บทที่1 : บิดาแห่งจอมมาร
Madō Gakuin no Futekigosha
การปิ๊กนิ๊กและสาเหตุที่ไม่ได้รับเลือก
ข้า อาร์วอซ วอลดีโก๊ด วันนี้เป็นวันที่หาได้ยากวันที่ไม่มีสงครามไม่มีการต่อสู้ไม่มีศัตรูหลังจากที่ข้าได้หวนคืนสู่ตำแหน่งเดิมของข้า จอมมารผู้เหี้ยมโหด
พวกเราทุกคนได้ออกมารวมตัวกันเพื่อทำสิ่งที่เรียบง่ายที่สุดอย่างหนึ่ง ปิ๊กนิค ผู้ที่มาด้วยกันในวันนี้มี
เรย์ กรันซ์โดรี่
มิสะ
ซาช่า เนครอน
มีช่า เนครอน
เอเลโอนอร์ เบียนการ์
เซเซีย เบียนการ์
อัซต้า ผู้เป็นพ่อของข้า
อีซาเบลล่า ผู้เป็นแม่ของข้า
มันเป็นวันที่สงบมากจนแทบลืมไปเลยว่าโลกนี้เคยเต็มไปด้วยการต่อสู้เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นประตูห้องเปิดออกเบาๆเซเซียโผล่หน้าเข้ามาเสียงเล็ก ๆ ดังขึ้น
“พี่”
ประตูห้องเปิดออกเบาๆเซเซียโผล่หน้าเข้ามาในห้องเซเซียพูดพร้อมกับจ้องมองมาที่ข้าด้วยตาแป๋ว
“พี่อาร์วอซ... ทุกคนพร้อมกันหมดแล้วนะ เหลือแค่พี่คนเดียวเลย”
“ข้าไม่เห็นรู้เรื่องเลย ทำไมถึงไม่มีใครบอกข้าล่วงหน้าสักคำล่ะ”
ทันใดนั้นเซเซียก็วิ่งเข้ามาแล้วจับแขนของข้าก่อนจะลากออกไปจากห้อง
“ก็มันเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์นี่นา! เร็วเข้าสิ เดี๋ยวแสงแดดสวยๆ จะหมดซะก่อนนะ!”
พริบตาเดียวข้าก็ถูกลากมาถึงหน้าบ้าน
“โอ๊ะ มาแล้วหรอ อาร์วอซ”
พ่อของข้ายืนอยู่ตรงนั้นพร้อมรอยยิ้มกว้าง
“มาช้าจังนะเจ้าลูกชายมัวแต่แต่งตัวหล่ออยู่หรือไง”
เขากล่าวเย้าแหย่
“งั้นไปกันเลยไหม”
เขาทำท่าจะออกเดินทางทันทีทั้งที่ยังไม่ได้อธิบายอะไรเลยข้ามองเขาอย่างสงสัย
“จะไปที่ไหนกันหรอ ท่านพ่อ จู่ๆ ก็ลากกันออกมาแบบนี้”
พ่อมองท้องฟ้าลมพัดเบาๆท้องฟ้าสีครามใสเขากางแขนออกเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้นอย่างจริงจัง เขายิ้มกว้าง
“แกดูสิ อาร์วอซ...อากาศแบบนี้...ท้องฟ้าใสกระจ่างลมโชยเย็นสบาย...ในฐานะลูกผู้ชาย แกไม่รู้สึกเหรอว่ามันคู่ควรที่สุดแล้วสำหรับการ ปิ๊กนิค!"
ข้ามองพ่ออยู่ครู่หนึ่งจากนั้นสายตาของข้าก็เลื่อนลงไปที่มือของเขาซึ่งกำลังถือ
ดาบ
“แล้วท่านจะเอาดาบไปด้วยทำไม ปิ๊กนิคจำเป็นจะต้องพกอาวุธสงครามไปด้วยหรอ?”
พ่อยิ้มกว้างขึ้นอีกรอยยิ้มแบบเดียวกับตอนที่กำลังจะไปทำลายล้างศัตรู
“ถามแปลกๆก็นี่ไงอุปกรณ์สำคัญ!ปิ๊กนิคไปฝึกวิชาดาบไป...เลือดลมจะได้สูบฉีดไงล่ะ!จะเป็นยอดชายต้องขยันฝึกฝนตลอดเวลานะ”
ข้าถอนหายใจเบาๆในขณะเดียวกันทางด้านทุ่งหญ้ามีช่าเดินไปหาเซเซีย
“เซเซีย... ดูนั่นสิ ดอกไม้ตรงนั้นสีสวยจัง ไปเก็บดอกไม้มาทำมงกุฎกันไหม?”
