表示調整
閉じる
挿絵表示切替ボタン
▼配色
▼行間
▼文字サイズ
▼メニューバー
×閉じる

ブックマークに追加しました

設定
0/400
設定を保存しました
エラーが発生しました
※文字以内
ブックマークを解除しました。

エラーが発生しました。

エラーの原因がわからない場合はヘルプセンターをご確認ください。

ブックマーク機能を使うにはログインしてください。
The Unknown   作者: Shū
บทที่ 8 : บิดาของจอมมาร
3/4

บทนำ [ กองอัศวินมายาผู้ไร้นาม ]

มาเริ่มกันเลย และขอขอบคุณ ต้นฉบับ จาก Maou Gakuin no Futekigousha(ใครว่าข้าไม่เหมาะเป็นจอมมาร)

ที่ฉ้นจะทำต่อไปนี้คือ บทที่ 7 : บท คำพยากรณ์แห่งอากาฮา

 เมื่อนานมาแล้ว พิธีพิพากษาคัดสรร นั้นได้อุบัติขึ้นใน โลกใต้พิภพ ท่ามกลางความเงียบงันที่แผ่ซ่านไปทั่วดินแดนรกร้างไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆ นอกจากเสียงลมหวีดหวิวที่พัดพาเอาฝุ่นผงแห่งกาลเวลาให้ลอยละล่อง


 เทพผู้สร้างในรูปลักษณ์ของเด็กสาวผู้มีดวงตาดั่งดาราจักรที่กำลังดับแสง ยืนตระหง่านอยู่ ณ จุดกึ่งกลางของความว่างเปล่า เบื้องหน้าของนางคือ เทพแห่งการจัดเรียง เอลโรรารีเอโรม ผู้ซึ่งร่างกายถูกหล่อหลอมขึ้น


 จากกลไกอันซับซ้อนของตาชั่งแห่งโชคชะตาที่กำลังสั่นไหวอย่างแผ่วเบาด้วยพลังอำนาจที่ไม่อาจหยั่งถึงเทพผู้สร้างก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เสียงของนางกังวานใสทว่าแฝงไปด้วยความร้าวรานใจ


“เทพจัดระเบียบ หลักการของท่านนั้นมีช่องโหว่ที่ลึกเกินกว่าจะอุดได้ด้วยกฎเกณฑ์เพียงอย่างเดียว ท่านกำลังเข่นฆ่าจิตวิญญาณที่ท่านควรจะปกป้อง เพื่อแลกกับการคงอยู่ของระเบียบที่ไร้หัวใจ”


 นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือแต่ทว่าหนักแน่นในเจตจำนงที่ต้องการปกป้องชีวิตอันเปราะบาง เอลโรรารีเอโรม เบนสายตาไร้อารมณ์มามองเด็กสาว กลไกในร่างกายของเขาขยับขยายส่งเสียงเสียดสีกันดั่งฟันเฟืองของนาฬิกายุคโบราณ


“ไม่มีวันจบหรอก ตราบใดที่โลกนี้ยังคงหมุนวนอยู่ กฎระเบียบย่อมต้องดำรงอยู่ตลอดกาลนานเทอญ การพิพากษาคัดสรรถูกสร้างขึ้นเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมและรักษาดุลยภาพแห่งเอกภพไว้”


 คำพูดของเขานั้นเย็นเยียบดุจน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย


“ระเบียบที่ต้องแลกด้วยการสละชีวิตอย่างไร้ค่าเช่นนี้ มันโหดร้ายและเกินขอบเขตของเหตุผลไปมากแล้ว!”


 เทพผู้สร้างตะโกนโต้กลับ ดวงตาของนางวาวโรจน์ด้วยความโกรธแค้น


“เจ้าช่างโง่เขลาเหลือเกิน เทพผู้สร้างเอ๋ย”


 เอวโรราริเอโรมกล่าวเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นกระด้างและทรงอำนาจ


“เจ้าคิดจะฝ่าฝืนกฎอันสูงสุดของเทพเจ้าและโลกใบนี้งั้นหรือ? ถึงเวลาแล้วที่ความสงบสุขจอมปลอมนี้จะต้องถูกกำจัด... จัดการเขาซะ!”


