~ นักเรียนใหม่ และการแข่งขัน ~
บรรยากาศภายในห้องเรียนรวมขนาดใหญ่ของ สถาบันจอมมารบารันเดียส ณ คาบเรียนช่วงบ่ายแก่ๆ อัดแน่นไปด้วยมวลพลังเวทมนตร์ดิบที่แผ่พุ่งออกมาจากเหล่าทายาทสายเลือดชนชั้นสูงของเผ่ามาร
ทั้งนักเรียนปีหนึ่งและนักเรียนปีสามที่ถูกจัดให้มารวมตัวกันในภาคเรียนพิเศษเสียงพูดคุย เสียงหัวเราะและการโอ้อวดพลังเวทของเหล่าปีศาจหนุ่มสาวดังระเบิดเซ็งแซ่สะท้อนไปทั่วผนังหินแกรนิตสีนิลทึบ
สลักด้วยอักขระโบราณที่คอยดูดซับแรงกระแทกจากมานาเพื่อป้องกันความเสียหาย
ทว่า ในวินาทีต่อมา—เสียงบานประตูเวทมนตร์ขนาดมหึมาที่ถูกขับเคลื่อนด้วยกลไกแรงดันอากาศและวงเวทย์โบราณ
ถูกผลักเปิดออกด้วยความนุ่มนวลแต่ทรงพลัง แรงกดดันปริมาณมหาศาลพลันหลั่งไหลทะลักเข้ามาในห้องเรียนราวกับสายลมหนาวเหน็บที่พัดผ่านมาจากหุบเหวแห่งความตายทำให้เสียงเซ็งแซ่ทั้งหมดทั้งมวลเงียบกริบลงในเสี้ยววินาทีเดียว
สติสัมปชัญญะของเหล่านักเรียนปีหนึ่งและปีสามถูกตรึงไว้ด้วยสัญชาตญาณดิบที่กรีดร้องเตือนภัยว่ามีตัวตนอันตรายระดับภัยพิบัติกำลังก้าวเท้าเข้ามาร่างเพรียวระหงของหญิงสาวผู้ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลและอาจารย์ผู้สอนก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าชั้นเรียนอย่างสง่างาม
เรือนผมสีชมพูสว่างไสวราวกับกลีบซากุระต้องแสงอาทิตย์สะท้อนเข้ากับดวงตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความมั่นใจใบหน้าของเธอสะสวยคมคายตามแบบฉบับราชวงศ์สายเลือดบริสุทธิ์ เธอคือ เอมีเลีย ลูดช์เวล
ผู้ทำหน้าที่ควบคุมชั้นเรียนในวันนี้เอมีเลียกวาดสายตาคมปลาบมองไปทั่วห้องเรียนด้วยท่าทีนิ่งสงบ ก่อนที่ริมฝีปากบางจะขยับเอื้อnเอ่ยถ้อยคำทรงอำนาจที่ดังก้องกังวานไปทั่วทุกโสตประสาท
"เงียบหน่อยทุกคน วันนี้เราจะมีเพื่อนใหม่มาแนะนำให้รู้จัก"
สิ้นเสียงประกาศของเอมีเลีย ทั่วทั้งห้องเรียนก็เกิดแรงกระเพื่อมขึ้นทันที ราวกับผิวน้ำนิ่งสงบถูกโยนก้อนหินลงไป นักเรียนหลายคนหันขวับไปมองหน้าเพื่อนร่วมชั้นข้างกาย ท่าทางกระสับกระส่ายและเสียงพึมพำวิพากษ์วิจารณ์ดังระเบิดขึ้นอีกระลอกใหญ่
"เฮ้ย... เอาจริงดิ? กลางเทอมแบบนี้น่ะนะ?"
