~ การทรยศหักหลังและความไร้เหตุผล ~
ความมืดมิดอันหนาทึบของดินแดนกลอเนลในยามวิกาล ถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัวและกดดัน กองทัพอัศวินมายาอันเกรียงไกรได้เคลื่อนพลมาถึงจุดหมายปลายทางตามแผนการอันลึกลับ
ท่ามกลางหมอกหนาที่ลอยละล่องดั่งวิญญาณเร่ร่อนเจฟฟ์นายกองแห่งอัศวินมายาผู้มีสีหน้าเคร่งเครียดและกระวนกระวายใจได้พุ่งทะยานมุ่งหน้าเข้าสู่ใจกลางเมืองอย่างเร่งรีบราวกับมีบางสิ่งกำลังฉุดกระชากสติสัมปชัญญะของเขา
เซลิส วอลดีโกด ผู้เป็นอาจารย์และผู้นำสูงสุดในเงา ได้ก้าวเดินตามมาด้วยฝีเท้าอันเงียบกริบดั่งภูตผี ก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาลว่า
“…พึ่งมาถึงที่นี่เจ้าก็มุ่งหน้าเข้าไปในเมือง เจ้าไปทำอะไรกัน…"
เจฟฟ์สะดุ้งสุดตัว หัวใจกระตุกวูบด้วยความหวาดกลัว เขาหยุดชะงักฝีเท้าแต่ยังคงนิ่งเงียบไม่กล้าปริปากเอื้อนเอยคำใดออกมา ด้วยความที่รู้ดีถึงอำนาจและบทลงโทษอันเด็ดขาด
ของอาจารย์ เซลิสจึงหรี่นัยน์ตาลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างจนอากาศรอบข้างหนתตัวขึ้น จี้ด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
“อยากรู้เหรอว่าไอ้หนูนั่นหายไปไหน"
เจฟฟ์เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ใบหน้าซีดเผือดลงทันที เม็ดเหงื่อกาฬไหลรินลงตามกรอบหน้า น้ำเสียงสั่นเครือหลุดออกมาจากลำคออย่างไม่เป็นภาษา
“ห๊ะ?…ท่านอาจารย์ท่านรู้เหรอขอรับ? อย่าบอกนะว่า?…ท่านทำอะไรลงไป!!…"
เซลิสแค่นหัวเราะในลำคอด้วยความหงุดหงิด ดวงตาคมกริบกวาดมองลูกศิษย์ผู้ตื่นตระหนกก่อนจะตวาดกลับด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ
“จะต้องให้ข้าบอกอีกกี่ครั้งเจฟฟ์ ข้าบอกว่าอย่าได้ไปยุ่งกับไอ้หนูนั่นน่ะ”
เจฟฟ์ก้มหน้าลงด้วยความหวาดกลัว ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อยก่อนจะพยายามเค้นเสียงตอบรับด้วยความยากลำบาก
“ตะ…แต่…ว่า”
เซลิสไม่เปิดโอกาสให้เจฟฟ์ได้อธิบายหรือแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น เขาหันหลังให้ลูกศิษย์ทันที สะบัดชายผ้าคลุมปลิวไสวไปตามสายลมยามวิกาลแล้วเอ่ยคำสั่งสั้นๆ
“…ตามมา…”
เจฟฟ์รีบเร่งฝีเท้าก้าวตามไปติดๆ แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความสงสัยและหวาดระแวง เขาจึงเอ่ยถามขึ้นท่ามกลางความเงียบของราตรี
“เราไปไหนกันหรือขอรับท่านอาจารย์?”
ณ ซอกมุมอันเงียบสงบและมืดมิดแห่งหนึ่งในดินแดนกลอเนล เสียงใสแจ๋วของเด็กชายวัยเพียง 6 ขวบดังแทรกสายลมขึ้นมาอย่างมั่นใจ
“เสร็จข้าล่ะ!”
