บทนำ ~ คดีฆาตกรรมในห้องปิดตาย ~
สายฝนโปรยปรายลงมาราวกับม่านสีเทาที่ปกคลุมท้องฟ้ายามค่ำคืน เสียงฟ้าร้องดังเป็นระยะ สายลมเย็นพัดกระแทกหน้าต่างของคฤหาสน์เก่าแก่ที่ตั้งโดดเดี่ยวอยู่บนเนินเขาคฤหาสน์เรเวนวูด
อาคารหินสีดำอายุเกือบสองร้อยปี ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องเล่าประหลาดและความลึกลับมากมายคืนนี้แขกทั้งสิบสองคนถูกเชิญมาร่วมงานเลี้ยงฉลองวันเกิดครบรอบ 70 ปีของมหาเศรษฐีชื่อดัง
วิลเลียม อาร์เชอร์ชายผู้ครอบครองกิจการหลายพันล้าน และเป็นเจ้าของคฤหาสน์แห่งนี้ทุกคนรับประทานอาหารร่วมกันอย่างเงียบๆบรรยากาศบนโต๊ะอาหารดูแปลกประหลาดบางคนยิ้มบางคนไม่พูดอะไร
บางคนมองหน้ากันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงราวกับทุกคนกำลังปิดบังบางสิ่งเอาไว้หลังรับประทานอาหารเสร็จ วิลเลียมลุกขึ้นยืน พร้อมถือแก้วไวน์
"ขอบคุณทุกคนที่มาร่วมงาน..."
เขาหยุดพูดชั่วครู่
"พรุ่งนี้...ผมมีเรื่องสำคัญจะประกาศ"
แขกหลายคนมองหน้ากันทันทีเรื่องสำคัญหลายคนเริ่มกระซิบกันเบาๆแต่ไม่มีใครรู้ว่ามันคืออะไรเวลา 21:05 น.
วิลเลียมกล่าวราตรีสวัสดิ์ แล้วเดินขึ้นบันไดไม้โอ๊กขนาดใหญ่ไปยังห้องนอนชั้นสามทุกคนต่างเห็นกับตาเขาเดินขึ้นไปเพียงคนเดียว
ไม่มีใครเดินตามเสียงประตูห้องของเขาปิดลงปังหลังจากนั้น ทุกอย่างก็กลับเข้าสู่ความเงียบ เวลา 22:18 น. แม่บ้านชื่อแอนนานำชาร้อนขึ้นไปให้ตามปกติเธอเคาะประตูก๊อก...ก๊อก...ก๊อก..ไม่มีเสียงตอบ
"คุณวิลเลียมคะ..."
เธอเรียกอีกครั้งยังเงียบเธอลองหมุนลูกบิดแต่ล็อกจากด้านในแอนนาขมวดคิ้วปกติวิลเลียมจะตอบทุกครั้งเธอจึงเดินลงไปตามบอดี้การ์ดไม่นานชายร่างใหญ่สามคนก็ขึ้นมาถึงหน้าห้องพวกเขาเคาะอีกครั้งไม่มีเสียงหนึ่งในนั้นตะโกน
"คุณวิลเลียม!"
เงียบ...เงียบผิดปกติทุกคนเริ่มรู้สึกไม่ดีหัวหน้าบอดี้การ์ดจึงตัดสินใจ
"พังประตู"
22:27 น. โครมมมม!ประตูไม้หนาถูกกระแทกครั้งแรกยังไม่เปิดครั้งที่สองโครม!บานประตูเริ่มแตกครั้งที่สามตูม!!!ประตูพังออกทุกคนรีบวิ่งเข้าไปแล้วทุกคนก็แข็งค้างกลางห้อง
ร่างของวิลเลียมนอนหงายอยู่บนพรมสีแดงดวงตาเบิกกว้างเสื้อเชิ้ตสีขาวเปื้อนเลือดเป็นวงกว้างบริเวณหน้าอกมีมีดเล่มหนึ่งปักอยู่ไม่มีเสียงหายใจไม่มีการขยับเสียชีวิตแล้วแม่บ้านกรีดร้องเสียงดัง
"กรี๊ดดดดดดดดด!!"
