต้า บรรยากาศภายในห้องโถงบัลลังก์ศักดิ์สิทธิ์มิได้เป็นเพียงความเงียบงันแต่มันคือการปะทะกันของเจตจำนงที่หนักอึ้งอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว
ข้ากับกราแฮมยืนจดจ้องร่างกันและกัน จิตสังหารอันเข้มข้นดั่งมหาสมุทรสีเลือดของข้าพุ่งเข้าปะทะกับไอสังหารที่ว่างเปล่าราวกับหลุมดำไร้ก้นบึ้งของมัน จนมิติโดยรอบเกิดรอยร้าวราวกับกระจกที่กำลังจะแตกกระจาย
ท้องฟ้าสีครามเหนือปราสาทถูกย้อมด้วยมวลพลังงานสีดำทมิฬของข้า กลายเป็นรัตติกาลที่ไร้แสงดาว ในขณะที่รอบกายของกราแฮม อนุภาคสีม่วงเข้มสั่นไหวและแผ่ขยายออกมาราวกับสัตว์ร้ายที่พร้อมจะกัดกินทุกสรรพสิ่งให้สูญสิ้น
“ผมรอเวลาที่จะได้พบกับเธอมาตลอดเลยนะ อานอส”
กราแฮมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล ทว่าแฝงไปด้วยความกระหายเลือดที่ยากจะปิดบัง รอยยิ้มของเขากว้างขึ้นจนถึงใบหู
“เอาล่ะได้เวลาของความเกลียดชังอันบริสุทธิ์ของเราจะเชื่อมต่อกันเสียที เราจะได้เข้าใจกันและกันอย่างถ่องแท้”
กราแฮม ตวัดดาบหมื่นอัสนีเกาด์เกย์มอน ขึ้นมาประจุไฟฟ้าสีม่วงเข้มขดตัวหมุนวนรอบใบดาบจนเกิดเสียงหวีดหวิวบาดแก้วหูราวกับเสียงกรีดร้องของวิญญาณนับล้าน ข้าแค่นหัวเราะในลำคอด้วยความสมเพช ก่อนจะดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว
‘เบโน เอเว่น (กำแพงสี่โลก)’
ม่านพลัง♾️มิติ ที่กักขังได้ แม้กระทั่งทวยเทพปรากฏขึ้น โอบล้อมร่างของกราแฮมเอาไว้ขังมันไว้ใน อาณาเขตแห่งการพันธนาการ
ทว่ากราแฮมเพียงแค่ขยับข้อมือเบาๆ ตวัดดาบหมื่นอัสนีผ่านอากาศ แรงปะทะของกระแสไฟฟ้ามหาศาลที่ถูกบีบอัดจนถึงขีดสุดทำให้มิติที่ข้าสร้างขึ้น
แตกสลายราวกับเศษแก้วที่เปราะบางมันก้าวออกมาจากเศษซากของเวทมนตร์ด้วยท่าทีผ่อนคลายข้าจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่ว่างเปล่าของมัน
“ถ้าเจ้าอยากคุยกับข้าจริงๆ ก็จงเลิกหลบอยู่หลังนามและศีรษะของพ่อข้า แล้วโผล่หัวออกมาให้ข้าทำลายเจ้าให้สูญสิ้นเสียที”
“หึ ๆ ๆ ๆ ว่าแล้วเชียวว่าเราสองคนน่ะย่อมต้องเข้าใจกันได้แน่ๆ”
