บทนำ ~ การส่งมอบ ~
สามวันก่อนหน้านี้
ความเงียบ...นั่นคือสิ่งแรกที่ คันซากิ อากิระ สัมผัสได้ในวินาทีที่สติของเขาค่อยๆหวนกลับคืนมาไม่มีเสียงรถยนต์ ไม่มีเสียงผู้คน
ไม่มีเสียงเครื่องปรับอากาศที่เคยดังอยู่ภายในห้องนอนของเขาไม่มีแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตัวเองที่ควรจะได้ยินอย่างชัดเจนในสถานที่อันเงียบสงัดเช่นนี้
มีเพียงแค่ความว่างเปล่าและความเย็นเยียบที่ค่อยๆแทรกซึมผ่านร่างกายราวกับกำลังสัมผัสผิวหนังของเขาด้วยปลายนิ้วที่มองไม่เห็น
"...ที่นี่..."
เสียงของอากิระแผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปกับความเงียบเปลือกตาของเด็กหนุ่มวัยสิบเก้าปีค่อยๆเปิดขึ้นภาพแรกที่ปรากฏต่อสายตาของเขาคือความมืดแต่ไม่ใช่ความมืดที่น่าหวาดกลัวอย่างที่เขาคุ้นเคย
ตรงกันข้ามมันกลับงดงามจนแทบทำให้เขาลืมหายใจเบื้องบนของเขาคือท้องฟ้าสีดำสนิทที่ทอดยาวออกไปอย่างไร้จุดสิ้นสุด
และบนผืนฟ้านั้นมีดวงดาวนับไม่ถ้วนกระจายตัวอยู่ราวกับอัญมณีที่ถูกโปรยลงบนผืนกำมะหยี่ดาวแต่ละดวงเปล่งประกายแตกต่างกัน
บางดวงเป็นสีขาวบริสุทธิ์บางดวงเป็นสีฟ้าบางดวงเป็นสีม่วงและบางดวงกลับมีสีทองอ่อนๆราวกับเปลวเทียนที่กำลังส่องแสงอยู่ในระยะไกลอากิระจ้องมองภาพนั้นอย่างไม่รู้ตัว
"...สวย..."
คำพูดเพียงคำเดียวหลุดออกจากปากของเขาทว่าทันทีที่ความรู้สึกชื่นชมผ่านพ้นไปความสงสัยก็เข้ามาแทนที่อากิระขมวดคิ้ว
เขาพยายามยันตัวลุกขึ้นแต่ทันทีที่มือของเขาเคลื่อนลงไปเพื่อหาพื้นรองรับกลับไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้น
"...หืม?"
ดวงตาของเขาเบิกกว้างมือของเขาไม่ได้สัมผัสพื้นไม่มีดินไม่มีหญ้าไม่มีพื้นคอนกรีตไม่มีแม้แต่สิ่งใดที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นพื้นแต่แปลกประหลาดยิ่งกว่านั้น
ก็คือร่างกายของเขากลับยังสามารถยืนอยู่ได้อย่างเป็นปกติอากิระค่อยๆลุกขึ้นจนยืนเต็มความสูงเขาก้มมองลงไปใต้ฝ่าเท้าของตัวเองสิ่งที่เห็นทำให้เขานิ่งงันใต้เท้าของเขา
มีเพียงหมอกสีเทาจางๆที่ทอดยาวออกไปสุดลูกหูลูกตามันดูคล้ายกับกำลังยืนอยู่บนผืนกระจกใสที่มองทะลุลงไปยังความว่างเปล่าอันไร้ก้นบึ้ง
"นี่มัน...ที่ไหนกันแน่..."