แขกหลายคนหน้าซีดบางคนถึงกับทรุดลงนั่ง
แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ศพหากเป็นสภาพของห้องห้องปิดตายหน้าต่างทั้งสี่บานล็อกจากด้านในทั้งหมดไม่มีร่องรอยถูกงัดประตูมีเพียงบานเดียวก่อนถูกพังล็อกจากด้านในเช่นกันลูกกุญแจยังเสียบอยู่ไม่มีช่องลับ
ไม่มีปล่องระบายอากาศที่คนลอดได้ไม่มีระเบียงกำแพงเป็นหินตันหนาเกือบครึ่งเมตรเพดานสูงไม่มีฝ้าไม่มีช่องเปิดใด ๆห้องนี้เป็นห้องปิดตายโดยสมบูรณ์
การตรวจสอบศพเบื้องต้นแพทย์ประจำตระกูลเดินเข้ามาจับชีพจรตรวจดวงตาตรวจอุณหภูมิร่างกายเขาพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
"เสียชีวิตมาแล้วประมาณหนึ่งชั่วโมง"
ทุกคนเงียบนั่นหมายความว่าวิลเลียมเสียชีวิตราว ๆ 21:20-21:30 น. ช่วงเวลาที่ทุกคนยังอยู่ภายในคฤหาสน์สิ่งของภายในห้องบนโต๊ะทำงานมีแก้วไวน์หนึ่งใบเหลือไวน์อยู่ครึ่งแก้ว
ข้างกันมีปากกาหมึกซึมเอกสารหลายแผ่นเชิงเทียนหนังสือเปิดค้างไว้บนเตาผิงไฟใกล้มอดเศษกระดาษถูกเผาจนเหลือเพียงเถ้าสีดำนาฬิกาตั้งโต๊ะหยุดเดินที่เวลา 21:23 น.บนพื้น
มีเศษแก้วแตกสามชิ้นแต่กลับหาแก้วทั้งใบไม่พบข้างศพมีปุ่มกระดุมสีเงินหนึ่งเม็ดไม่ตรงกับเสื้อของผู้ตายใต้เล็บของวิลเลียมพบเส้นใยผ้าสีดำขนาดเล็กติดอยู่บนพรมมีคราบโคลนจางๆคล้ายรอยรองเท้า
แต่มีเพียงรอยเดียวไม่มีรอยเดินเข้าไม่มีรอยเดินออกเหมือนมีใครเหยียบลงเพียงครั้งเดียวแล้วหายไปสิ่งที่ผิดปกติโต๊ะข้างเตียงมีนาฬิกาพกสีทองแต่เข็มเวลาถูกหมุนไปข้างหน้าเกือบยี่สิบนาที
ไม่มีใครรู้ว่าเพราะอะไรผ้าม่านด้านซ้ายถูกเปิดไว้ครึ่งหนึ่งส่วนด้านขวาปิดสนิททั้งที่ปกติวิลเลียมเป็นคนจัดทุกอย่างให้สมมาตรบนกระจกเงามีรอยเหมือนถูกนิ้วแตะเป็นเส้นยาว
แต่ไม่ใช่รอยเลือดเป็นเพียงรอยสะอาดบนฝุ่นบางๆเหมือนมีใครใช้นิ้วลากผ่านหลังตรวจสอบห้องอย่างละเอียด ทุกคนเริ่มพบสิ่งแปลกประหลาดยิ่งกว่าเดิมเลขานุการของวิลเลียมกล่าวขึ้น
"แฟ้มเอกสารสีแดงหายไป..."
ทุกคนหันมองแฟ้มดังกล่าวเป็นเอกสารสำคัญเกี่ยวกับพินัยกรรมฉบับใหม่มันควรอยู่บนโต๊ะแต่ตอนนี้หายไปโดยไร้ร่องรอยกุญแจตู้เซฟก็หายไปเช่นกัน
ทั้งที่ปกติวิลเลียมพกติดตัวเสมอแต่กลับหาไม่พบทั้งในกระเป๋าเสื้อ กางเกง หรือบริเวณศพโทรศัพท์มือถือของวิลเลียมก็หายไปไม่มีใครพบมันในห้องแม้จะค้นทุกซอกทุกมุม
แม้แต่ใต้เตียงหลังตู้ในลิ้นชักหรือภายในเตาผิงก็ไม่พบยิ่งค้นยิ่งเหมือนมีใครตั้งใจนำหลักฐานสำคัญออกไปห้องถูกล็อกจากด้านใน แล้วฆาตกรออกไปได้อย่างไร?
ทำไมหน้าต่างทุกบานยังล็อกอยู่รอยรองเท้ามีเพียงรอยเดียวได้อย่างไร?เศษแก้วแตกมาจากอะไร ทั้งที่ไม่มีแก้วหาย?ใครเป็นเจ้าของกระดุมสีเงิน?เส้นใยผ้าสีดำติดใต้เล็บผู้ตายมาจากไหน?ใครนำแฟ้มพินัยกรรม
กุญแจตู้เซฟ และโทรศัพท์มือถือออกจากห้อง?นาฬิกาที่หยุดเวลา 21:23 น. เป็นเวลาที่เสียชีวิตจริง หรือมีใครจงใจทำให้เข้าใจเช่นนั้น? และที่สำคัญที่สุดหากนี่คือห้องปิดตายอย่างสมบูรณ์ฆาตกรยังอยู่ในคฤหาสน์หรือเขาหายตัวออกไปได้จริง?
เวลา 23:41 น.