กราแฮมไม่รอช้ามันถีบตัวพุ่งเข้าหาข้าด้วยความเร็วเหนือคะนานับกราแฮมตวัดมือซ้ายเรียก ‘จิลาสโด(อสุนีกาฬแห่งจักรพรรดิมาร)’
สายฟ้าสีดำทมิฬที่บรรจุพลังทำลายล้างระดับล้างโลกพุ่งเข้าใส่ข้าเป็นเส้นตรงข้าไม่แม้แต่จะขยับตัว
ดวงตาข้าเปล่งประกายสีม่วงเข้มล้ำลึกดั่งห้วงเหวแห่งกาลเวลา ‘เรไบด์(ควบคุมกาลเวลา)’ คำสั่งนั้นทำงานทันที เวลาในรัศมีรอบตัวข้าหยุดนิ่งสนิท
อสุนีบาตสีม่วงปนดำที่กำลังจะผ่าลงมากลางกระหม่อมหยุดค้างอยู่กลางอากาศราวกับภาพวาด กราแฮมยังคงยิ้มกว้างแม้ในเสี้ยววินาทีที่เข็มนาฬิกาของโลกทั้งใบหยุดเดิน
“ความเกลียดชังของเธอ มันช่างงดงามเหลือเกิน อานอส”
มันกล่าวผ่านกระแสเวลาที่ถูกตรึงไว้
“ตั้งแต่ข้าถือกำเนิดขึ้นมาบนเส้นทางสายนี้ไม่มีใครที่มีความเกลียดชังที่เจิดจ้าและลุ่มลึกเท่าเธออีกแล้ว”
“ข้าไม่คิดจะปรัชญาอะไรกับเจ้า”
ข้าขยับปลายนิ้ว เวทย์ทำลายล้างระดับสูงสุดถูกกระตุ้นขึ้นมา ‘จีโอ เกรซ(ปืนใหญ่บรรลัยกัลป์)’ ลำแสงสีดำทมิฬนับร้อยลูกพุ่งทะลุห้วงเวลาที่ถูกแช่แข็ง เข้ากระแทกร่างกราแฮมในวินาทีที่ข้าปลดปล่อยการหยุดเวลา
แรงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวจนโครงสร้างของห้องบัลลังก์สั่นคลอนอย่างรุนแรง ก้อนหินและมวลอากาศถูกฉีกกระชากด้วยแรงดันมหาศาลทว่าท่ามกลางกลุ่มควันและเปลวเพลิงที่ยังไม่จางหาย กราแฮมหมุนตัววาดวงสวิง ควัก
‘กันเวดูร์(ขวานเหล็กอสุนีบาต)’
ออกมาขวางวิถีกระสุนเวทมนตร์ของข้าขวานเหล็กนั่นปะทะกับลำแสงนับร้อยจนระเบิดออกเป็นเศษเสี้ยวพลังงานที่กระจายตัวราวกับดอกไม้ไฟสีมรณะ
พื้นหินศักดิ์สิทธิ์ใต้เท้าพวกเราแตกร้าวเป็นวงกว้างจนปรากฏเป็นรอยแยกลึกข้าเดินฝ่าเปลวเพลิงเข้าไปหามันโดยไม่ลังเล นิ้วมือทั้งสองข้างส่องประกายด้วยสีดำสนิท พลังแห่งการลบล้างรากเหง้าที่แม้แต่ทวยเทพยังต้องสั่นสะท้าน
‘เบบุสโด(สังหารรากเหง้า)’
กราแฮมเห็นเช่นนั้นมันจึงโยนดาบหมื่นอัสนีทิ้งไปอย่างไม่ใยดี แล้วห่อหุ้มนิ้วมือของตนด้วยพลังทำลายล้างในรูปแบบเดียวกัน เราสองคนพุ่งเข้าหาดันราวกับดาวหางสองดวงที่ชนกันกลางฟากฟ้า
“แบบนั้นแหละ อานอส! ให้ผมเห็นความเกลียดชังที่ลึกซึ้งกว่านี้ของเธออีก!”