อากิระกลืนน้ำลายเขาหมุนตัวมองไปรอบๆซ้ายขวาด้านหน้าด้านหลังไม่ว่าจะมองไปทางใดก็มีเพียงหมอกสีเทาและท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว
จนกระทั่งสายตาของเขาหยุดลงเพราะเขาสังเกตเห็นบางสิ่งหรือพูดให้ถูกกว่านั้นใครบางคนชายคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ไม่ไกลจากเขา
ชายผู้นั้นยืนอยู่ท่ามกลางทะเลหมอกด้วยท่าทีสงบนิ่งราวกับสถานที่แห่งนี้เป็นอาณาเขตของตนเองเรือนผมสีเงินยาวของเขาพลิ้วไหวไปตามสายลมที่ไม่รู้ว่าพัดมาจากทิศทางใด
เส้นผมเหล่านั้นยาวจนเกือบถึงกลางหลังและทุกครั้งที่สายลมพัดผ่านมันจะสะท้อนแสงจากดวงดาวจนเกิดเป็นประกายสีเงินงดงาม
เขาสวมเสื้อคลุมยาวสีพลบค่ำชายเสื้อคลุมสะบัดไปตามแรงลมอย่างแผ่วเบาใบหน้าของชายผู้นั้นดูอ่อนเยาว์กว่าที่อากิระคาดเอาไว้ ทว่าดวงตากลับแตกต่างจากรูปลักษณ์โดยสิ้นเชิง
ดวงตาคู่นั้นว่างเปล่าเย็นชาและสงบนิ่งอย่างผิดธรรมชาติราวกับว่าชายผู้นี้เคยมองเห็นสิ่งต่างๆมากมายจนไม่มีสิ่งใดสามารถสร้างความประหลาดใจให้แก่เขาได้อีก
และด้านหลังของชายผมสีเงินมีชายอีกคนยืนอยู่เขาสวมชุดสูทสีดำสนิทตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าถุงมือสีขาวสะอาดรองเท้าหนังขัดเงาท่าทางของเขาสุขุม
และเป็นระเบียบอย่างสมบูรณ์แบบเขามีบุคลิกของพ่อบ้านอย่างชัดเจนแต่บางอย่างในบรรยากาศรอบตัวชายผู้นั้นทำให้อากิระรู้สึกได้ทันทีว่า
ชายคนนี้ไม่ใช่พ่อบ้านธรรมดาเพียงแค่ยืนอยู่เฉยๆก็ทำให้อากิระรู้สึกเหมือนกำลังถูกสัตว์ร้ายจับจ้องอากิระถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
"พวกเขาเป็นใคร..."
อากิระพึมพำแต่ดูเหมือนว่าคำพูดนั้นจะดังพอที่จะไปถึงหูของคนทั้งสองอากิระจึงตัดสินใจถามออกไปตรงๆเขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนถาม
"ที่นี่มันคือที่ไหนกันน่ะ?...แล้วพวกนายเป็นใครกันเหรอ?"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้งชายผมสีเงินไม่ได้ตอบแต่ชายในชุดสูทกลับหันมามองอากิระเพียงชั่วพริบตาอากิระรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลฉับพลันนั้นร่างของเขาก็ถูกกระชากลงอย่างรุนแรง
"อั๊กกกกก!!"
ศีรษะของอากิระถูกกดลงกับพื้นที่ไม่มีอยู่จริงแรงกดทับนั้นรุนแรงเสียจนเขาแทบหายใจไม่ออกแขนทั้งสองข้างถูกจับไขว้ไว้ด้านหลังอย่างง่ายดาย
"เดี๋ยวสิ เจ้าเป็นใคร—!"
อากิระพยายามดิ้นแต่ยิ่งดิ้นแรงที่กดลงบนร่างกายของเขาก็ยิ่งหนักขึ้นชายในชุดสูทกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"ช่างไร้มารยาทยิ่งนัก ไอ้เด็กเหลือขอ..."
น้ำเสียงนั้นไม่ได้ดังแต่กลับเต็มไปด้วยแรงกดดันชายผู้นั้นเพิ่มแรงกดลงเล็กน้อย
"รู้ตัวหรือไม่ว่าตอนนี้เจ้ากำลังเผชิญหน้ากับใคร?"
"อึก..."
อากิระกัดฟันกร่อน
"ก็ไม่รู้น่ะสิ!"
"ไม่รู้เหรอ?"
"ก็ใช่น่ะสิ! ถ้าข้ารู้ ข้าคงไม่ถามหรอก!"
คำตอบเช่นนั้นทำให้ชายในชุดสูทนิ่งไปครู่หนึ่งอากิระพยายามหันหน้าขึ้นมองแต่ทำไม่ได้ก่อนที่สีหน้าของเขาจะดูเหมือนยิ่งไม่พอใจมากกว่าเดิม
"บังอาจนักนะไอ้หนู!..."
ทว่าในวินาทีนั้นเอง—
"...รอนครุส..."
เสียงของชายผมสีเงินดังขึ้นมีเพียงสองพยางค์ที่ถูกเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบาแต่ทันทีที่ได้ยินชายในชุดสูทก็หยุดทุกการเคลื่อนไหว
รอนครุสปล่อยมือจากศีรษะของอากิระทันทีก่อนจะถอยออกไปหนึ่งก้าวจากนั้นจึงคุกเข่าลงข้างหนึ่งอย่างนอบน้อมศีรษะก้มต่ำ
"ขออภัยด้วยขอรับ ท่านทรราชย์"
น้ำเสียงของรอนครุสเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงจากความแข็งกร้าวเมื่อครู่กลายเป็นความเคารพอย่างสูงสุด
"เด็กคนนี้เปรยออกมาอย่างไม่ระวังคำพูด ข้าน้อยจึงลงโทษไปตามสมควรขอรับ"
ชายผมสีเงินมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบอย่างเรียบง่าย
"...ไม่เป็นไรหรอกนะ..."