 สิ้นเสียงคำสั่งของเทพจัดระเบียบท้องฟ้าที่เคยว่างเปล่ากลับบิดเบี้ยวกลายเป็นสีม่วงเข้มราวกับเลือดที่ถูกแผดเผา เสียงคำรามของอสุนีบาตสนั่นหวั่นไหวราวกับโลกกำลังจะแตกสลาย


 ทันใดนั้น ร่างของบุรุษผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นดุจเงามืดที่แทรกผ่านช่องว่างของมิติ คมดาบหมื่นอัสนี 'เกาด์เกย์ม๊อน' ที่เปล่งประกายด้วยกระแสไฟฟ้าสีม่วงกระชากผ่านอากาศด้วยความเร็วที่เหนือการมองเห็น


 มันปักทะลุแผ่นหลังของเทพผู้สร้างจนปลายดาบอาบเลือดโผล่พ้นออกมาจากทรวงอก


“มีผู้บุกรุก! มีผู้บุกรุก! เขาเป็นใครกัน!”


 ทหารธรรมดาที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ไม่ไกลตะโกนขึ้นด้วยความตื่นตระหนก มือที่ถือหอกสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ชายอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างกันรีบกระชากแขนเพื่อนพร้อมกับถอยร่นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด


“อย่าส่งเสียงดังไป!นั่นคือมารร้ายสายฟ้าม่วง เซลิส วอลดีโก้ด์ ผู้ที่ถูกระบุว่าเป็นตัวตนอันตรายที่สุดในดินแดนนี้ เขาไม่ได้มาเพื่อสนทนากับใคร แต่เขามาเพื่อทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่าง!”


 เทพผู้สร้างที่บาดเจ็บสาหัสทรุดตัวลงกับพื้นดินที่แตกระแหง แต่นางยังคงฝืนยิ้มแม้เลือดจะไหลทะลักออกมาจากบาดแผล


“ลาก่อนนะ ไม่ว่าจะพันปีหรืออีกกี่พันปีก็ตาม บุรุษผู้นั้นจะต้องมาแน่นอน”


 นางพึมพำด้วยลมหายใจที่รวยริน ขณะที่เงาของความตายเริ่มเข้าปกคลุมดวงตาของนาง


“เขาจะเป็นจอมมารที่จะสยบได้แม้กระทั่งกฎระเบียบของโลกและเทพเจ้า ผู้ที่จะพิพากษาพวกท่านทุกคนด้วยมือของเขาเอง”


 เมื่อสิ้นคำพยากรณ์สุดท้าย ร่างของเทพผู้สร้างก็แตกสลายกลายเป็นละอองแสงสีทองจางหายไปในความมืดมิด ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายแห่งความแค้นและโชคชะตาที่กำลังจะพลิกผันไปตลอดกาล


 ในขณะที่เซลิสยืนหยัดอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง พร้อมกับคมดาบที่ยังคงสั่นระริกด้วยพลังแห่งการทำลายล้างที่เตรียมพร้อมจะฉีกกระชากบัลลังก์ของเหล่าทวยเทพให้พินาศสิ้นลงในอนาคตอันใกล้


 ในเวลาต่อมา ก่อน พิธีพิพากษาคัดสรร จะเริ่มอุบัติขึ้นในห้วงเวลาแห่งยุคเทพปกรณัมอันห่างไกล เมื่อสองพันปีก่อนหรืออาจจะเนิ่นนานกว่านั้น


 มวลมนุษยชาติยังคงใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดระแวงต่อการถือกำเนิดของจอมมารผู้ที่จะรวบรวมเผ่ามารให้เป็นหนึ่งเดียว


 บรรดาจตุราชามารและราชาวิถีมารต่างกระหายในอำนาจและเปิดฉากสู้รบกันอย่างบ้าคลั่งทว่าท่ามกลางความโกลาหลนั้น กลับมีกลุ่มคนที่ยึดมั่นในวิถีทางของตนเอง


 พวกเขาไร้นาม ไร้ดินแดน และไร้สังกัด กองอัศวินที่ถูกลืมเลือนไปจากหน้าประวัติศาสตร์โดยมี เซลิส วอลดีโก้ด์ เป็นผู้นำสูงสุด พวกเขาเปรียบเสมือนเงาลวงตาที่ปรากฏตัวเพื่อฟาดฟันและเลือนหายไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดไว้ให้โลกจดจำ


"ขะ...ข้าศึกบุก! ข้าศึกบุก! ไม่รู้จำนวน! มองไม่เห็นตัวขอรับ! เขตแดนกำลังถูกเวทมนตร์กระหน่ำโจมตีจากทั่วทิศทางขอรับ!"