กราแฮมคำรามลั่นแรงปะทะจากการประสานมือทำให้มิติรอบตัวเราบิดเบี้ยวจนมองเห็นความว่างเปล่าสีขาวโพลนเบื้องหลังแรงบีบมหาศาลผลักดันให้ทั้งคู่ลอยละล่อง
อยู่ในอากาศผนังห้องบัลลังก์เริ่มพังทลายลงไปเป็นชิ้นๆจากการที่แรงกดอากาศข้าแสยะยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความหยิ่งผยอง และความ โอหัง ที่ไม่เคยมีให้กับใครเลยแม้แต่คนเดียว
“เจ้ามันก็แค่พวกที่สมองเน่าที่หลงระเริงในความพินาศ ข้าไม่แปลกใจเลยที่เจ้าจะเข้าข้างความเกลียดชังที่น่ารังเกียจ”
“ผมไม่ได้แค่ชอบความเกลียดชัง ผมก็แค่ชื่นชมมัน! ยิ่งเห็นผู้คนห่ำหันกันด้วยความโกรธแค้นผมก็ยิ่งรู้สึกว่านั่นคือความจริงแท้ของชีวิต เหมือนกับที่เธอชอบความรักอย่างไรเล่า”
กราแฮมสวนกลับ แรงกดดันจากนิ้วมือที่เต็มไปด้วยเวททำลายล้างทำให้พื้นดินที่รองรับพวกเรายุบตัวลงไปลึกกว่าเดิมจนกลายเป็นหลุมขนาดใหญ่ข้าออกแรงกดนิ้วมือเข้ากับร่างของมันจนเนื้อหนังเริ่มปริแตก
“เจ้ากับข้ามันต่างกันตั้งแต่รากเหง้าแล้ว”
กราแฮมหัวเราะร่าทั้งที่นิ้วของมันกำลังถูกข้าใช้พละกำลังกดมันจมสู่พื้นของ ห้องบัลลังก์ศักสิทธิ์เรื่อยๆ
“เราคล้ายกันมาก อานอส ไม่เห็นหรือ? ข้าดัดแปลงเทพวิกลจริต อากังซอน ให้กลายเป็นเคียวเทพวิปลาส เบเฟนุกส์ ด๊อกม่า เช่นเดียวกับที่เธอเคยเอา กฎแห่งการทำลายล้าง ของ อาเบลนิวส์ มาทำเป็นดาบลบล้างตรรกะ เวนุสโดโนอา ของเธอยังไงล่ะ! วิธีการของพวกเราน่ะมันคือสิ่งเดียวกัน!”
ข้าจ้องมองมันด้วยแววตาที่เย็นเยียบกว่าน้ำแข็งขั้วโลก
“ไม่เลย กราแฮม เจ้าไม่เข้าใจอะไรเลย เจ้ามันก็แค่สวะที่พรากชีวิตผู้อื่นราวกับมันเป็นผักเป็นปลาการกระทำของเจ้ามันเป็นได้แค่สิ่งปฏิกูลในสายตาข้าเท่านั้น จงสูญสิ้นไปตั้งแต่วินาทีนี้เสีย”
รอบกายของ กราแฮม อนุภาคสีดำทมิฬบิดเบี้ยวและหมุนวนเป็นวงแหวนเจ็ดชั้น ประหนึ่งดวงดาวที่ถูกสูบลงสู่หลุมดำอันไร้ก้นบึ้ง พวกมันแปรสภาพเป็นเปลวอัคนีแห่งความมืดมิดที่แผ่ไอความร้อน
ทำลายล้างสูงจนอากาศโดยรอบส่งเสียงหวีดหวิวราวกับโลกกำลังจะแตกสลาย ข้าไม่ปล่อยให้มันได้ตั้งตัว อัดพลังเวทมหาศาลเรียกใช้ ‘เอกิล โกรเน่ อังก์โดรอา (ปืนใหญ่มนตราถล่มโลกันตร์)’
เวทย์ทำลายล้างในระดับที่สามารถฉีกกระชากโลกทั้งใบให้เป็นผุยผง มันได้พุ่งทะลวงเข้าไปใส่ รากเหง้า ของ กราแฮม อย่างจังด้วยความเด็ดขาดแรงระเบิดนั้นรุนแรงจนมิติเบื้องหลังแตกกระจาย รากเหง้าของกราแฮมถูกขยี้จนไม่เหลือแม้แต่เศษเสา
ทว่าความว่างเปล่านั้นกลับเป็นเกราะคุ้มกันชั้นยอด ยิ่งมันถูกทำลายให้เข้าใกล้ความว่างเปล่ามากเท่าใด มันก็ยิ่งหวนคืนสู่ตัวตนได้ง่ายดายยิ่งขึ้น เปลวเพลิงสีชาดที่ข้าปลดปล่อยออกมาเพื่อเผาผลาญอดีต ปัจจุบัน และอนาคต กลับถูกดูดกลืนหายไปในความเงียบงันของรากเหง้าที่ไร้ซึ่งรูปร่างนั้น
“เห็นไหมล่ะ อานอส”
ร่างของกราแฮมค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากความว่างเปล่าอย่างใจเย็น ท่ามกลางละอองพลังที่ยังคงสั่นไหว มันกลับมามีตัวตนที่สมบูรณ์อีกครั้งด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความกระหาย
“ผมไม่สูญสิ้นไปหรอก ความสามารถของเธอช่างน่าอภิรมย์เหลือเกิน แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็คล้ายกับผมมากเลยนะ จริงไหม?”