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เซลิสและเจฟฟ์ได้ประสานพลังจิตและพลังเวทย์ขั้นสูง ใช้คาถาอำพรางตัวตนระดับตำนานถึงสองบทพร้อมกัน นั่นคือ
‘ไลเนว(มายาลวง)’ และ ‘นาจีรา(ซ่อนเร้นมนตรา)’
เวทย์ที่บิดเบือนทั้งแสงเสียงและการรับรู้ทางประสาทสัมผัสรอบด้านและเวทย์ที่ผนึกกลิ่นอายและตัวตนให้กลืนหายไปกับความว่างเปล่าอย่างไร้ร่องรอยทั้งคู่เดินดิ่งเข้าไปหาเด็กชายในวัยเพียงแค่หกขวบผู้นั้นอย่างระมัดระวังเพื่อทดสอบขีดความสามารถที่เล่าลือกันในหมู่เงาดำทว่าสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น
เด็กชายวัย หกขวบหันขวับมาทางจุดที่พวกเขายืนอยู่ทันที ดวงตาส่องประกายแสงสีดำสนิทราวกับห้วงเหวลึกจ้องตรงมายังความว่างเปล่า ก่อนจะเอ่ยปากถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไร้ซึ่งความหวาดกลัวแม้แต่น้อยว่า
“ใครอยู่ตรงนั้น?”
อย่าว่าแต่เจฟฟ์ผู้เป็นลูกศิษย์มือขวาเลย แม้กระทั่งเซลิสผู้เป็นจอมขมังเวทย์และยอดฝีมือแห่งกองทัพอัศวินมายาก็ยังต้องตกตะลึงจนดวงตาเบิกกว้างร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะเด็กชายวัยหกขวบผู้นี้กลับสามารถมองทะลุผ่านเวทย์อำพรางตัวตนระดับสูงสุด
ที่แม้แต่มหาจอมเวทย์ระดับสูงยังต้องใช้เวลาแกะรอยนานนับวันได้อย่างง่ายดายดั่งปอกกล้วยเข้าปากเซลิสรู้สึกทึ่งและตื่นตะลึงระคนความพึงพอใจรอยยิ้มอันเป็นประกายปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคายเขาพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและตื่นเต้น
“เจฟฟ์ ข้าตัดสินใจแล้วแหละ…ไอ้หนูนั่นเหมาะสมที่จะเป็นราชันย์ ในอนาคตไอ้หนูนั่นจะกลายเป็นผู้ปกครองดีลเฮด (ดินแดนของเผ่ามาร) เป็นแน่”
เห็นว่าการอำพรางไร้ซึ่งความหมายเซลิสจึงตัดสินใจคลายเวทย์ ‘ไลเนว (มายาลวง)’ และ ‘นาจีรา (ซ่อนเร้นมนตรา)’ ออกเผยให้เห็นร่างของบุรุษปริศนาทั้งสองท่ามกลางแสงจันทร์สลัวอานอส วอลดีโกด
เด็กชายวัยหกขวบผู้ยืนอยู่เบื้องหน้า ไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขายืนกอดอกจ้องมองผู้บุกรุกทั้งสองด้วยสายตานิ่งสงบ ก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นเกินวัยว่า
“…เอ่ยนามมา…”
เซลิสตอบกลับอย่างทันท่วงที น้ำเสียงเจือความเย่อหยิ่งและลึกลับ
“แค่วิญญาณระเหเร่ร่อนไม่จำเป็นต้องมีนาม”
อานอส วัย 6 ขวบหรี่ตามองเล็กน้อยก่อนจะตั้งคำถามซัดตรงเข้าประเด็น
“มีธุระอะไรกับข้า?”
