บทนำ ~ อัศวินไร้นาม ~
คิดหรอว่าแค่ทำให้ข้าตาย แล้วข้าจะตายน่ะ ฮ่าๆ
ท่ามกลางกระแสธารแห่งกาลเวลาเมื่อสองพันปีก่อน ในยุคที่ประวัติศาสตร์ขนานนามว่า "ยุคเทพปกรณัม" โลกตกอยู่ในสภาวะแตกแยกอย่างถึงที่สุด ผืนแผ่นดินลุกเป็นไฟด้วยไฟสงครามที่ไม่มีวันมอดดับ
ในเวลานั้นเผ่าพันธุ์ปีศาจและเผ่ามารยังคงแบ่งแยกศักดิ์ศรีและสายเลือดออกจากกันอย่างชัดเจน ต่างฝ่ายต่างช่วงชิงความเป็นใหญ่ภายใต้ร่มเงาแห่งความสิ้นหวัง
มันคือช่วงเวลาแห่งความมืดมิดก่อนที่รุ่งอรุณสีชาดอย่างจอมมารผู้เหี้ยมโหด อานอส วอลดีโกด จะลืมตาขึ้นมาปฏิวัติโลก ทว่าในเงามืดนั้น ราชาปีศาจ ลูซิเฟอร์ ผู้ครอบครองอำนาจทำลายล้างระดับพหุจักรวาลได้แผ่ขยายอิทธิพลไปทั่วโลกของมิลรีเทีย
ที่เคยสงบสุขบัดนี้แหลกสลายไปมากกว่าครึ่งด้วยน้ำมือของเขา กลิ่นอายแห่งการล่มสลายอบอวลไปทุกหย่อมหญ้า ทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพังและเสียงกรีดร้องของดวงวิญญาณที่ถูกพรากไป ณ สมรภูมิที่ถูกย้อมด้วยสีเลือด สงครามระหว่างกองทัพปีศาจของลูซิเฟอร์และกองทัพมนุษย์กำลังดำเนินไปอย่างบ้าคลั่ง ท่ามกลางวงล้อมของความตาย
บุรุษผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าแถวรบ เขาคือผู้ที่ได้รับฉันทานุมัติจากเทพเจ้าให้เป็นความหวังสุดท้ายของมวลมนุษย์ "ผู้กล้า กราแฮม" ผู้ถูกเลือกโดยเทพเขตแดน รีโนโลรอส ร่างกายของเขาอาบไปด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์จาก
"ดาบเทพปกปักษ์" ศาสตราที่กุมกฎระเบียบแห่งการดำรงอยู่ แม้โลกจะพังทลายลงเพียงใด แต่อำนาจแห่งกฎเกณฑ์ที่เขายึดถือก็ยังคงค้ำจุนชีวิตของเหล่าทหารที่เหลือรอดให้หยัดยืนอยู่ได้ในดินแดนที่ล่มสลายนี้
ทว่า ในขณะที่ทุกคนกำลังจับจ้องไปยังการปะทะกันของยักษ์ใหญ่ทั้งสอง ยังมีมารกลุ่มหนึ่ง ที่ตระหนักถึงเรื่องนั้น เหล่า กองอัศวินไร้นาม ที่ซึ่งนำโดย เซลิส วอลดีโหด หายตัวไปยากประวัติศาสตร์ พวกเขาคิดอย่างไรกัน กวัดแกว่งดาบเพื่อสิ่งใดกันแน่ มีเพียงผู้ที่เคยเห็น กองทัพไร้นาม เหล่านี้ เป็นเหมือนดั่งภาพมายา และ เงาลวงตา ที่ยังคงหลงเหลือความทรงจำเพียงเล็กน้อย
"ข้าศึกบุก! พวกมันมาแล้ว! ไม่ทราบจำนวนที่แน่นอนขอรับ ท่านกาแฮม!"
ทหารสื่อสารตะโกนก้องด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าขณะชี้ไปยังม่านหมอกสีดำที่เคลื่อนตัวเข้าหาอย่างรวดเร็ว กาแฮมขบฟันแน่น มือที่ถือดาบเทพปกปักษ์สั่นสะท้านด้วยความโกรธเกรี้ยว
"หนอยแนะ... คิดจะทำอะไรกันแน่ ไอ้พวกเผ่ามารโสโครก! ในเวลาที่โลกกำลังจะวินาศ พวกแกยังจะซ้ำเติมอีกหรือ!"