กราแฮมยื่นมือออกไปข้างหน้า แหวนอัญเชิญที่นิ้วนางข้างซ้ายส่องแสงสว่างวาบ
‘กุอารา นาเต ฟอวเทออส(อัญเชิญผ่านประตูสวรรค์)’
วงเวทย์ซ้อนทับกันหลายชั้นปรากฏขึ้นในความมืด สีดำและขาวตัดกันอย่างรุนแรง จากใจกลางของมัน ร่างของเด็กผู้ชายในชุดผ้าปะต่ออันมอมแมมปรากฏตัวขึ้น นั่นคือ ‘เทพวิกลจริต อากังซอน’ ร่างกายของเทพเจ้าองค์นั้นบิดเบี้ยวผิดรูปไปมา
เสียงกระดูกลั่นเปรี๊ยะดังไปทั่วห้อง ก่อนที่มันจะถูกเปลี่ยนสถานะให้กลายเป็นอุปกรณ์เวทมนตร์รูปทรงกระบองยาวเกือบสองเมตร มีใบเคียวยักษ์ที่คมกริบงอกออกมาด้านหนึ่ง กราแฮมคว้าเคียวนั้นมาพาดไว้ที่ไหล่ซ้ายอย่างทะนงตัว
“นี่คือกฎระเบียบแห่งความคลุ้มคลั่งไงล่ะ ตอนนี้เขาเป็นทาสรับใช้ที่ซื่อสัตย์ของผมแล้วนี่คือ เคียวเทพวิปลาส เบเฟนุกส์ ด๊อกม่า ระเบียบที่จะทำให้ทุกสรรพสิ่งในโลกหล้าเกิดความปั่นป่วน ไร้ซึ่งตรรกะ และสูญสิ้นระเบียบแบบแผน เธอจงดูให้ดีว่าระเบียบของผมจะสยบเธออย่างไร”
ข้าไม่รอให้มันสาธยายจบ ห่อหุ้มมือซ้ายด้วย ‘อาเวสด์ตั้นเจียร่า (เปลวเพลิงเผาผลาญมรณา)’ ก่อนจะพุ่งเข้าหาด้วยความเร็วเหนือเสียง กระชากเคียวเทพวิปลาสจากมือของมันแล้วใช้ฝ่ามือบดขยี้ใบเคียวจนแหลกละเอียดเป็นผุยผง
“นึกรึว่าแค่ทำลายอาวุธแล้วข้าจะหยุดรุกรานเจ้าเจ้าก็เป็นได้แค่ของเล่นที่รอเวลาพังทลายเท่านั้นแหละ”
กราแฮมเพียงแค่หมุนเคียวในอากาศเบาๆ เศษซากที่แหลกเหลวก็รวมตัวกันใหม่จนฟื้นคืนสภาพสมบูรณ์ราวกับไม่เคยถูกทำลายมาก่อน มันหัวเราะเบาๆ
“ถ้าหากเราเรียงซ้อนความเกลียดชังอันเปี่ยมล้นกับความอัปลักษณ์แห่งความเป็นจริงไว้ในจิตใจอันงดงามของเธอ พวกเราต้องเข้าใจกันได้แน่ อานอส เธอควรจะดีใจนะที่ผมเลือกเธอ”
ข้าตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและหนักแน่น
“ไม่มีทาง”
“แน่ใจจริงๆ น่ะหรือ?”