 เสียงตะโกนผ่านมนตราสื่อสารจิต ‘รีคุส’ ของทหารมนุษย์ดังขึ้นด้วยควาตระหนกสุดขีด เขตแดนที่เคยแข็งแกร่งกำลังสั่นคลอนจากการจู่โจมที่ไร้ทิศทางและไร้ที่มา ราวกับโลกทั้งใบกำลังจะพลิกคว่ำลงตรงหน้า


 ผู้กล้า กราแฮม ขมวดคิ้วแน่น มือหนากระชับด้ามดาบจนเส้นเลือดปูดโปน เขาสั่งการด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความมั่นคงท่ามกลางความสับสน


"หน็อย ไอ้เผ่ามาร ตั้งใจจะทำอะไรกันแน่ แล้วพวกมันรู้ได้ยังไงว่าเราอยู่ที่นี่? ถึงจะรู้ก็ตามใจ พวกเราไม่ต้องกลัว! นี่คงเป็นแค่เวทมนตร์กระจอกๆ อย่าง ‘ไลเนว’ ที่สร้างภาพมายา กับ ‘นาจีรา’ ที่ใช้พรางตัวเพื่อข่มขวัญเท่านั้นแหละ ตั้งสติไว้!"


 คำสั่งนั้นเปรียบเสมือนแสงสว่างในความมืดที่เรียกขวัญกำลังใจให้เหล่านักรบได้ชั่วขณะ ทว่าทันใดนั้น มวลอากาศรอบกายก็บิดเบี้ยว ดั่งกระจกที่กำลังแตกละเอียด


 เซลิส และ กองอัศวินมายา ในชุดคลุมสีขาวโพลนพลันปรากฏตัวขึ้นกลางวงล้อมของกองทัพมนุษย์ดุจภูตผีที่ล่วงล้ำเข้ามา


"ฆ่ามันซะ!!!"


 เสียงคำสั่งเย็นเยียบดั่งน้ำแข็งของเซลิสดังขึ้นพร้อมกับการรุกคืบที่รวดเร็วดุจพายุ เซลิสสะบัดมือเรียกวงเวทย์ทรงกลมสีขาวบริสุทธิ์ออกมา ก่อนจะคว้า ‘ดาบหมื่นอัสนี เกาด์เกย์ม๊อน’ ออกมาถือมั่น พลังเวทย์เข้มข้นถูกร่ายขึ้นอย่างฉับพลัน


‘เวเนเจียร่า(ความเป็นไปได้ปรากฏ)’


 สิ้นเสียงคาถา ดาบหมื่นอัสนีถูกแทงทะลุผ่านจุดศูนย์กลางของวงเวทย์นั้น ทันใดนั้น ดาบแห่งความเป็นไปได้อีกเก้าเล่มก็ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าเสียบทะลวงเข้าใส่กองทัพมนุษย์ในวินาทีเดียวกันอย่างไร้ทางป้องกัน กราแฮมกัดฟันแน่นเมื่อเห็นอาวุธศัตรูประจักษ์แก่สายตา


"โผล่มาแล้วสินะ..."


‘เวเนเจียร่า’


 เขาคำรามพลางเตรียมตัวรับมือกับหายนะที่กำลังจะมาถึง ทั่วทั้งผืนฟ้าถูกย้อมด้วยสีม่วงเข้มของมวลกระแสไฟฟ้าที่ปะทุออกมาอย่างบ้าคลั่ง


 เสียงอสุนีบาตแผดเผาแก้วหูจนแทบแตกสลาย เซลิสชูดาบทั้งสิบเล่มทั้งที่เป็นความจริงและภาพสะท้อนแห่งความเป็นไปได้ขึ้นสู่ท้องฟ้าสีม่วงเข้ม


‘ราเวีย เนโอนด์ กัลวารีซเอน(ดาบสิบสนามสายฟ้าม่วงสูญสิ้น)’