"เด็กเส้นจากตระกูลสายเลือดใหญ่ที่ไหนอีกละเนี่ย ถึงได้สิทธิพิเศษย้ายเข้ามากลางคันแบบนี้"
"หรือว่าจะเป็นพวกสายเลือดผสมที่แอบอ้างอำนาจเบื้องบนเข้ามากันแน่?"
เสียงซุบซิบนินทาและสมมุติฐานนานาประการถูกโยนขึ้นมาบนโต๊ะสนทนาอย่างออกรสออกชาติ ความอยากรู้อยากเห็นของพวกปีศาจหนุ่มสาวเลือดร้อนพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด หลายคนเตรียมแผ่ขยายสัมผัสมนตราเพื่อตรวจสอบระดับพลังของ "เด็กใหม่"
ที่กำลังจะก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันแห่งนี้ในขณะที่เสียงเซ็งแซ่กำลังดังระงมอยู่นั้นเอง—
"ใครกันนะเนี่ย อยากรู้ชะมัดว่าหน้าตาจะเป็นยังไง..."
นักเรียนปีสามคนหนึ่งเอ่ยขึ้นพร้อมกับหรี่ตามองไปยังบานประตูทันใดนั้นเอง ข้าก็ไม่ได้ใช้มือผลักประตูแบบคนทั่วไปแต่เลือกที่จะใช้เวทมนตร์ชั้นสูงในการเลื่อนบานประตูเวทมนตร์หนักอึ้งนั่นให้ออกด้วยห้วงความคิดและการบิดเบือนมิติเล็กน้อย
เสียงกลไกเวทมนตร์คำรามต่ำๆ ก่อนที่ร่างอันเล็กจ้อยแต่แฝงไว้ด้วยแรงกดดันระดับรากเหง้าจะก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาปรากฏต่อสายตาทุกคู่ในห้องเรียนภาพที่ปรากฏต่อหน้าต่อตาทำให้พวกนักเรียนที่กำลังตั้งตารอคอยถึงกับอ้าปากค้าง
ดวงตาเบิกโพสต์กว้างด้วยความตกตะลึงพรเพริด เพราะสิ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขา ไม่ใช่จอมมารหนุ่มรูปงามหรือทายาทขุนนางปีศาจกล้ามתึก แต่กลับเป็น...
"ห๊ะ! เด็กน้อยหรอเนี่ย!?"
เสียงอุทานด้วยความตกใจหลุดออกมาจากปากของนักเรียนหัวแถวคนหนึ่ง
"เฮ้ยๆๆ ล้อกันเล่นใช่ไหมเนี่ย? นี่เอ็งอายุเท่าไหร่กันแน่ฟะ ถึงหลงเข้ามาในสถาบันจอมมารระดับสูงแบบนี้ได้!"
เสียงโวยวายดังขึ้นจากมุมห้อง
"อุ๊ย ตายจริง... หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูเชียว ชื่ออะไรหรอจ๊ะหนูน้อย มาผิดห้องหรือเปล่าเนี่ย"
เสียงล้อเลียนปนเอ็นดูจากรุ่นพี่ปีสามดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความงุนงง
บรรยากาศรอบตัวข้าไม่ได้สะท้อนความหวาดกลัวหรือความประหม่าแม้แต่น้อยนิด ตรงกันข้าม ข้ากลับยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย แสยะยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ที่แฝงไปด้วยความเย่อหยิ่ง ทรงภูมิ และอำนาจมืดที่ทำเอาอากาศรอบตัวเย็นยะเยือกในพริบตา
ก่อนจะก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและสง่างามผ่าเผยยิ่งกว่าผู้ใดในห้องเรียนนั้นข้ากวาดสายตามองฝูงชนที่กำลังจ้องมองมาด้วยความตื่นตะลึง
แล้วเอ่ยถ้อยคำประกาศศักดาออกไปด้วยน้ำเสียงที่กังวานใสแต่ทรงพลังอำนาจกดทับจนทุกคนต้องนิ่งฟัง:
"นามของข้าคือ อาร์ทคลู วัลดีเกด อายุหกขวบ"
สิ้นคำประกาศนั้น ทั่วทั้งห้องเรียนก็ตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ ก่อนที่เสียงหัวเราะเบาๆ จะเริ่มเล็ดลอดออกมาจากปากของพวกนักเรียนที่ไม่รู้ชะตากรรมนักเรียนชายปีสามคนหนึ่งที่นั่งอยู่แถวหน้า
ทนความสงสัยไม่ไหวจึงลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยถามออกไปด้วยสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งสงสัยว่า:
"นี่...ไอ้หนู ขอถามอะไรหน่อยสิ หึ... นายเนี่ย... เป็นพวกที่กลับชาติมาเกิดใหม่ทำนองนั้นหรือเปล่าล่ะ? แบบว่าจอมมารโบราณกลับชาติมาเกิดไรงี้?"