กราแฮมตวัดเคียวในจังหวะที่เหนือความคาดหมาย วงเวทย์นับร้อยถูกวาดขึ้นกลางอากาศ เคียวเทพวิปลาสบั่นคอของข้าจนขาดสะบั้น ศีรษะของข้าร่วงหล่นลงสู่พื้นในพริบตา แต่มันกลับคว้าศีรษะของข้าขึ้นมาพลางแสยะยิ้ม
“เธอนึกจริงๆ หรือว่าการที่คอขาดแล้วเจ้าจะยังไม่ตาย? ต่อให้คิดจะวาดวงเวทย์ฟื้นฟู เวทมนตร์ของเจ้าก็ไม่มีวันทำงานภายใต้อำนาจของเคียวเล่มนี้”
มันสบตากับศีรษะของข้าที่ไร้ร่าง
“คิดหรือว่าเหลือแค่รากเหง้าแล้วเจ้าจะยังใช้ ‘อิงกรา(ชุบชีวิต)’ ได้อยู่"
มันกล่าวราวกับว่ามันน่าภูมิใจยิ่งนัก
"เมื่อต่อหน้าเคียวเทพวิปลาส สรรพสิ่งล้วนไร้กฎเกณฑ์ สิ่งที่ควรเกิดจะไม่เกิดขึ้น และสิ่งที่ไร้เหตุผลจะกลายเป็นความจริง กฎแห่งการฟื้นฟูของเจ้ามันไม่มีความหมายอะไรเลยในสถานที่แห่งนี้”
กราแฮมเอ่ยราวกับเป็นการบอกเล่าเรื่องสัพเพเหระ
“ผมรู้อยู่แล้วว่าถึงอย่างนั้นเธอก็จะไม่สูญสิ้น ยิ่งเจ้าถูกทำลายจนเข้าใกล้ความเสื่อมสลายเท่าไหร่ พลังของเธอก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น ท้ายที่สุดเธอก็จะก้าวข้ามขีดจำกัดไปได้เสมอ ดังนั้นผมจะไม่ดับชีพเธอหรอก”
มันสะบัดเคียวทิ้งพลางกอดอกมองศีรษะของข้าที่ยังคงนิ่งสงบด้วยแววตาที่ฉายแววความวิปริต
“ผมจะให้เจ้าเกิดใหม่ด้วย ‘กิเจลิก้าร์(จุติใหม่ผ่านครรภ์มารดา)’ ภายในครรภ์ของเทพวิกลจริตอากังซอน เธอจะเป็นทารกที่ถูกปั่นป่วนโดยระเบีนบเล่นงานซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนไม่มีวันได้ลืมตาดูโลกต่อให้ต้องใช้เวลาอีกสักหมื่นปีผมก็จะปรับความเข้าใจกับเจ้าให้ได้ อานอส”
และในชั่วพริบตาต่อมาที่เวทมนตร์ ‘กิเจลิก้าร์’ นั้นกำลังเริ่ม ทำงาน แสงสีดำบนท้องฟ้าก็กลืนกินทุกสิ่งแต่แล้ว รูขนาดใหญ่ของ โลกใต้พิภพ ในช่วงเวลาที่เกิดการต่อสู้ของข้ากับกราแฮม นั้นก็ได้ถูกบดบังด้วยเงาทมิฬ
ปราสาทลอยฟ้าเดลโซเกดเคลื่อนตัวเข้ามาบดบังแสงอาทิตย์ และส่งบางสิ่งลงมาปักเข้าที่ร่างของอากังซอนจนทะลุผ่านนั่นคือ ดาบลบล้างตรรกะ ‘เวนุสโดโนอา’
“โห...ปราสาท เดลโซเกด งั้นเหรอ?”
กราแฮมพึมพำด้วยความประหลาดใจ เสียงของมันสั่นเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้นที่ไม่อาจเก็บงำ
“นี่เหรอที่เธอเตรียมไว้ให้ผมดับสูญ?”
เงาของดาบที่เสียบร่างเทพวิกลจริตเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นร่างของข้า ข้าเอื้อมมือคว้าด้ามจับของเวนุสโดโนอาไว้แน่น
“คิดเหรอว่าแค่เจ้าส่งให้ข้าไปเกิดใหม่ แล้วข้าจะยอมทำตามความต้องการการไปเกิดใหม่ตามที่เจ้าทำมันแต่โดยดี?”
กราแฮมพาดเคียวยักษ์ไว้ที่ไหล่ซ้ายอีกครั้ง พลางหัวเราะร่าด้วยความชอบใจ มันยิ้มมุมปากก่อนจะกล่าว
“เธอก็ทำลายผมให้ดับสูญไม่ได้เหมือนกัน เราคล้ายกันมาก”
“ผิดแล้ว”
ข้าย่ำเท้าลงบนพื้นหินจนแตกร้าวเป็นวงกว้าง แรงกดดันมหาศาลแผ่ขยายออกไปจนห้องบัลลังก์สั่นคลอน ข้าก้าวเดินเข้าหามันด้วยจิตสังหารที่ไร้ขอบเขต
“ข้าจะทำลายเจ้าให้สิ้นซาก"
ตัวปลอมเสียงปลอม