  สายฟ้าสีม่วงขนาดยักษ์จำนวนมหาศาลฟาดฟันลงมาจากเบื้องบน ราวกับเทพเจ้าพิโรธ ทุ่งสังหารแห่งนั้นระเบิดออกและถูกทำลายจนกลายเป็นเถ้าถ่านชั่วพริบตา กองทัพนับพันอันตรธานหายไป


 เหลือเพียงความว่างเปล่าและซากศพที่ยังคงคุกรุ่นด้วยประกายไฟสีม่วง มีเพียงกราแฮมที่ยืนหยัดอยู่ได้ด้วยพลังแห่งผู้กล้า เขาหอบหายใจรุนแรงพลางเงยหน้ามองศัตรูด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม


"ในเมื่อมีพลังสูงส่งถึงเพียงนี้...ใยจึงต้องหลบเร้นอยู่ภายใต้เงา?"


 กราแฮมเค้นเสียงถามด้วยความสงสัยสุดขีด เซลิสนิ่งเงียบ ดวงตาของเขาเรียบเฉยไร้ความอาฆาตแต่ทว่ากดดันยิ่งกว่าพายุใดๆ กราแฮมจึงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า


"พวกเจ้าเป็นใครกันแน่?"


  เผ่ามารที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ไม่เคยปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์! ทำไมพวกเจ้าถึงไม่เข้าร่วมสงครามแย่งชิงบัลลังก์เพื่อเป็นผู้ปกครองเผ่ามารเสียล่ะ


 เซลิสขยับยิ้มบางเบาที่มุมปากช้าๆ ปลายดาบเกาด์เกย์ม๊อนถูกชี้ตรงไปยังหัวใจของกราแฮม


"นามนั้นไม่จำเป็นสำหรับวิญญาณ แต่สำหรับผู้ที่จะเดินทางสู่ปรโลก อย่างน้อยเจ้าก็ควรได้สลักจำนามวิญญาณตนนี้ไว้สักนิด"


 เขาชูดาบขึ้นสู่ท้องฟ้าสีม่วงอีกครั้ง พลังที่เหลือล้นแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ


"ข้าคือ ไอซิส(นายกอง)แห่งกองทัพอัศวินมายา"


  ท้องฟ้าเบื้องบนถูกปกคลุมด้วยกลุ่มควันหนาทึบจากการห้ำหั่น ซากปรักหักพังของป้อมปราการมนุษย์กระจัดกระจายเกลื่อนกลาดราวกับเศษกระเบื้องที่ถูกทุบทำลาย เหลือเพียง ผู้กล้า กราแฮม


 ที่ยังคงลมหายใจรวยรินอยู่ท่ามกลางทุ่งสังหาร เขาคุกเข่าลงบนพื้นดินที่เปรอะเปื้อน มือขวาสั่นสะท้านขณะกอดกุม ดาบเทพปกปักษ์ ที่ได้รับมาจากเทพเขตแดนรีโนโรอสเอาไว้แน่น


 ดาบศักดิ์สิทธิ์ที่เคยเปล่งประกายเจิดจรัสบัดนี้กลับหม่นหมอง กลายเป็นเพียงเหล็กสีดำสนิทจากเถ้าถ่านแห่งความพ่ายแพ้เบื้องหน้าของกราแฮม ชายผู้เปรียบดั่งทูตมรณะได้ก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าที่เงียบสงัด เซลิส วอลดีโก้ด์


 ผู้มีเรือนผมสีม่วงดุจรัตติกาลดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบดั่งน้ำแข็งในปรโลก ในชุดคลุมสีดำสนิทเข้มข้นยิ่งกว่าความมืดรอบกาย ด้านหลังของเขากองทัพอัศวินมายาภายใต้ผ้าคลุมสีขาวโพลนราวกับภูตผีไร้หน้ายืนเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ


 เซลิส หยุดฝีเท้าลงแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจสังหาร


“ข้าคือ ไอซิส(นายกอง)แห่งกองทัพอัศวินมายา”


 คมดาบหมื่นอัสนีเกาด์เกย์ม๊อนถูกยื่นออกไปจ่อที่ลำคอของกราแฮม เตรียมพร้อมที่จะสะบั้นวิญญาณของผู้กล้าให้แตกสลายในวินาทีถัดไป ทว่าก่อนที่ดาบจะทันได้สัมผัสผิวเนื้อ เสียงหนึ่งกลับดังแทรกผ่านความตึงเครียดเข้ามา