เสียงไซเรนของรถตำรวจดังแหวกความเงียบกลางสายฝนแสงไฟสีน้ำเงินและสีแดงสะท้อนกำแพงหินสีดำของคฤหาสน์เรเวนวูดเป็นจังหวะ
รถตำรวจสามคันรถพิสูจน์หลักฐานหนึ่งคันรถนิติเวชหนึ่งคัน
ทยอยจอดเรียงกันหน้าประตูคฤหาสน์เจ้าหน้าที่กว่า ยี่สิบชีวิต รีบลงจากรถทุกคนสวมเสื้อกันฝนสีกรมท่าแบกกล่องอุปกรณ์ตรวจพิสูจน์หลักฐาน กล้องถ่ายภาพ เครื่องเก็บลายนิ้วมือ และชุดเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ
ผู้ที่เดินลงมาคนสุดท้ายคือพันตำรวจเอกเอเดรียนฮาร์ตหัวหน้าชุดสืบสวนสอบสวนคดีอาชญากรรมร้ายแรงชายวัยประมาณสี่สิบห้าปี
ใบหน้าสงบนิ่งดวงตาคมกริบราวกับกำลังประเมินทุกสิ่งตั้งแต่ก้าวแรกที่ลงจากรถ
เขาไม่ได้รีบเดินเข้าไปแต่ยืนมองตัวคฤหาสน์อยู่เกือบครึ่งนาทีราวกับกำลังจดจำรายละเอียดทุกอย่างฝนทิศทางลมรอยล้อรถรอยเท้าบนพื้นโคลนก่อนจะกล่าวเพียงสั้นๆว่า:
"ห้ามใครออกจากพื้นที่โดยเด็ดขาด"
ตำรวจนายหนึ่งรับคำ
"ครับ!"
การปิดพื้นที่เกิดเหตุ เวลา 23:48 น. ตำรวจเริ่มขึงเทปสีเหลืองพื้นที่ตั้งแต่ประตูรั้วสวนด้านหน้าโถงกลางบันไดจนถึงชั้นสามถูกปิดทั้งหมดเจ้าหน้าที่บันทึกชื่อของทุกคนที่ยังอยู่ในคฤหาสน์แขกทั้งสิบสองคนแม่บ้านสี่คน
พ่อครัวสองคนคนสวนหนึ่งคนบอดี้การ์ดห้าคนเลขานุการหนึ่งคนรวมถึงแพทย์ประจำตระกูลไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ออกจากอาคารเอเดรียนเดินเข้าห้องอย่างช้าๆเขาไม่แตะต้องอะไรเพียงใช้สายตากวาดมอง
ทุกคนภายในห้องเงียบสนิทสิ่งแรกที่เขาสังเกตคือศพจากนั้นจึงมองไปยังหน้าต่างเพดานพื้นเตาผิงโต๊ะทำงานผ้าม่านและประตูก่อนจะเอ่ยกับทีมพิสูจน์หลักฐาน
"ถ่ายภาพทุกมุมแม้แต่ฝุ่นบนพื้นก็ห้ามทำให้เคลื่อน"
การบันทึกสภาพห้องเจ้าหน้าที่ใช้กล้องความละเอียดสูงถ่ายภาพจากทุกองศาทั้งมุมกว้างมุมแคบมุมเหนือศีรษะมุมระดับสายตารวมแล้วมากกว่าหกร้อยภาพ
ก่อนจะใช้เครื่องสแกนสามมิติสร้างแบบจำลองห้องทั้งห้องเพื่อบันทึกตำแหน่งของสิ่งของทุกชิ้นแม้แต่เศษแก้วสามชิ้นกระดุมสีเงินคราบโคลนหรือเส้นใยผ้าสีดำก็ถูกวัดระยะอย่างละเอียด
เจ้าหน้าที่ถอดลูกบิดออกอย่างระมัดระวังเก็บลายนิ้วมือตรวจรอยขีดข่วนตรวจกลไกล็อกผ่านไปเกือบยี่สิบนาทีผลเบื้องต้นคือไม่พบร่องรอยการงัดไม่มีรอยไขกุญแจจากภายนอกกลอนยังทำงานปกติ
เอเดรียนพยักหน้าก่อนจดลงสมุด ประตูถูกล็อกจากด้านในจริงแต่เขาไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติมหน้าต่างทั้งสี่บานถูกเปิดตรวจทีละบานเจ้าหน้าที่ใช้ไฟฉายกำลังสูงส่องตามขอบไม้ขอบกระจกบานพับและตัวล็อกผลเหมือนกันทุกบาน
ไม่มีรอยถูกงัดไม่มีรอยขูดไม่มีเส้นใยเชือกไม่มีรอยมือเปื้อนโคลนแม้แต่ฝุ่นที่เกาะอยู่ตามมุมหน้าต่างก็ยังไม่ถูกรบกวน
ทีมพิสูจน์หลักฐานคุกเข่าลงใช้แสงเฉียงส่องพื้นไม้เพื่อหารอยกดรอยลากหรือรอยรองเท้าที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าพวกเขาพบรอยขีดเล็ก ๆ หลายแห่งแต่เมื่อตรวจละเอียด