เซเซียพยักหน้าแรง ๆ
“อื้อ! จะเก็บมาฝากพี่อาร์วอซกับเอเลโอนอร์เยอะๆ เลย!”
ทั้งสองเดินเข้าไปในทุ่งดอกไม้ลมพัดผ่าน
กลีบดอกไม้ปลิวไปทั่วอีกด้านหนึ่ง ซาช่า กำลังช่วยแม่ของข้า อีซาเบลล่า จัดเตรียมอาหาร
“ซาช่า ช่วยหยิบตะกร้านั่นให้หน่อยจ้ะ”
“ได้ค่ะคุณแม่!เอ๊ะ...ตะกร้านี้คือแซนด์วิชสูตรพิเศษที่คุณแม่บอกเมื่อวานใช่ไหมคะ?"
ซาช่าเอ่ยถามด้วยความกระตือรือร้น
“ใช่แล้วจ้ะมีไส้ที่อาร์วอซชอบเป็นพิเศษด้วยนะจ๊ะ ช่วยดูหน่อยว่าใส่ซอสทั่วหรือยัง”
“ได้ค่ะคุณแม่”
ซาช่าหยิบตะกร้าอาหารมาให้กลิ่นขนมปังอบใหม่ลอยออกมาบรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบในขณะนั้นพ่อของข้าเดินเข้ามาใกล้แล้วตบไหล่ข้าเบาๆข้าหันไปมอง พ่อมองข้าด้วยสายตาอบอุ่นก่อนจะพูดขึ้นเสียงของเขาจริงจัง
“อาร์วอซ...พ่อดีใจมากนะ...ไม่ว่าแกจะเป็นจอมมาร เป็นผู้ยิ่งใหญ่มาจากไหน... แต่สำหรับพ่อพ่อดีใจจริงๆที่มีแกเป็นลูก”
ข้าไม่ได้ตอบอะไรเพียงแค่ยิ้มเล็กน้อยพ่อมองข้าอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นเขาก็พูดขึ้นอีกครั้งน้ำเสียงของเขานุ่มลง
“จงเดินไปตามเส้นทางที่แกเลือก...ทางที่แกเชื่อมั่นว่ามันถูกต้อง...ไม่ต้องกังวลเรื่องข้างหลังพ่อกับแม่จะคอยเอาใจช่วยแกเสมอ”
เขาตบไหล่ข้าอีกครั้งลมพัดผ่านทุ่งหญ้า
ดอกไม้ไหวเอน
พ่อหันมองไปยังท้องฟ้า
ก่อนจะพูดประโยคสุดท้ายเขายิ้ม
“อาร์วอซ...พ่อไม่มีอะไรจะสอนแกอีกต่อไปแล้ว...แกเติบโตขึ้นมาได้ยอดเยี่ยมกว่าที่พ่อเคยฝันไว้เสียอีก...”
เสียงของเขาเต็มไปด้วยความภูมิใจ
“จำไว้ให้ดีนะ...แกเป็นลูกชายที่พ่อภูมิใจมากที่สุดในชีวิตเลย!”
หลายวันหลังจากวันปิ๊กนิคข้าและทุกคนได้มุ่งหน้าไปยัง โลกใต้พิภพ อีกครั้งพวกเราใช้เวทมนตร์
“เกการ์ (เหินเวหา)”
ลอยผ่านท้องฟ้ามืดหม่นของแดนมารลมเย็นพัดผ่านเสื้อคลุมของพวกเราก่อนที่ในที่สุดพวกเราจะลงจอดที่ซากปรักหักพักของสิ่งก่อสร้างเก่าแก่แห่งหนึ่งหลังจากนั้นไม่นาน
เรย์ กรันซ์โดรี่ และ มิสะ ก็แยกตัวออกไปสำรวจอีกด้านหนึ่งทางเดินหินยาวทอดลึกเข้าไปในความมืดมีเพียงแสงเวทสลัว ๆ ส่องให้เห็นทางทั้งสองเดินมาถึงประตูบานหนึ่งแกรก…ประตูถูกเปิดออกช้า ๆภายในห้องนั้น
มืดสลัวและมีเงาของชายคนหนึ่งยืนอยู่
มิสะชะงักเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นทันที
“คุณ…ที่อยู่ตรงนั้นน่ะ… ไม่ใช่คนของฝั่งเรานี่คะ?”