“ช้าก่อน”


 บุรุษผู้หนึ่งก้าวพ้นออกมาจากมิติที่บิดเบี้ยว ร่างกายของเขาลุกโชนด้วยเปลวเพลิงที่ร้อนแรงจนอากาศรอบข้างสั่นไหวในรูปทรงมนุษย์ นั่นคือ ราชาวิถีมาร โมกีลัส เขาเดินก้าวเข้าไประหว่างทั้งสองอย่างไม่สะทกสะท้าน


“ที่นี่คือดินแดนแห่งเผ่ามารทวีปดีลเฮด และผู้ครอบครองที่แท้จริงคือข้า มันคงไม่ปล่อยให้เจ้ามาสังหารชายผู้นี้ได้ตามใจชอบหรอกนะ จริงไหมล่ะ?”


 โมกีลัสกล่าวน้ำเสียงกังวานท้าทาย เซลิสยังคงยืนนิ่ง ดวงตาสีฟ้ามิได้สะท้อนอารมณ์ใดออกมา โมกีลัสจึงพูดต่อด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก


“ไม่ต้องปล่อยจิตสังหารขนาดนั้นหรอกน่า อัศวินไร้นามเอ๋ย ข้าก็แค่มีคำถามจะถามเจ้ามนุษย์ผู้นี้สักสองสามข้อ หวังว่าเจ้าคงจะไม่รังเกียจใช่หรือไม่?”


 เซลิสยังคงไม่เปิดปากตอบ เขาเพียงแต่ผ่อนแรงดึงดาบที่จ่อลำคอผู้กล้ากลับมาเพียงเล็กน้อย เป็นเชิงอนุญาตให้ราชาวิถีมารได้ดำเนินการต่อ กราแฮมเงยหน้ามองโมกีลัสด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง


“ขอบใจมาก อัศวินไร้ชื่อเสียงเรียงนามเอ๋ย”


 โมกีลัสหันไปหาผู้กล้าที่กำลังหายใจหอบถี่


“เอาล่ะ กราแฮม จงบอกมาเสียเถิด พวกพ้องของเจ้าที่ส่งตัวเข้าไปในวังของข้า บัดนี้พวกเขาอยู่ที่หนใดกัน?”


 กราแฮมกัดฟันแน่น


“ข้าไม่รู้หรอก!”


 โมกีลัสหัวเราะในลำคอ


 “อย่าปากแข็งไปเลยไม่งั้นพรรคพวกที่เจ้าส่งเข้าไปในมิดเฮสจะต้องตายทั้งหมด เจ้าจะเลือกความตายของพวกเขาหรือจะเลือกความจริง?”


 ด้วยความหวาดกลัวต่อชะตากรรมของเพื่อนพ้อง กราแฮมจึงจำต้องยอมจำนน “ข้าบอกเจ้าก็ได้”


 เขาพึมพำอย่างสิ้นหวัง


“มันต้องแบบนี้สิ”


 โมกีลัสยกมือขึ้น วาดวงเวทย์แสงสีทอง


‘เซกต์(พันธสัญญา)’


 กราแฮมจำใจต้องทำตามด้วยการวาดวงเวทย์ตอบสนอง


“อืม ‘เซกต์(พันธสัญญา)’ พรรคพวกที่เหลืออยู่ของข้า พวกเขาไปหลบซ่อนอยู่ที่หมู่บ้าน เซวรอน”


 โมกีลัสยิ้มกว้างด้วยความพึงพอใจ


“งั้นหรือ? ช่างเป็นโอกาสอันดีที่จะให้เผ่ามารและมนุษย์ได้สงบศึกกันเสียทีเอาล่ะเราไปกันเถอะ”


 เขาพยายามสร้างทางออกเพื่อยุติความขัดแย้ง ทว่าในวินาทีที่เขากำลังเผลอ เซลิสกลับ ตวัด ดาบเกาด์เกย์มอน ด้วยความเร็วที่เหนือกว่าสายตาจะมองทัน โมกีลัสรีบใช้มือเพลิงคว้าเข้าที่คมดาบเพื่อยับยั้งการโจมตี


“ข้าบอกว่าไม่ให้ทำไงเล่า!”