กลับเป็นรอยเก่าที่สะสมมาหลายปีไม่มีร่องรอยว่ามีเฟอร์นิเจอร์ถูกเคลื่อนย้ายในคืนเกิดเหตุเจ้าหน้าที่เริ่มตรวจคราบเลือดทั่วห้องใช้สารเคมีและแสงพิเศษตรวจหาคราบที่ถูกเช็ดผลลัพธ์คือเลือดส่วนใหญ่อยู่บริเวณศพไม่มีรอยลากศพ
ไม่มีรอยเช็ดเลือดไม่มีละอองเลือดผิดธรรมชาติบนเพดานเหมือนผู้ตายล้มลงตรงจุดนั้นทันทีแพทย์นิติเวชเริ่มตรวจซ้ำบาดแผลมีเพียงแผลเดียวแทงตรงหน้าอกทะลุหัวใจเสียชีวิตแทบจะทันทีไม่มีบาดแผลป้องกันตัว
ไม่มีรอยช้ำที่แขนไม่มีรอยถูกมัดไม่มีรอยถูกทำให้หมดสติใต้เล็บยังพบเส้นใยผ้าสีดำเช่นเดิมแต่ยังไม่ทราบว่าเป็นผ้าชนิดใดเจ้าหน้าที่ใช้ผงสีดำโรยบนแก้วไวน์ โต๊ะ ปากกา ลูกบิด หน้าต่าง เชิงเทียน หนังสือ ผลที่ได้พบลายนิ้วมือจำนวนมากแต่ส่วนใหญ่เป็นของเจ้าของห้อง
แม่บ้านเลขานุการและบุคคลที่เคยเข้ามาทำความสะอาดไม่มีลายนิ้วมือปริศนาที่สามารถระบุว่าเป็นฆาตกรได้เอเดรียนยังไม่เชื่อว่าห้องนี้ไม่มีทางออกเขาสั่งให้ตรวจทุกจุดเคาะกำแพงทีละก้อน
ตรวจเตาผิงยกพรมตรวจใต้เตียงตรวจตู้หนังสือแม้แต่โคมไฟระย้าเจ้าหน้าที่ใช้กล้องส่องเข้าไปตามช่องเล็กๆแต่ไม่พบช่องลับแม้แต่แห่งเดียว
หลังจากการตรวจห้องเสร็จตำรวจเริ่มแยกสอบปากคำทีละคนทุกคนถูกพาไปยังห้องรับรองคนละห้องไม่มีใครได้รับอนุญาตให้พูดคุยกันคำให้การของทุกคนมีบางส่วนตรงกันทุกคนเห็นวิลเลียมเดินขึ้นห้องคนเดียว
ไม่มีใครเห็นคนเดินขึ้นตามไม่มีใครได้ยินเสียงต่อสู้ไม่มีเสียงกรีดร้องไม่มีเสียงปืนไม่มีเสียงของตกแตกแต่เมื่อถามว่า
"หลังสองทุ่มครึ่ง คุณอยู่ที่ไหน"
คำตอบเริ่มแตกต่างกันบางคนบอกว่าอยู่ในห้องสมุดบางคนบอกว่าออกไปสูบบุหรี่ที่ระเบียงบางคนบอกว่าอาบน้ำบางคนบอกว่านอนพักคำตอบเหล่านี้ยังไม่มีใครยืนยันให้กันได้
สิ่งที่ทำให้เอเดรียนเริ่มสงสัยเอเดรียนเดินกลับมาที่ห้องเกิดเหตุอีกครั้งเขาหยุดอยู่หน้าพรมก้มลงมองรอยรองเท้าโคลนเพียงรอยเดียวเขาพึมพำเบา ๆ
"รอยเดียว...ถ้ามีคนเดินเข้ามาก็ต้องมีรอยออก"
เขาหันไปมองเศษแก้วแล้วมองนาฬิกาที่หยุดเดินจากนั้นจึงมองมีดที่ปักกลางอกศพทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบมากเกินไปเหมือนมีใครบางคนตั้งใจจัดฉากให้ทุกคนเชื่อว่านี่คือคดีห้องปิดตายที่เป็นไปไม่ได้
แต่ถึงกระนั้นเขายังไม่มีหลักฐานแม้แต่ชิ้นเดียวที่จะพิสูจน์ความคิดนั้นหลังผ่านไปกว่าสามชั่วโมงตำรวจสามารถยืนยันได้เพียงว่าห้องถูกล็อกจากด้านในจริงหน้าต่างทุกบานปิดและล็อกแน่นไม่มีช่องลับไม่มีร่องรอยงัดแงะผู้ตายเสียชีวิตจากการถูกแทงเพียงครั้งเดียว
เวลาการเสียชีวิตอยู่ในช่วงประมาณ 21:20–21:30 น. ผู้ต้องสงสัยทุกคนยังมีข้อสงสัย แต่ยังไม่มีหลักฐานมัดตัวหลักฐานสำคัญที่หายไป ได้แก่ แฟ้มพินัยกรรม โทรศัพท์มือถือ และกุญแจตู้เซฟยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าฆาตกรออกจากห้องได้อย่างไร
คดีนี้จึงตกอยู่ในสภาพของปริศนาที่มีผู้ต้องสงสัยหลายคนแต่ยังไม่มีผู้กระทำผิดที่พิสูจน์ได้และในขณะที่ทุกคนกำลังเชื่อว่าการสืบสวนคงต้องหยุดอยู่เพียงเท่านี้เอเดรียนกลับจ้องมองบางสิ่งที่อยู่ในห้องอย่างเงียบงัน ราวกับมีรายละเอียดเล็กน้อยที่คนอื่นมองข้าม แต่เขายังไม่อาจปะติดปะต่อมันให้กลายเป็นคำตอบได้