สิ้นคำรามของผู้นำมนุษย์ บรรยากาศรอบด้านพลันหนักอึ้งจนหายใจลำบาก พริบตานั้น เซลิส โวลดีโกด ปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบงันราวกับวิญญาณร้ายที่ผุดขึ้นจากขุมนรก เขาไม่ได้ยืนอยู่บนแท่นแม่ทัพ
แต่กลับยืนอยู่ใจกลางทัพมนุษย์ที่รายล้อมไปด้วยคมหอกนับพัน แววตาของเขาไม่ได้ฉายแววอาฆาต แต่มันคือความว่างเปล่าที่ลุ่มลึกยิ่งกว่ามหาสมุทร
เซลิสวาดมือไปในอากาศ วงเวทย์ทรงกลมสีขาวบริสุทธิ์พลันสว่างจ้าขึ้นอย่างฉับพลัน ขัดกับรัศมีสีดำทมิฬที่หมุนวนอยู่รอบตัวเขา
เขาสอดมือเข้าไปในวงเวทย์นั้นและกระชาก
ดาบหมื่นอัสนี เกาโดเกย์มอน ออกมา สายฟ้าสีม่วงเข้มประทุออกมาจากตัวดาบ ส่งเสียงเปรี้ยงปร้างราวกับมังกรที่กำลังคำรามด้วยความหิวโหย บรรยากาศรอบตัวเขาบิดเบี้ยวด้วยแรงดันเวทย์มหาศาล
ที่แทบจะฉีกกระชากมิติ เซลิสเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบต่ำแต่กังวานไปถึงก้นบึ้งของวิญญาณ
‘เวเนเจียรา(ความเป็นไปได้ปรากฏ)’
ทันใดนั้น วงเวทย์รอบตัวเขาแตกตัวออกเป็นเจ็ดส่วน แปดส่วน จนถึงเก้าส่วน ดาบแห่งความเป็นไปได้ทั้งเก้าเล่มสลักเสลาด้วยอักขระโบราณพุ่งทะลุออกมาจากความว่างเปล่า พวกมันลอยวนอยู่รอบกายเซลิสราวกับบริวารที่ซื่อสัตย์
ก่อนจะปลดปล่อยพลังงานลึกลับที่ลบเลือนขอบเขตระหว่างความจริงและความฝัน
‘ราเวีย เนโอลด์ กัลวารีซเอน (ดาบสิบสนามสายฟ้าม่วงสูญสิ้น)’
เซลิสขยับข้อมือเพียงเล็กน้อย ดาบทั้งเก้าเล่มพลันพุ่งเข้าหาเกาโดเกย์มอนในมือของเขา หลอมรวมความเป็นไปได้นับหมื่นประการให้กลายเป็นหนึ่งเดียว แสงสีม่วงเข้มระเบิดออกจนท้องฟ้าที่เคยมืดมิดกลายเป็นสีเลือดหมู
เขาตวัดดาบออกไปในแนวราบเพียงครั้งเดียว คลื่นดาบสายฟ้าไม่ได้เพียงแค่ตัดผ่านร่างกาย แต่พุ่งเข้าทำลายล้างตัวตนและอนาคตของสิ่งที่มันสัมผัส เปรี้ยง!!! เสียงกัมปนาทเลื่อนลั่นจนแผ่นดินแยกเป็นเสี่ยงๆ
กองทัพมนุษย์ที่พรั่งพร้อมด้วยเกราะเหล็กและมนตราป้องกันถูกกวาดล้างหายไปในพริบตาเดียว ร่างนับพันอันตรธานกลายเป็นละอองธุลีโดยไม่ทันได้ส่งเสียงร้อง
แสงสว่างสีม่วงกลืนกินทุกสิ่งทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดที่น่าสะพรึงกลัว ดินแดนที่เคยเป็นสมรภูมิรบอันวุ่นวายบัดนี้กลายเป็นที่รกร้างว่างเปล่า มีเพียงรอยไหม้เกรียมของสายฟ้าที่ลากยาวสุดลูกหูลูกตา
เซลิสยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่านั้น ดาบหมื่นอัสนีในมือยังคงส่งเสียงครางแผ่วเบา เขาไม่เหลียวหลังกลับไปมองซากความพินาศที่ตนสร้างขึ้น แผ่นหลังของเขายังคงตั้งตรง ดั่งราชาผู้แบกรับบาปหนาและโชคชะตาที่โลกไม่ยอมรับ
ในขณะที่เงาของกองอัศวินไร้นามค่อยๆ เลือนหายไปในม่านหมอก ทิ้งไว้เพียงคำถามที่ไม่มีวันได้รับคำตอบในประวัติศาสตร์กระแสหลัก ว่าพวกเขาสู้เพื่อสิ่งใดในยุคที่มืดมิดที่สุดนี้