เสียงของเธอระมัดระวัง
“ทำไมถึงอยู่ในที่แบบนี้ได้...คุณเป็นใครกันหรอคะ”
ชายคนนั้นยังคงเงียบก่อนจะค่อย ๆ ยืนขึ้นจากเก้าอี้ที่อยู่ในเงามืดเขาก้าวเดินเข้ามาช้าๆจนแสงสลัวเผยให้เห็นใบหน้าของเขาชายคนนั้นกล่าวขึ้นเสียงทุ้มหนักเขามองไปยังชายที่ยืนข้างมิสะ
“ข้าคือ…ผู้กล้า คาซิม”
จากนั้นเขาก็กล่าวต่อ
“น้ำเสียงและแววตานั่น... ดูเหมือนเจ้าจะจำอะไรไม่ได้เลยสินะ …เป็นพี่ชายของคนที่เธอยืนอยู่ข้าง ๆ นั่นยังไงล่ะ”
มิสะหันไปมองเรย์ทันที
สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความงุนงง
“เอ๊ะ... พี่ชายงั้นเหรอคะ? หมายความว่ายังไงกัน...”
เรย์เองก็เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับไปมองคาซิมแล้วกล่าวขึ้นเสียงของเขาสงบ
“ขอโทษด้วยนะครับ…ดูเหมือนความทรงจำของผมจะขาดหายไปมากพอดีว่าชาติที่แล้วผมถูกสังหาร…แม้กระทั่งรากเหง้าก็ไม่เหลือ...จึงทำให้ผมไม่รู้เรื่องราวเมื่อสองพันปีก่อนเท่าไรนักรวมถึงเรื่องของคุณด้วย”
คาซิมจ้องมองเขาก่อนจะกล่าวขึ้นอีกครั้ง
“…ข้าคือพี่ชายของ…ผู้กล้า คาน่อน”
แล้วเขาก็ชี้ไปที่เรย์
“เจ้าที่ยืนอยู่ตรงนั้นนั่นแหละ เมื่อสองพันปีก่อน…หรือก็คือเจ้านั่นไง”
มิสะเบิกตาเล็กน้อยส่วนเรย์เพียงพยักหน้าเบา ๆเขาตอบอย่างเรียบง่าย
“เรื่องนั้น…ผมรู้ครับ...ผมรู้ว่าผมคือผู้กล้า คาน่อน...ที่กลับชาติมาเกิด...เรื่องตัวตนของผมในอดีตผมยอมรับมันมาตั้งนานแล้ว”
เรย์มองไปยังคาซิม
“…แต่เรื่องอื่น ๆ เรื่องครอบครัว หรือความสัมพันธ์ที่เคยมี”
"…ผมไม่ทราบอะไรเลยจริง ๆ ครับ ต้องขอประทานโทษด้วยจริงๆ ที่จำพี่ชายอย่างคุณไม่ได้”
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบคาซิมจ้องมองเรย์อยู่ครู่หนึ่งก่อนที่สายตาของเขาจะเปลี่ยนไปภายในใจของเขากำลังคิดถึงสิ่งหนึ่งแม้ว่าคาน่อนจะกลับชาติมาเกิดใหม่มีตัวตนใหม่และใช้ชื่อว่า เรย์ กรันซ์โดรี่ แต่ทว่า ดาบศักดิ์สิทธิ์แห่งผู้กล้า
ดาบวิญญาณเทวะมรรไตร·เอวาร์นมานา
ก็ยังคงเลือก คาน่อน เหมือนเดิมไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปเท่าใดไม่ว่าตัวตนของเขาจะเปลี่ยนไปเพียงใดดาบเล่มนั้นก็ยังคงตอบสนองต่อเขาเพียงผู้เดียวคาซิมกำหมัดแน่นสายตาของเขาเย็นลง
“เข้าใจแล้ว...ในเมื่อจำไม่ได้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ข้าจะต้องอยู่ที่นี่ต่อ”
เขาพูดเพียงเท่านั้นจากนั้นก็หันหลังแล้วเดินออก จากห้องไปเสียงฝีเท้าของเขาค่อยๆห่างออกไปภายในใจของเขามีความรู้สึกหนึ่งกำลังกัดกินอยู่เงียบ ๆความอิจฉา
ในสายตาของเขาเขาเองก็เป็น ผู้กล้า เช่นเดียวกับคาน่อน เขาก็ฝึกฝนต่อสู้และอุทิศตนไม่ต่างจากอีกฝ่ายเลย แล้วทำไม
ดาบเทวะมรรไตร เอวาร์นมานา ถึงเลือกเพียง คาน่อน เพียงคนเดียว
ความคิดนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขาขณะที่ร่างของคาซิมค่อยๆหายไปในความมืดของทางเดินใต้พิภพทิ้งไว้เพียงความเงียบและคำถามของผู้ที่
ไม่ได้ถูกเลือก.
ตอนต่อไป ฉันจะทำภายในคืนนี้แน่นอน ถ้าฉันมีเงินไปซื้อ ยาบ้า มาเสพ