เวลา 08:13 น. ของเช้าวันถัดมาฝนหยุดตกแล้วหมอกสีขาวปกคลุมทั่วทั้งเนินเขาคฤหาสน์เรเวนวูดดูเงียบกว่าคืนที่ผ่านมาแต่ภายในบรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความกดดันตำรวจยังคงปิดล้อมพื้นที่
เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานยังคงเดินเข้าออกห้องเกิดเหตุผู้ต้องสงสัยทั้งสิบสองคนยังถูกกักตัวอยู่ภายในคฤหาสน์ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ออกไปแม้แต่ก้าวเดียวทุกคนเริ่มอ่อนล้า
บางคนไม่ได้นอนทั้งคืนบางคนเอาแต่นั่งเงียบ
บางคนเดินวนไปมาอย่างกระสับกระส่ายขณะนั้นเสียงรถยนต์คันหนึ่งแล่นเข้ามาอย่างช้าๆต่างจากรถตำรวจรถคันนี้เป็นรถซีดานสีดำธรรมดาไม่มีสัญลักษณ์ใด ๆเมื่อประตูรถเปิดออก
ชายหนุ่มคนหนึ่งก็ก้าวลงมาอายุประมาณ 19 ปีสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเสื้อโค้ตสีดำยาวกางเกงขายาวสีเข้มรองเท้าหนังที่สะอาดราวกับไม่เคยเหยียบพื้นโคลนใบหน้าสงบนิ่งดวงตาสีดำที่ดูเรียบเฉย
แต่กลับเปล่งประกายราวกับกำลังมองทะลุทุกสิ่งเขาคือ...คันซากิ เรนด์จิ นักสืบเอกชนผู้มีชื่อเสียงระดับโลกชายหนุ่มที่สามารถไขคดีที่ตำรวจทั่วโลกปิดไม่ลงมาแล้วนับไม่ถ้วน
พันตำรวจเอกเอเดรียนเดินออกมาต้อนรับชายหนุ่มพยักหน้าเพียงเล็กน้อยเอเดรียนถามทันที
"คุณเรนด์จิ...ผมได้รับรายละเอียดเบื้องต้นแล้ว คุณคิดอย่างไร"
เรนด์จิมองตัวคฤหาสน์ก่อนตอบสั้น ๆ
"ผมยังไม่คิดอะไร ตราบใดที่ยังไม่ได้เห็นห้องเกิดเหตุด้วยตาตัวเอง"
ห้องแห่งปริศนา 08:27 น. ประตูห้องถูกเปิดอีกครั้งเรนด์จิก้าวเข้าไปช้า ๆต่างจากตำรวจทุกคนเขาไม่ได้มองศพก่อนแต่กลับเงยหน้ามองเพดานจากนั้นจึงมองหน้าต่างกำแพงพื้นโต๊ะเตาผิงนาฬิกาและสุดท้ายจึงมองศพ
เขาไม่พูดอะไรเลยเวลาผ่านไปหนึ่งนาที สองนาที ห้านาที ทุกคนเริ่มสงสัยตำรวจนายหนึ่งกระซิบ
"เขาทำอะไรอยู่"
เอเดรียนยกมือห้าม
"อย่ารบกวน"
เรนด์จิคุกเข่าลงข้างรอยรองเท้าเขาหยิบแว่นขยายขึ้นมาสังเกตอยู่นานจากนั้นพูดเบา ๆ
"แปลก..."
ตำรวจรีบถาม
"พบอะไรหรือ"
เรนด์จิส่ายหน้า
"ยังครับแต่รอยนี้...มันไม่เหมือนรอยที่คนกำลังเดิน"
ทุกคนหันมองทันทีเขาไม่ได้อธิบายต่อเศษแก้วเรนด์จิหยิบไฟฉายขนาดเล็กออกมาส่องเศษแก้วทั้งสามชิ้นหมุนดูทุกด้านก่อนจะถาม
"เก็บครบหมดแล้วใช่ไหม"
เจ้าหน้าที่ตอบ
"อืม สามชิ้น"
เรนด์จิพยักหน้าแต่กลับพูดว่า
"ไม่ครับ...มันยังไม่ครบ"
ตำรวจทั้งห้องนิ่งทันทีเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานรีบเปิดถุงหลักฐานนับอีกครั้งหนึ่ง สอง สามครบจริงเอเดรียนถาม
"นายหมายถึงอะไร"
เรนด์จิยิ้มบาง ๆ
"ไม่มีอะไรครับ ผมแค่รู้สึกว่า...แก้วใบนี้แตกได้แปลก"
มีดเรนด์จิเดินไปยังมีดที่ปักอยู่แม้ศพจะถูกเคลื่อนย้ายไปชันสูตรแล้วแต่ตำแหน่งมีดยังคงถูกจำลองไว้เขามองอยู่นานก่อนถามแพทย์
"แทงครั้งเดียว?"
"ใช่"
"เสียชีวิตทันทีงั้นหรอครับ?"