กลิ่นไหม้ของอณูเวทมนตร์ที่ถูกฉีกกระชากยังคงอบอวลอยู่ในชั้นบรรยากาศ ท่ามกลางทัศนียภาพอันล่มสลายที่เหลือเพียงเถ้าถ่านจากการปลดปล่อย "ดาบหมื่นสนามสายฟ้าม่วงสูญสิ้น" พื้นดินที่เคยแข็งแกร่งกลับกลายเป็นร่องลึกราวกับถูกอสูรกาย
ขนาดยักษ์ตะกุยตะกาย ท่ามกลางความพินาศย่อยยับนั้น ร่างของผู้กล้ากาแฮมยังคงยืนหยัดอยู่ได้เพียงผู้เดียว แม้ชุดเกราะศักดิ์สิทธิ์จะแตกกระเทาะและร่างกายอาบไปด้วยเลือด แต่ดวงตาของเขายังคงสั่นระริกด้วยความสับสนและหวาดหวั่นขณะจ้องมองไปยังศัตรูเบื้องหน้า
"ถ้ามีพลังถึงขนาดนี้...ถ้ามีพลังถึงขนาดพังทลายกฎเกณฑ์ได้เพียงการตวัดดาบครั้งเดียว... แล้วทำไม! เหตุใดใยจึงไม่เข้าร่วมสงครามแย่งชิงอำนาจ!"
กาแฮมแผดเสียงถามด้วยความอัดอั้น
"ด้วยพลังนั่น เจ้าสามารถขึ้นเป็นราชาครองโลกทั้งใบได้แท้ๆ!"
เซลิส วอลดีโกด ยังคงนิ่งสงบราวกับรูปปั้นที่สลักจากศิลาเย็นเยือก เขาไม่แม้แต่จะขยับริมฝีปากตอบโต้ ความเงียบนั้นกดดันเสียจนกาแฮมรู้สึกเหมือนหัวใจจะหยุดเต้น ผู้กล้าผู้ถูกเลือกกัดฟันกร่อนพลางตะโกนถามคำถามสุดท้ายที่ติดค้างในใจ
"พวกเจ้าเป็นใครกันแน่ เผ่ามารที่อยู่นอกเหนือหน้าประวัติศาสตร์เช่นพวกเจ้า มีนามว่าอะไร!"
บุรุษผู้มีเรือนผมสีม่วงสลวยพริ้วไหวตามแรงลมกระโชก ดวงตาสีฟ้าครามที่ลุ่มลึกดั่งห้วงเหวไร้ก้นบึ้งจ้องเขม็งไปที่ผู้กล้า เซลิสในชุดผ้าคลุมยาวสีดำสนิทที่กลืนกินแสงสว่างขยับแขนช้าๆ ปลายดาบหมื่นอัสนีที่ยังคงมีประกายไฟสีม่วงแล่นปราดไปมาถูกชี้ไปที่ลำคอของกาแฮม
"สิ่งที่พวกเจ้าเรียกว่า 'นาม' นั้นมันไม่จำเป็นสำหรับวิญญาณไร้นามเช่นข้า..."
เสียงของเขาทุ้มต่ำแต่ทรงพลังจนมิตรอบด้านสั่นสะเทือน
"แต่สำหรับผู้ที่กำลังจะเดินทางสู่ปรโลก อย่างน้อยก็ควรที่จะได้สลักจำนามนี้ไว้ในส่วนลึกของดวงวิญญาณสักนิด เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจถึงความไร้ค่าของอำนาจที่เจ้าถือครอง"
เซลิสชูเกาโดเกย์มอนขึ้นสู่ฟากฟ้าที่บัดนี้กลายเป็นสีม่วงเข้มจากการแทรกแซงของพลังมาร
"ข้าคือ ไอซิส นายกองแห่งกองทัพอัศวินมายา"
ในวินาทีที่เซลิสกำลังจะวาดวงดาบลงเพื่อปลิดชีพผู้กล้า แรงดันเวทมหาศาลที่ร้อนระอุและดำมืดปานโลกันตร์ก็ระเบิดขึ้นในอากาศ พร้อมกับสุ้มเสียงอันสง่างามทว่าเปี่ยมด้วยจิตสังหาร
"ช้าก่อน"
เงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งปรากฏขึ้นกลางสมรภูมิ รัศมีแห่งความตายแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาอย่างรุนแรง นั่นคือ ราชาปีศาจ ลูซิเฟอร์ ผู้ที่ชื่อเรียกคือคำนิยามของความหายนะ
เขาก้าวเท้าเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าดั่งผู้ปกครองสูงสุด
"ขณะนี้มันเป็นสงครามระหว่างข้ากับเจ้านั่น... แล้วเหตุใดวิญญาณไร้นามอย่างพวกเจ้าถึงได้สอดมือเข้ามาแทรกแซง และยังคิดจะสังหารเหยื่อที่ข้าหมายตาไว้เสียด้วย... ใช่หรือไม่?"