 ทว่าทุกอย่างสายเกินไปแรงมหาศาลจากดาบอัสนีได้เฉือนแขนขวาของราชาวิถีมารจนล่วงหล่นขาดสะบั้นและก่อนที่ใครจะทันได้ตั้งตัวคมดาบสีม่วงเข้มก็พุ่งทะลุผ่านลำคอของกราแฮมจนขาดกระเด็น พร้อมกับการตวัดดาบอีกครั้งทำให้ร่างของ โมกีลัส แตกกระจายกลายเป็น


 เศษเปลวเพลิงที่ไร้รูปร่างแม้จะมีชีวิตรอดอยู่ แต่เศษเปลวเพลิงของโมกีลัสไม่สามารถกลับมาหลอมรวมเป็นรูปร่างมนุษย์ได้อีกต่อไป เขาพุ่งหนีออกไปพร้อมทิ้งถ้อยคำสุดท้ายด้วยความหวาดหวั่น


“ไม่นึกเลยว่าเจ้านั้น ปราศจาก ความละโมบ อีกทั้งยังสร้างความย่อยยับในทุกที่ ที่ตนไปถึง ไม่มีมาร เผ่าใดที่คลุ้มคลั่งเท่าเจ้าสมแล้วที่เป็นคนสุดท้ายของ วอลดีโกด ที่ถูกกำหนดมาให้ เสื่อมสลาย แม้แต่จิตใจเองก็สูญสลายไปเนิ่นนานจนกลายเป็นเพียงวิญญาณที่ปราศจากความเป็นมนุษย์”


 สิ้นคำพูด ร่างของราชาวิถีมารก็จางหายไปพร้อมกับการถอยทัพของกองกำลังทั้งสองฝ่าย ทิ้งไว้เพียงสมรภูมิที่เงียบงันและอัศวินไร้นามผู้ยืนตระหง่านอยู่บนกองซากศพเพียงลำพัง


 ในเวลาต่อมา ณ ปัจจุบัน ท่ามกลางบรรยากาศอันแสนอบอุ่น ณ หน้าผาแห่งกันแกรนด์ สายลมพัดโชยนำพาไออุ่นจากแสงอาทิตย์ยามบ่ายมาปะทะผิวหนัง ข้า อานอส วอลดีโก้ด์


 และบาร์บีคิวที่ส่งกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอ ซาช่าและมีช่า เนครอน กำลังพูดคุยกันด้วยรอยยิ้ม ขณะที่มิสะ มารครึ่งภูติ นั่งเคียงข้างกับเรย์ กรั๊นซ์โดรี่ ผู้กล้าคาน่อนที่กลับชาติมาเกิดใหม่


 ด้าน เอเลโอนอร์และเซเชีย เวทมนตร์ที่มีชีวิตซึ่งข้าได้รับมาจากเงื้อมมือของเหล่าคนบาป ก็กำลังหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ส่วนท่านพ่อกัสต้าและท่านแม่อีซาเบลล่าก็กำลังจัดเตรียมอาหารด้วยแววตาเปี่ยมสุข


 เคียงข้างกับอาร์คานา เทพคัดสรรผู้เปรียบเสมือนน้องสาวของข้าที่นั่งมองดูความสงบสุขนี้ด้วยแววตาเป็นประกายในขณะที่ข้ากำลังเพลิดเพลินกับรรยากาศ มีช่าก็เดินตรงเข้ามาหาข้าพร้อมแซนวิชชิ้นงามในมือ


“นี่ อานอส แลกใส้มะเขือเทศไหม?”


 เธอถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความเอ็นดู ข้ามองดูแซนวิชในมือเธอแล้วยิ้ม


“คิดดีแล้วเหรอ? แซนวิชไส้มะเขือเทศนี่มันอร่อยมากนะ ถ้าแลกไปเจ้าอาจจะเสียดายเอาได้”


 มีช่าพยักหน้าเบาๆ “ขอแลกหน่อย” ข้าหัวเราะในลำคอ


“รับไปสิ”


 ข้ายื่นของในมือให้เธอ มีช่าเอื้อมมือเล็กๆ มาหยิบแซนวิชของข้า ก่อนจะยื่นแซนวิชของเธอมาจ่อที่ปากข้าพร้อมกระซิบ


“อ๊ามมมม”