"ใช่แล้วล่ะ"
เรนด์จิพยักหน้า
"เข้าใจแล้วครับ"
แต่สีหน้าของเขากลับเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างโต๊ะทำงานเขาเดินไปที่โต๊ะนั่งลงบนเก้าอี้ของผู้ตายหลับตาเหมือนกำลังจินตนาการเหตุการณ์เมื่อคืนผ่านไปเกือบนาทีเขาลืมตาก่อนถามเลขานุการ
"ปกติคุณวิลเลียมถนัดมือไหน"
"ขวาครับ"
เรนด์จิพยักหน้าอีกครั้งแต่ก็ยังไม่อธิบายเหตุผลเตาผิงเขาใช้คีมค่อยๆคีบเถ้ากระดาษสังเกตทีละชิ้นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งถาม
"คิดว่าจะอ่านออกไหม"
เรนด์จิตอบ
"ไม่ครับ แต่มันอาจบอกได้ว่าอะไรถูกเผา"
ผ้าม่านจากนั้นเขาเดินไปยังหน้าต่างแตะผ้าม่านซ้ายแตะผ้าม่านขวาก่อนใช้ปลายนิ้วลูบเบาๆตำรวจถาม
"พบอะไรไหมเรนด์จิ"
เรนด์จิยิ้ม
"ฝุ่นครับ"
ทุกคนเงียบตำรวจบางคนเริ่มคิดว่านักสืบระดับโลกคนนี้อาจไม่ได้เก่งอย่างที่ร่ำลือสิ่งที่ไม่มีใครสังเกตเรนด์จิเดินวนในห้อง หนึ่งรอบ สองรอบสามรอบจู่ๆเขาหยุดอยู่หน้าประตูก้มลงมองพื้น
ใช้ปลายนิ้วแตะเศษฝุ่นเล็กๆเล็กจนแทบมองไม่เห็นเขาถามเจ้าหน้าที่
"เมื่อคืนมีใครกวาดพื้นไหม"
"ไม่มีนะครับ"
"แน่ใจเหรอครับ?"
"แน่ใจครับ"
เรนด์จิพยักหน้าก่อนเก็บฝุ่นเม็ดเล็กนั้นลงในซองพลาสติกใสโดยไม่บอกว่ามันคืออะไรตลอดทั้งวันเรนด์จิเดินสอบถามทุกคนด้วยตัวเองแต่คำถามของเขากลับไม่เหมือนตำรวจเขาไม่ได้ถามว่า
เมื่อคืนคุณอยู่ไหน แต่ถามว่าเมื่อคืนคุณจับแก้วไวน์ด้วยมือซ้ายหรือมือขวา คุณถนัดมือไหน คุณใส่นาฬิกาข้างไหน คุณชอบดื่มกาแฟหรือชา คุณขึ้นบันไดกี่ขั้นก่อนจะหยุดพัก คำถามแต่ละข้อดูเหมือนไม่เกี่ยวกับคดีเลย
ทำให้ผู้ต้องสงสัยหลายคนเริ่มสับสนคำพูดที่ทำให้ตำรวจทั้งห้องตกใจช่วงเย็นเอเดรียนเดินมาหาเรนด์จิ
"คุณพบอะไรบ้าง"
เรนด์จิหันไปมองห้องเกิดเหตุอีกครั้งก่อนกล่าวช้า ๆ
"ผมพบหลายอย่าง"
เอเดรียนรีบถาม
"อะไรงั้นเหรอ?"
เรนด์จิตอบ
"ผมพบว่า...มีอย่างน้อย ห้าสิ่ง ในห้องนี้ที่ถูกจัดฉาก"
ตำรวจทุกคนหันมองพร้อมกันเอเดรียนถึงกับเบิกตา
"ห้าสิ่ง?"
เรนด์จิพยักหน้า
"ใช่ครับแต่...ตอนนี้ผมยังพิสูจน์ไม่ได้"
เขาหยุดพูดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยประโยคที่ทำให้ทั้งห้องเงียบสนิท
"ฆาตกรไม่ได้ทิ้งหลักฐานเอาไว้...เขาทิ้ง 'ข้อมูลเท็จ' เอาไว้แทนทุกคนกำลังพยายามอธิบายสิ่งที่ฆาตกรอยากให้เห็นทั้งที่...สิ่งสำคัญที่สุด...คือสิ่งที่หายไป"
เอเดรียนถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"คุณรู้ตัวคนร้ายแล้วหรือ"
เรนด์จิส่ายหน้า
"ยังหรอกครับ แต่ผมมั่นใจอยู่เรื่องหนึ่งคนร้าย...ยังอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้"
และในขณะเดียวกันภายในฝูงผู้ต้องสงสัยทั้งสิบสองคนมีใครบางคนกำลังลอบมองเรนด์จิด้วยสายตาที่เยือกเย็นก่อนจะกำหมัดแน่นอย่างเงียบๆราวกับกำลังตระหนักว่านักสืบคนนี้อาจเป็นคนแรกที่เข้าใกล้ความจริงมากกว่าทุกคนที่ผ่านมา
เวลา 19:30 น.