ข้าหันไปสบตากับมันนิ่งๆ รอยยิ้มมุมปากยังคงประดับอยู่บนใบหน้า ก่อนจะกล่าวตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่นดั่งหุบผาหิน:
"ผิดแล้ว ข้าอายุหกขวบ จริงๆนะ"
คำตอบของข้าทำให้ความเงียบที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่แตกกระจายราวกับกระจกที่ถูกทุบด้วยค้อนยักษ์เพียงเสี้ยวอึดใจเดียว—ทั้งห้องเรียนก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน
"ฮ่าๆๆๆๆๆ!!"
"ได้ยินไหม? หมอนั่นบอกว่าตัวเองอายุหกขวบจริงๆ!"
"แกล้งเล่นก็ให้มันแนบเนียนหน่อยสิ! ขนาดลูกพี่ลูกน้องข้ายังแก่กว่านี้ตั้งหลายปี!"
เสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วห้องเรียนราวกับไม่มีวันสิ้นสุด บางคนถึงกับตบโต๊ะ บางคนหัวเราะจนน้ำตาไหล ขณะที่อีกหลายคนเริ่มชี้นิ้วมาทางเด็กชายตัวเล็กที่ยืนอยู่หน้าชั้นเรียนด้วยสายตาเต็มไปด้วยความดูแคลน
แต่ท่ามกลางเสียงหัวเราะเหล่านั้น...ข้ากลับเพียงยืนนิ่งไม่มีอารมณ์โกรธไม่มีอารมณ์หงุดหงิดไม่มีแม้แต่ความรู้สึกว่ากำลังถูกดูถูก
สายตาของข้ากวาดมองเหล่าปีศาจตรงหน้าอย่างสงบนิ่ง ราวกับกำลังมองกลุ่มเด็กเล็กที่ยังไม่เข้าใจโลกกว้าง
รอยยิ้มบางๆ ยังคงปรากฏอยู่บนใบหน้าเป็นรอยยิ้มที่สงบ...แต่กลับทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นเยียบลงทีละน้อยโดยไม่มีผู้ใดรู้ตัวนักเรียนบางคนที่กำลังหัวเราะอยู่เริ่มขมวดคิ้ว
"...เอ๊ะ...?"
เขาค่อยๆ รู้สึกเหมือนอากาศภายในห้องเริ่มหนักขึ้นไม่ใช่แรงกดดันจากเวทมนตร์แต่เป็นความรู้สึกประหลาดที่อธิบายไม่ได้เหมือนสัญชาตญาณกำลังส่งเสียงเตือนอย่างเงียบงัน
"อย่าประมาท..."
ชายหนุ่มรีบสลัดความคิดนั้นทิ้งแล้วหัวเราะต่อทันที
"คิดมากไปเองแน่ๆ..."
อีกด้านหนึ่งเอมีเลียยังคงยืนอยู่หน้าชั้นเรียนโดยไม่พูดอะไรเธอเพียงเฝ้ามองเด็กชายตัวเล็กคนนั้นอย่างเงียบๆแม้สีหน้าจะยังคงสงบนิ่งแต่ภายในใจกลับกำลังครุ่นคิด
"เด็กคนนี้แปลก..."
ตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาเดินผ่านประตูเข้ามา เธอพยายามใช้สายตาเวทตรวจสอบระดับพลังหลายครั้งแต่ผลลัพธ์ที่ได้รับกลับเหมือนเดิมทุกครั้ง
"มองไม่ออก..."
ไม่ใช่ว่าไม่มีพลังและไม่ใช่ว่าพลังอ่อนแอหากแต่เป็น...
"ตรวจสอบไม่ได้เลยแม้แต่น้อย"
ราวกับพลังทั้งหมดของเด็กคนนี้ถูกบางสิ่งที่ลึกกว่ากฎเวทมนตร์ทั่วไปบดบังเอาไว้สิ่งนั้นทำให้เธอเริ่มระมัดระวังโดยไม่รู้ตัวในเวลาเดียวกัน
นักเรียนปีสามร่างใหญ่คนหนึ่งลุกขึ้นจากที่นั่ง
เขาสูงกว่าสองเมตรไหล่กว้างกล้ามเนื้อแน่นไปทั้งร่างเขาเป็นบุตรชายของตระกูลมารนักรบที่มีชื่อเสียง และมีนิสัยชอบวัดพลังกับผู้ที่อ่อนแอกว่าเขาหัวเราะเสียงดัง
"เจ้าหนู...ถ้าอายุหกขวบจริง...งั้นก็ช่วยพิสูจน์หน่อยสิว่าทำไมถึงมีสิทธิ์เข้ามาเรียนที่นี่"
หลายคนเริ่มส่งเสียงเชียร์ทันที
"ใช่ๆ! ลองให้เห็นหน่อย!"
"ถ้าไม่มีฝีมือก็กลับไปเรียนโรงเรียนเด็กอนุบาลเถอะ!"
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้งชายร่างใหญ่เดินลงมาจากที่นั่งทีละก้าวทุกย่างก้าวทำให้พื้นหินสั่นสะเทือนเบาๆ
เขาหยุดอยู่ห่างจากข้าประมาณสามเมตรก้มหน้าลงมามองเด็กชายตัวเล็กด้วยรอยยิ้มเหยียดหยัน
"ข้าชื่อ...ดารอส เป็นนักเรียนปีสามไม่ต้องกลัว ข้าจะใช้แค่นิ้วเดียวก็พอ"
เขาชูนิ้วชี้ขึ้นมาพร้อมหัวเราะ
"ถ้าเจ้าผลักข้าให้ถอยหลังได้แม้แต่ก้าวเดียว...ข้าจะยอมรับว่าเจ้ามีสิทธิ์อยู่ที่นี่"
ทันทีที่สิ้นคำเสียงเชียร์ก็ดังสนั่นทั่วห้องข้าพลันเงยหน้ามองเขาดวงตาสีดำลึกล้ำสงบนิ่งไร้คลื่นอารมณ์ข้าพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"อย่างนั้นหรือ...เจ้าคิดว่า...ข้าจำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเอง...ต่อหน้าผู้ที่ยังไม่อาจพิสูจน์คุณค่าของตนเองได้งั้นหรือ?"
ทันใดนั้น—รอยยิ้มของดารอสค่อยๆ แข็งค้างนักเรียนหลายคนหยุดหัวเราะโดยไม่รู้ตัวคำพูดนั้นไม่ได้ดังไม่ได้เต็มไปด้วยอารมณ์แต่กลับหนักแน่นเสียจนทำให้ทั้งห้องเงียบลงอีกครั้งดารอสหัวเราะฝืนๆ
"ปากดีไม่เบา...แต่สุดท้ายก็เป็นแค่เด็ก..."