เซลิสไม่แม้แต่จะชายตาอง เขาเพียงแค่ยืนนิ่งคุมเชิง ลูซิเฟอร์เหยียดยิ้มบางๆ ก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ข้างๆ กาแฮมที่สิ้นสภาพ
"พรรคพวกที่เหลือของเจ้าอยู่ที่ไหน บอกข้ามา... แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้าในฐานะทาสผู้ซื่อสัตย์"
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ความสนใจของลูซิเฟอร์อยู่ที่ผู้กล้า เซลิสก็ขยับตัวด้วยความเร็วที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของกาลเวลา เกาโดเกย์มอนตวัดเป็นเส้นโค้งสีม่วงเข้าใส่ร่างราชาปีศาจทันที!
"คิดว่าข้าจะปล่อยให้เจ้าทำตามใจชอบงั้นหรือ!"
ลูซิเฟอร์คำรามพร้อมสะบัดมือเรียก "แซ่หนามโลหิตนิลกานต์" สีแดงฉานพุ่งออกมาจากความมืดมิด แซ่ที่เคยฟาดทำลายโลกมานับไม่ถ้วนพุ่งเข้าไปรัดตรึงคมดาบของเซลิสไว้ด้วยแรงมหาศาล ทว่าเซลิสกลับกระชากดาบด้วยพละกำลังที่เหนือมนุษย์ พลังสายฟ้าหมื่นอัสนีปะทุขึ้นจนแซ่หนามโลหิตขาดกระจุยเป็นชิ้นๆ!
ฉัวะ!
ดาบเกาโดเกย์มอนดิ่งลงสะบั้นลำคอของผู้กล้ากาแฮมอย่างแม่นยำ เลือดสาดกระจายขึ้นสู่เวหาพร้อมกับศีรษะที่หลุดลอยไป เซลิสไม่หยุดเพียงเท่านั้น เขาหมุนตัวตวัดดาบต่อเนื่องเป็นวงกว้าง คลื่นพลังทำลายล้างฉีกกระชากร่างของราชาปีศาจลูซิเฟอร์จนกระจายกลายเป็นละอองมืดมิดหายไปกับตา
อย่างไรก็ตาม กลิ่นอายของจอมมารยังไม่มอดดับ ร่างของลูซิเฟอร์กลับมารวมตัวกันใหม่ในระยะที่ห่างออกไป ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความทึ่งและหยามหยันในเวลาเดียวกัน
"ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะปราศจากความละโมบโดยสิ้นเชิง... เจ้าไม่ได้มาเพื่อแย่งชิง แต่มาเพื่อทำลายความหมายของการดำรงอยู่ อีกทั้งยังสร้างความย่อยยับในทุกที่ที่ย่างกรายไปถึง ไม่มีเผ่ามารหรือเผ่าปีศาจตนใดจะคลุ้มคลั่งและว่างเปล่าเท่าเจ้าอีกแล้ว"
ลูซิเฟอร์จ้องมองเข้าไปในดวงตาของไอซิส (เซลิส)
"สมแล้วที่เป็นคนสุดท้ายของ 'วอลดีโกด' ตระกูลที่ถูกตราหน้าว่าถูกกำหนดมาให้เสื่อมสลาย แม้แต่จิตใจของเจ้าเองก็คงสูญสลายไปเนิ่นนาน จนเหลือเพียงวิญญาณที่กวัดแกว่งดาบอย่างไร้จุดหมาย"
เมื่อเผชิญหน้ากับตัวตนที่ดูราวกับหายนะเดินดิน กองทัพมนุษย์ที่เสียผู้นำและกองทัพปีศาจที่ตระหนักถึงความอันตราย
ของอัศวินไร้นามต่างพากันถอยร่นด้วยความหวาดกลัว สงครามที่ควรจะยืดเยื้อกลับจบลงด้วยความว่างเปล่า ทิ้งไว้เพียงเซลิสที่ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางดินแดนที่ไร้ซึ่งชีวิตและการจดจำ
เซลิส วอลดีโกด เป็น บิดาของจอมมารผู้เหี้ยมโหด!