หลังจากผ่านการสืบสวนอย่างละเอียดตลอดทั้งวัน คันซากิ เรนด์จิ ขอให้ตำรวจเชิญผู้ต้องสงสัยทุกคนมารวมตัวกันในห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์ผู้ต้องสงสัยทั้งสิบสองคนนั่งเรียงกัน
พันตำรวจเอกเอเดรียนและตำรวจอีกหลายนายยืนอยู่ด้านหลังบรรยากาศเงียบสนิทเรนด์จิเดินมาหยุดกลางห้อง ก่อนวางกล่องหลักฐานลงบนโต๊ะเขาพูดด้วยน้ำเสียงสงบ
"ผมทราบแล้วว่าใครคือฆาตกร..."
ทั้งห้องเงียบกริบหลักฐานที่หนึ่ง เรนด์จิหยิบ กระดุมสีเงิน กระดุมเม็ดนี้ไม่ใช่ของผู้ตาย แต่เป็นของเสื้อสูทที่มีเพียงคนเดียวในคฤหาสน์สวมอยู่เมื่อคืน ทุกคนหันไปมองชายวัยกลางคนคนหนึ่ง
ริชาร์ด เบลล์ เลขานุการส่วนตัวของวิลเลียม
ริชาร์ดรีบตอบ
"กระดุมหลุดเป็นเรื่องปกติ!"
เรนด์จิพยักหน้า
"ใช่ครับ...ถ้ามันหลุดที่อื่นแต่กระดุมเม็ดนี้มีเส้นใยจากพรมห้องผู้ตายติดอยู่"
ริชาร์ดเริ่มหน้าซีดหลักฐานที่สองเรนด์จิหยิบซองใส่อีกใบภายในคือเส้นใยผ้าสีดำ
"ผลตรวจพบว่าเส้นใยนี้ตรงกับเนื้อผ้าของเสื้อสูทคุณ"
ริชาร์ดรีบตอบ
"ผมเคยจับมือเขา"
เรนด์จิส่ายหน้า
"ไม่ครับ...เส้นใยอยู่ใต้เล็บหมายถึงผู้ตายพยายามคว้าคุณก่อนเสียชีวิต"
หลักฐานที่สามเรนด์จิวางภาพถ่ายบนโต๊ะเป็นภาพรอยรองเท้าเพียงรอยเดียว
"ทุกคนสงสัยทำไมมีรอยเดียวคำตอบคือ..."
เขาหยิบรองเท้าของริชาร์ดขึ้นมาพื้นรองเท้าด้านหนึ่งมีโคลนแต่อีกข้างสะอาด
"เพราะคนร้ายจงใจเหยียบเพียงครั้งเดียวเพื่อหลอกให้ตำรวจเสียเวลารอยนี้ไม่มีความหมายมันเป็นรอยปลอม"
หลักฐานที่สี่เรนด์จิหยิบเศษแก้วสามชิ้น
"เมื่อคืนผมพูดว่าเศษแก้วยังไม่ครบ"
ตำรวจทุกคนมองอย่างสงสัยเรนด์จิหยิบถุงพลาสติกอีกใบภายในมีเศษแก้วชิ้นเล็กมาก
แทบมองไม่เห็น
"ชิ้นนี้ผมพบติดอยู่ใต้ขอบประตูหมายความว่าแก้วแตกก่อนประตูจะถูกล็อก"
ไม่ใช่หลังจากนั้น หลักฐานที่ห้าเรนด์จิหยิบเศษเถ้ากระดาษ
"หลายคนคิดว่าฆาตกรเผาเอกสารแต่ไม่ใช่สิ่งที่ถูกเผา...คือซองจดหมาย"
เลขานุการเบิกตา
"คุณรู้ได้ยังไง"
เรนด์จิยิ้ม
"เพราะคราบกาวจากซองยังหลงเหลือ"
ความจริงของห้องปิดตายเรนด์จิเดินไปที่แบบจำลองห้องก่อนกล่าว
"ทุกคนเข้าใจผิดตั้งแต่ต้นเพราะคิดว่าห้องถูกล็อกหลังการฆาตกรรมแต่ความจริง...ห้องถูกล็อกก่อน"
ทุกคนตกตะลึงเอเดรียนถาม
"หมายความว่ายังไง"
เรนด์จิอธิบายอย่างช้า ๆ ขั้นตอนที่ 1 หลังงานเลี้ยงวิลเลียมขึ้นห้องเลขานุการริชาร์ดเดินตามขึ้นไปโดยอ้างว่าจะนำเอกสารพินัยกรรมมาให้เซ็นทั้งสองจึงเข้าไปในห้องพร้อมกัน
ขั้นตอนที่ 2 ทั้งสองคุยกันแต่เกิดการโต้เถียงสาเหตุคือวิลเลียมเปลี่ยนพินัยกรรมทำให้ริชาร์ดจะไม่ได้รับมรดกจำนวนมหาศาล
ขั้นตอนที่ 3 ริชาร์ดใช้มีดแทงวิลเลียมผู้ตายพยายามคว้าเสื้อจึงเกิดเส้นใยผ้าสีดำติดใต้เล็บ
กระดุมหลุดตกลงบนพรม
ขั้นตอนที่ 4 จากนั้นริชาร์ดรีบค้นหาพินัยกรรมกุญแจตู้เซฟและโทรศัพท์มือถือก่อนนำทั้งหมดใส่กระเป๋า
ขั้นตอนที่ 5 นี่คือหัวใจของคดีริชาร์ดไม่ได้ออกทางประตูแต่ออกทางหน้าต่างทุกคนร้องพร้อมกัน
"เป็นไปไม่ได้!"