เขากำลังจะยื่นนิ้วออกมาแตะหน้าผากของข้า
ทว่าข้ายกสายตาขึ้นมองเขาเพียงครั้งเดียว
เพียงแค่สบตา
ดารอสทั้งร่างแข็งทื่อทันทีม่านตาของเขาหดเล็กลงอย่างรุนแรงภาพตรงหน้ากลับเปลี่ยนไปโดยฉับพลังเขารู้สึกราวกับตนเองกำลังยืนอยู่กลางความมืดอันไร้ขอบเขตไม่มีพื้น
ไม่มีท้องฟ้าไม่มีแสงไม่มีเสียงมีเพียงดวงตาคู่หนึ่งที่กำลังจ้องมองลงมาจากเบื้องบนดวงตาคู่นั้นสงบนิ่ง...แต่กลับให้ความรู้สึกดุจมหาสมุทรอันไร้ที่สิ้นสุด
หัวใจของดารอสเต้นรัวอย่างควบคุมไม่ได้เหงื่อเย็นไหลอาบทั่วทั้งแผ่นหลังลมหายใจเริ่มติดขัดเขาพยายามขยับร่างกายแต่ทำไม่ได้แม้แต่น้อย
"อะ...อะ..."
ริมฝีปากสั่นเทาเสียงไม่ยอมหลุดออกมาก่อนที่ทุกสิ่งจะกลับคืนสู่สภาพเดิมในพริบตาภาพความมืดหายไปเขากลับมายืนอยู่ในห้องเรียนเหมือนเดิม
ใช้เวลาเพียงชั่วเสี้ยววินาทีเท่านั้นแต่สำหรับดารอส...มันเหมือนผ่านไปหลายชั่วโมงเขาก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัวจากนั้น...
อีกก้าวและอีกก้าวจนแผ่นหลังชนโต๊ะเรียนเสียงดังปึก!ทั้งห้องเรียนตกอยู่ในความเงียบงันทุกสายตาหันไปมองดารอสพร้อมกัน
เขากำลังหอบหายใจรุนแรงใบหน้าซีดเผือดรูม่านตายังคงสั่นไม่หยุดราวกับเพิ่งพบเห็นบางสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่บนโลกนี้ส่วนข้า...ยังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ได้ขยับแม้แต่ปลายนิ้วก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเหมือนเดิม
"เจ้าบอกว่า...จะใช้เพียงนิ้วเดียวไม่ใช่หรือ? แล้วเหตุใด...จึงเป็นฝ่ายถอยเองเสียเล่า?"
ราดอส กล่าวอย่างสั่นคลอนว่า
"จะ...เจ้า...เจ้าเป็นใครกันแน่"
ข้าเดินเข้าเดินเข้าหามันแล้วยิ้มมุมปากก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"อาร์ทคลู วัลดีเกด ก็แค่เด็กหกขวบ"
วันถัดมา—
พวกเราไปเที่ยวทะเลสาบเซเมย์ ซึ่งอยู่นอกกำแพงเมือง เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันระหว่างสถาบัน
นักเรียนจากสถาบันจอมมารและโรงเรียนผูิกล้าแห่งมนุษย์กำลังตรวจสอบเครื่องมือเวทมนตร์และอุปกรณ์อื่นๆอย่างพิถีพิถันเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันระหว่างโรงเรียน