 ข้าอ้าปากรับความอร่อยเข้าปากเคี้ยวช้าๆ


“อร่อยจริงๆ ด้วย”


 ข้ากล่าวชมด้วยความจริงใจทันใดนั้น กัสต้าผู้เป็นบิดาก็เดินเข้ามาหาข้า สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความจริงจังที่แฝงไว้ด้วยความรัก


“นี่ อานอส แกมานี่กับพ่อหน่อยสิ”


 ข้าลุกขึ้นและเดินตามหลังท่านพ่อไปจนถึงขอบหน้าผา กัสต้ายืนมองทิวทัศน์เบื้องหน้าก่อนจะหันมามองข้า


“มีอะไรงั้นหรือท่านพ่อ?”


 ข้าเอ่ยถาม กัสต้ายิ้มกว้าง


“แกเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดที่พ่อเคยเห็นมา ไม่ว่าแกจะเป็นคนแบบไหน หรือแม้กระทั่งจอมมารผู้ถูกกล่าวขาน พ่อก็อยากจะบอกอยู่เสมอว่าแกเป็นลูกของพ่อ พ่อไม่มีอะไรจะสอนแกอีกแล้วล่ะนะ”


  เขาหันหลังให้ข้า มองดูท้องฟ้ากว้างใหญ่ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงขี้เล่น


“คำขอสุดท้ายที่พ่อจะขอแก... มาเล่นเป็นจอมมารกันเถอะ!”


 สิ้นคำพูดของกัสต้า เขาก็ทำท่าทางจริงจังพลางร่ายมนตราขึ้นอย่างรวดเร็ว


“รับนี่ไปซะ ‘จีโอ เกรซ(ปืนใหญ่บรรลัยกัลป์)’ เป็นไง!”


 เปลวเพลิงทรงกลมถูกยิงออกมาจากปืนใหญ่ไปด้วยกันเวทย์พุ่งเข้าใส่ข้าอย่างแม่นยำ ซาช่าและมีช่าที่เห็นดังนั้นก็รีบประสานเสียง


“พ่อหันมาทางนี้นะ ‘เกลีเอเลี่ยม นาวีเอม(เจ็ดก้าวพิชิตนิพพาน)’ พ่อโดนแน่!”


  พวกเขาทั้งหมดร่วมมือกันแกล้งข้าด้วยเวทมนตร์จำลอง พ่อของข้าทำทีว่าโดนโจมตีจนเซถลา


 ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข ทุกคนในบริเวณนั้นต่างหัวเราะร่า บรรยากาศแห่งความสุขที่หาได้ยากยิ่งนี้ดูเหมือนจะคงอยู่ตลอดไปทว่า ความสุขนั้นกลับอยู่ได้ไม่นาน


 กลิ่นอายที่แปลกประหลาดและทรงพลังได้แทรกซึมผ่านมิติเข้ามาจนบรรยากาศโดยรอบเปลี่ยนไป เสียงที่เย็นเยียบและหนักแน่นราวกับมาจากขุมนรกดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ


“จอมมารผู้เหี้ยมโหด อานอส วอลดีโก้ด์ ข้าคือจักรพรรดิดาบผู้มาจากโลกใต้พิภพ สนใจจะไปฟังคำพยากรณ์แห่งอนาคตของโลกใต้พิภพด้วยกันรึเปล่า?”


 แรงกดดันมหาศาลพุ่งเข้าปกคลุมบริเวณปิกนิก ทุกสายตาต่างเบนไปทางที่มาของเสียงนั้นด้วยความตื่นตัวและสงสัยว่าใครกันที่กล้ามาขัดจังหวะช่วงเวลาของจอมมารผู้นี้

มันคือ แฟนฟิคชั่น ฉันจะตั้งใจทำมันให้ดีที่สุดนะ

評価をするにはログインしてください。
ブックマークに追加
ブックマーク機能を使うにはログインしてください。
― 新着の感想 ―
このエピソードに感想はまだ書かれていません。
感想一覧
+注意+

特に記載なき場合、掲載されている作品はすべてフィクションであり実在の人物・団体等とは一切関係ありません。
特に記載なき場合、掲載されている作品の著作権は作者にあります(一部作品除く)。
作者以外の方による作品の引用を超える無断転載は禁止しており、行った場合、著作権法の違反となります。

↑ページトップへ