เรนด์จิเดินไปยังหน้าต่างก่อนชี้ไปยังขอบบาน
"หน้าต่างบานนี้สามารถล็อกจากด้านนอกได้"
ทุกคนตกใจเอเดรียนรีบเดินมาดูพบว่ากลอนรุ่นเก่ามีช่องเล็กๆซ่อนอยู่ด้านข้างสามารถใช้แผ่นโลหะบางดันกลับเข้าไปหลังปิดหน้าต่างได้ตำรวจพิสูจน์หลักฐานรีบทดลองผลคือล็อกได้จริงโดยไม่ต้องอยู่ในห้อง
ขั้นตอนที่ 6 ริชาร์ดปีนลงจากระเบียงหินแคบๆ ด้านนอกซึ่งถูกเถาวัลย์บดบังไว้เมื่อคืนฝนตกทำให้รอยเท้าบนหินถูกชะล้างจนหมดจากนั้นเดินอ้อมกลับเข้าคฤหาสน์ทางประตูหน้าในฐานะแขกคนหนึ่งไม่มีใครสงสัย
ขั้นตอนที่ 7 หลังได้ยินเสียงคนพังประตูริชาร์ดจึงแสร้งตกใจวิ่งตามทุกคนขึ้นมาและทำตัวเหมือนเพิ่งพบศพพร้อมกันสิ่งที่ฆาตกรจัดฉากเรนด์จิกล่าวต่อ
"นาฬิกาถูกหมุนรอยรองเท้าถูกสร้างเศษแก้วถูกจัดวางผ้าม่านถูกเลื่อนเอกสารถูกเผาทั้งหมด...เพื่อให้ตำรวจเสียเวลา"
การเปิดโปงเรนด์จิหันไปหาริชาร์ด
"คุณฆ่าเขาเพราะเงินและหวังสร้างห้องปิดตาย"
ริชาร์ดกำหมัดเหงื่อไหลเต็มใบหน้าก่อนหัวเราะออกมา
"ฮ่า...ฮ่า ๆ ๆ ใช่...ฉันทำเอง"
ทุกคนตกใจเขาตะโกน
"มันควรเป็นสมบัติของฉัน! ฉันทำงานให้เขามาสามสิบปี! แต่กลับจะยกทุกอย่างให้มูลนิธิ!"
ทันใดนั้นริชาร์ดผลักตำรวจที่อยู่ใกล้ที่สุดจนล้มแล้ววิ่งออกจากห้องโถง
"จับเขา!"
เอเดรียนตะโกนตำรวจหลายคนวิ่งตามทีเรนด์ก็ออกตัวทันทีการไล่ล่าริชาร์ดวิ่งฝ่าสวนหลังคฤหาสน์กระโดดข้ามรั้วหินมุ่งหน้าสู่ป่าเรนด์จิวิ่งตามติดแม้จะอายุน้อยกว่าแต่ฝีเท้ารวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อริชาร์ดหันกลับมา
ขว้างกิ่งไม้ผลักถังเหล็กพยายามขัดขวางแต่เรนด์จิหลบได้ทั้งหมดทั้งสองวิ่งผ่านสะพานไม้เก่าข้ามลำธารเข้าสู่ป่าทึบจุดจบริชาร์ดมาถึงหน้าผาเมื่อหันกลับมาพบว่าเรนด์จิยืนอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตรตำรวจหลายนายกำลังตามมาสมทบเรนด์จิกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่ง
"มันจบแล้ว"
ริชาร์ดมองซ้ายมองขวาไม่มีทางหนีเขาทรุดลงช้าๆก่อนปล่อยกระเป๋าที่บรรจุพินัยกรรมที่ถูกขโมยโทรศัพท์มือถือของวิลเลียมกุญแจตู้เซฟแผ่นโลหะบางที่ใช้ล็อกหน้าต่างจากภายนอกตำรวจเข้าควบคุมตัวและใส่กุญแจมือ
หลายวันต่อมา...ศาลรับฟ้องริชาร์ดในข้อหาฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และทำลายพยานหลักฐานคดี ห้องปิดตายแห่งคฤหาสน์เรเวนวูดซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นปริศนาที่เป็นไปไม่ได้ ได้รับการคลี่คลายจนหมดสิ้นพันตำรวจเอกเอเดรียนหันมาเอ่ยกับเรนด์จิ
"ขอบใจมากนะเรนด์จิที่ครั้งที่นายก็มาช่วยฉันอีกแล้วน่ะ"
"ไม่ต้องห่วงหรอกนะครับถึงไม่ขอให้ช่วยผมก็จะช่วยอยู่ดี"
ฉันจะตั้งใจทำมันให้ดีที่สุด!