เซลิสแย้มยิ้มมุมปาก ก่อนจะประกาศเจตนารมณ์ออกมาตรงๆ
“ไอ้หนู ข้าจะสอนวิชาให้เจ้า”
เด็กชายตอบกลับไปอย่างทันควันโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดแม้แต่น้อย น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นใจและถือดีในศักดิ์ศรีของตนเอง
“ไม่จำเป็น”
เซลิสหัวเราะในลำคอเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยย้ำถึงความสามารถที่เด็กชายเพิ่งแสดงออกมาเพื่อกดดันให้ยอมจำนน
“เวทย์เมื่อครู่มันคือ ‘ไลเนว (มายาลวง)’ กับ ‘นาจีรา (ซ่อนเร้นมนตรา)’ เจ้ามองออกด้วยงั้นเหรอ ปกติแล้วแม้กระทั่งผู้เชี่ยวชาญด้านเวทมนตร์ระดับสูงก็มิอาจรู้ได้ถึงการมีอยู่ของมัน”
ทันใดนั้น รอยยิ้มอันเป็นประกายของเซลิสก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอันโหดเหี้ยมและอำมหิต บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งขึ้นจนหายใจไม่ออก เซลิสสะบัดมือเบาๆ ร่ายเวทย์พันธนาการขั้นเด็ดขาด
‘โซรา เอย์ ดิปต์(โซ่มนตราพันธนาการ)’
โซ่สีดำสนิทที่อัดแน่นไปด้วยพลังเวทย์มหาศาลพุ่งทะยานออกมาจากความว่างเปล่า หมายจะรัดรึงร่างของเด็กชายให้ขยับเขยื้อนไม่ได้ ก่อนที่เซลิสจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันว่า
“จงทำตามเสีย…ในเมื่อเจ้ามีเนตรมารก็คงรู้อยู่แล้วว่าเจ้ามิอาจจะเอาชนะข้าได้”
ทว่า อานอสกลับไม่มีทีท่าว่าจะหวาดกลัวแม้แต่น้อย นัยน์ตาสสีดำสนิทฉายแววเย้ยหยันกลับคืน
“…ขอปฏิเสธ…”
ในเสี้ยววินาทีที่โซ่มนตรากำลังจะพุ่งเข้าพันธนาการร่าง อานอสได้สะบัดมือเรียกเปลวเพลิงสีดำสนิทขึ้นมาห่อหุ้มฝ่ามือ นั่นคือเวทย์มนตร์ทำลายล้างขั้นสูง
เจฟฟ์ตะคอกใส่ว่า
“บอกให้ทำตามไงเล่า!”
อานอส กล่าวตอบว่า
“ก็บอกว่าปฏิเสธไงเล่า!”
‘เกรสเด(เพลิงมาร)’ อานอสพุ่งทะยานเข้าใส่เซลิสด้วยความเร็วที่เหนือกว่าสายตาคนธรรมดาจะมองทัน พร้อมกับรวบรวมพลังเวทย์ทั้งหมดไว้ที่นิ้วมือจนเกิดประกายแสงสีม่วงเข้ม ห่อหุ้มด้วยคำสาปมรณะที่สามารถกัดกินวิญญาณและสลายทุกสรรพสิ่ง
‘เดกุส เซกต์(คำสาปมรณะ)’
หมัดของเด็กชายพุ่งทะลวงอากาศเข้ากระแทกหน้าอกของเซลิสอย่างจังเสียงเนื้อและกระดูกปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหวแรงกระแทกมหาศาลส่งผลให้ร่างของเซลิสทะลุออกด้านหลังอานอสคาดหวังว่าคำสาปมรณะนี้จะกัดกินและทำให้ร่างของเซลิสสลายหายไปเป็นเถ้าธุลี
ในพริบตา แต่ทว่าปาฏิหาริย์แห่งความมืดกลับหยุดทำงานลง คำสาปมรณะถูกผนึกและสลายไปอย่างไร้ผลด้วยเกราะพลังเวทย์ที่หนาแน่นยิ่งกว่าเซลิสผู้ถูกแทงทะลุอกกลับไม่แสดงอาการเจ็บปวดแม้แต่น้อย
เขายกยิ้มมุมปากด้วยความเหี้ยมเกรียมในเสี้ยววินาทีที่เด็กชายกำลังจะชักมือกลับเซลิสได้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาดห่อหุ้มนิ้วชี้ของตนด้วยเวทย์ทำลายล้างรากเหง้าอันทรงพลัง
‘เบบุสโด(สังหารรากเหง้า)’
ก่อนจะคว้าหมับและกระชากมือของเด็กชายออกมาอย่างแรง ทันใดนั้น เลือดสีแดงฉานพุ่งกระฉูดสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ เซลิสไม่ได้เพียงแค่ตัดแขนของเด็กชายทิ้งอย่างธรรมดา
แต่แรงกระชากอันดิบเถื่อนและเปี่ยมด้วยพลังทำลายล้างรากเหง้าเวทย์มนตร์ ได้ส่งผลให้แขนขวาของอานอสแหลกละเอียดและขาดกระจุยออกเป็นชิ้นๆ ท่ามกลางเสียงร้องที่ควรจะเจ็บปวด
แต่อานอสกลับเพียงแค่กัดฟันแน่นโดยไม่หลุดเสียงคร่ำครวญออกมาแม้แต่แอะเดียวเซลิสยืนมองเด็กชายผู้บาดเจ็บสาหัสด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความทึ่งและสนุกสนานก่อนจะเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นเพื่อใช้เป็นข้อต่อรองอันทรงพลัง
“ไอ้หนู…ไม่อยากรู้เรื่องพ่อแม่ของเจ้าเหรอ”
อานอสที่กำลังยืนหายใจหอบถี่จากพิษบาดแผล นัยน์ตาสีดำสนิทจับจ้องมองบุรุษปริศนาเบื้องหน้าด้วยความเคียดแค้นและสงสัยระคนกัน เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเล็กน้อยแต่หนักแน่น
“เจ้ารู้เหรอ?”