นักเรียนจากทั้งสองโรงเรียน ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างกันกลายเป็นปรปักษ์อย่างสิ้นเชิงหลังจากเหตุการณ์เมื่อวานนี้ ต่างปฏิเสธที่จะสบตากันและแผ่บรรยากาศตึงเครียดออกมา ทั้งสองฝ่ายดูเหมือนจะมุ่งมั่นที่จะแสดงให้อีกฝ่ายเห็นว่าตนเองสามารถทำได้ดีกว่าใน1การแข่งขันระหว่างโรงเรียน
เมื่อเสียงระฆังดังขึ้นเพื่อส่งสัญญาณเริ่มเรียน ดิเอโก้จึงพูดว่า:
"วันนี้เราจะจัดการแข่งขันระหว่างสถาบันต่างๆ อย่างที่พวกคุณรู้กันอยู่แล้ว การแข่งขันจะใช้เวทมนตร์ของกองทัพ แต่สถาบันผู้กล้าจะใช้เวทมนตร์ผู้กล้า และสถาบันจอมมารจะใช้เวทมนตร์ต้นกำเนิด เนื่องจากลักษณะเฉพาะของพวกเขานั้นแตกต่างกัน การแข่งขันครั้งนี้จะเป็นการฝึกฝนที่มีความหมายมาก"
ในขณะที่ เอมีเลีย กำลังจะเลือกตัวลงแข่ง นักเรียนท็อปหนึ่งของปีสาม ก็เสนอตัวขอลงแข่ง เขาคือ รีเบสด์ ฝั่ง สถาบันจอมมาร มี
รีเบสด์, กัลรา, ฮาริ, ฝั่ง โรงเรียนผู้กล้า มี อาเดรียโน่, ราออส, ไฮน์, ไม่นานนักผลแพ้ชนะก็กระจ่างชัดเจนว่า โรงเรียนผู้กล้า สามารถเอาชนะ สถาบันจอมมาร ไปได้อย่างง่ายดาย
ข้าใช้ ‘กลารอม(เคลื่อนย้ายในพริบตา)’ ส่งร่างของข้าและ อลิซาเบธ, อีซาเบลล่า, เวดาร์ล ไปที่โขดหินยัก ไฮน์เอ่ยขึ้นคนแรกว่า
"เฮ้น้องชาย รุ่นพี่เมื่อกี้นี้อ่อนชะมัดยาดเลยว่าไหมฮ่า ๆ ๆ ๆ"
ข้าเอ่ยว่า
"มาสู้กันรอบสองกันดีกว่านะ ดูเหมือนว่าพวกเจ้าก็ยังสู้ไม่เต็มที่เลย"
ราออส เอ่ยขึ้นว่า
"ก็ไม่ได้มีค่าพอหรอกนะ"
เวดาร์ล กล่าวขึ้นว่า
"ใช้น้ำวารีศักสิทธิ์ช่วย และสามารถชนะได้ก็ถือว่าใช้ได้นะครับ"
ราออส ตอบ
"อย่าอ้างนู่นอ้างนี่หน่อยเลยไอ้พวกเผ่ามาร"
ไฮน์ เสริมว่า
"งั้นก็สูบน้ำออกให้หมดสิ เดี๋ยวจะรอให้เอาไหม"
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากที่ไหนกัน
"อะไรกัน ไม่จำเป็นต้องรอหรอก"
ทุกคนมองไปทางทะเลสาบ และสิ่งที่อยู่บนนั้นคือข้าที่กำลังยื่นมือขวาขึ้นสู่ท้องฟ้า ข้าร่าย
‘จีโอ เกรส(ปืนใหญ่โลกันตร์บรรลัยโลกาวินาศ)’
เปลวเพลิงทรงกลมขนาดยักษ์ปรากฏขึ้นและพุ่งลงไปยัง ทะเลสาบ จากนั้น ทะเลทั้งผืนแหบแห้งกร้าน นักเรียนของผู้กล้าต่างก็ตกตะลึงทุกคน ดิเอโก้ ยิ่งโกรธจัดจนมันหน้าตาที่ดูหน้าเกลียด
จะมีเพียงแค่ ราออส เรเดรียโน และ ไฮน์ เท่านั้นที่ทำหน้าราวกับว่าสิ่งที่สนุกมากๆมันหลังจากนี้ไปต่างหากล่ะ
ราดอส ถูกกลั่นแกล้งโดยเด็กหกขวบ ฮ่า ๆ ๆ ๆ