เซลิสกล่าวตอบกลับไปอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้า
“นั่นก็เป็นเหตุผลที่เจ้าเป็นหนึ่งในผู้ที่ มีความโหยหาและมีความทะเยอทะยานสูงลิ่วและไม่ยอมจำนนต่อผู้ใด”
อานอสเริ่มพูดเสียงดังขึ้นอีกนิดหน่อย ความโกรธเกรี้ยวและแรงผลักดันภายในจิตใจปะทุขึ้นราวกับลาวาใต้พิภพ
“บอกมา!”
เซลิสแย้มยิ้มเหี้ยมเกรียม ดวงตาส่องประกายด้วยความเจ้าเล่ห์ไร้ความปรานี
“ข้าจะบอกเรื่องราวของมารดาของเจ้าในตอนที่เจ้าปกครองได้ครึ่งนึงของดีลเฮด…และถ้าครอบครองได้อีกครึ่งนึงจนครองได้ทั้งดีลเฮด ข้าจะบอกเรื่องของบิดาเจ้า”
อานอสขบกรามแน่น สมองอันชาญฉลาดและเปี่ยมด้วยพรสวรรค์วิเคราะห์สถานการณ์อย่างรวดเร็ว ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเอ่ยถามคำถามสำคัญที่ค้างคาอยู่ในใจมาโดยตลอด
“วิญญาณ…ข้าขอถามสักอย่างนึงจะได้หรือไม่? คนที่เฝ้ามองดูข้าอยู่ตลอดเวลาคือเจ้าใช่หรือไม่?”
เซลิสเลือกที่จะเบี่ยงบ่ายคำถามนั้น ไม่ยอมตอบรับหรือปฏิเสธตรงๆ ก่อนที่ร่างของเขาจะค่อยๆ เลือนรางและสลายกลายเป็นละอองวิญญาณเพื่อเตรียมจากไป วิญญาณและเงาร่างของเซลิสได้ทิ้งท้ายคำพูดอันลึกซึ้งและดาร์กเกินกว่าเด็กวัย 6 ขวบจะเข้าใจไว้ให้อานอสได้ขบคิด
“จงมองไปยังก้นบึ้งด้วยดวงตาคู่นั้นโดยไม่ต้องเชื่อถือสิ่งใด…แล้วเจ้าก็จงเข้าใจเสียเถิดว่าโลกใบนี้ถูกครอบงำและเต็มไปด้วยการทรยศหักหลังและความไร้เหตุผล”
สิ้นเสียงคำกล่าวอันเยือกเย็นเซลิสก็หายวับไปจากตรงนั้นอย่างไร้ร่องรอยทิ้งให้อานอส วอลดีโก๊ด ยืนอยู่ท่ามกลางคราบเลือดและเศษซากพลังเวทย์โดยที่ในขณะนั้น
เขาก็ยังคงไม่ล่วงรู้เลยแม้แต่น้อยว่าวิญญาณและเงาดำที่มาเยือนในยามวิกาลเพื่อท้าทายและมอบเป้าหมายชีวิตให้แก่เขานั้นแท้จริงแล้วคือผู้ให้กำเนิดคือบิดาผู้สายนอกกายแต่ผูกพันด้วยสายเลือดแห่งมารนั่นเอง
จงมองไปยังก้นบึ้งของจิตใจเสียเถิด ฮ่า ๆ ๆ ๆ