"แต่ว่าท่านทรราชย์—"
ชายผู้นั้นตอบอีกครั้งว่า
"...ข้าบอกว่าไม่เป็นไร..."
"ขอรับ"
รอนครุสหยุดทันทีเขาก้มศีรษะลงอีกครั้งอากิระค่อยๆลุกขึ้นมือของเขายังคงสั่นเล็กน้อยเขายกมือขึ้นจับศีรษะตัวเองพลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
"เจ็บชะมัด...นี่แรงอะไรจะเยอะเป็นบ้า..."
อากิระมองชายชรานั้นนในชุดสูทด้วยสายตาหวาดระแวงรอนครุสปรายตามองมาอากิระรีบเงียบจากนั้นอากิระจึงหันกลับไปมองชายผมสีเงินอีกครั้งความสงสัยของเขายิ่งเพิ่มขึ้น
"พะ...พวกท่านเป็นใครกันเหรอ?"
ชายผมสีเงินไม่ได้ตอบในทันทีสายลมพัดผ่านอีกครั้งเส้นผมสีเงินของเขาปลิวไหวอย่างงดงามราวกับเป็นภาพที่ถูกวาดขึ้นจากความฝันในที่สุดเขาจึงกล่าวขึ้น
"ข้ามีนามว่า...โนอาห์"
"...โน...อาห์...?"
อากิระทวนชื่อในใจชื่อธรรมดาแต่บรรยากาศรอบตัวชายคนนี้กลับไม่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อยโนอาห์ดวงตาของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อยเขากล่าวต่อ
"หรือที่ผู้คนเรียกข้าว่า...ทรราชย์ผู้แย่งชิงกฎ"
"ทรราชย์ผู้แย่งชิงกฎงั้นเหรอ?"
อากิระนิ่งชื่อเรียกนั้นฟังดูเหมือนฉายาของใครบางคนที่ไม่ควรเข้าใกล้อากิระมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า
"ทำไมถึงเรียกแบบนั้นล่ะ?"
รอนครุสขยับตัวเล็กน้อยแต่โนอาห์ยกมือขึ้นเป็นเชิงห้ามโนอาห์มองขึ้นไปบนท้องฟ้า
"เรื่องนั้น...ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจำเป็นต้องรู้ในตอนนี้"
"งั้นหรอกเหรอ..."
อากิระถอนหายใจในเมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบเขาก็ไม่คิดจะคาดคั้นแต่คำถามที่สำคัญกว่านั้นยังคงอยู่
"แล้วที่นี่คือที่ไหนกัน ท่านทรราชย์?"
โนอาห์หันกลับมามองเขา
"...ที่นี่คือโลกหมอกเทา"
"โลก...หมอกเทา?"
อากิระกะพริบตาโนอาห์กล่าวต่อ
"มันคือโลกหมอกเทาและในเวลาเดียวกัน...มันก็คือจิตใต้สำนึกของเจ้า"
"หา? จิตใต้สำนึกของข้างั้นเหรอ?"
อากิระมองไปรอบๆอีกครั้ง
"หมายความว่า...ทั้งหมดนี่อยู่ในหัวของข้า?"
"ก็น่าจะได้อยู่กระมัง กล่าวอีกนัยหนึ่งมันเป็นพื้นที่ที่เชื่อมต่อระหว่างจิตใจของเจ้า กับบางสิ่งที่อยู่เหนือกว่านั้น"
โนอาห์ตอบและคำตอบดังกล่าวยิ่งทำให้อากิระสับสนงุนงง
"เดี๋ยวนะ...ข้าไม่เข้าใจเลยสักนิด"
เขายกมือขึ้นกุมขมับ
"ไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกอย่างในตอนนี้"
"แต่..."
"...อากิระ..."
เสียงเรียกชื่อของตนเองทำให้เขาหยุดอากิระเงยหน้าขึ้น
"ท่านรู้ชื่อข้าได้ยังไงกันน่ะ?"
โนอาห์พยักหน้า
"ข้ารู้เพราะข้ารู้จักเจ้ามากกว่าที่เจ้าคิด"
อากิระเงียบไปคำตอบนั้นทำให้เขารู้สึกเย็นวาบขึ้นมาตามสันหลัง
"แล้วท่านทรราชย์ต้องการอะไรจากข้าล่ะ?"
ในที่สุดอากิระก็ถามคำถามที่สำคัญที่สุดโนอาห์มองเขาอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นจึงกล่าวว่า
"...ข้าจะมอบพลังให้แก่เจ้า"
"พลังงั้นเหรอ...ทำไมต้องให้ข้า?"
อากิระทวนคำ
"เพราะเจ้าจำเป็นจะต้องใช้มัน...ต่อกรกับสิ่งมีชีวิตต่างแดน"
โนอาห์ไม่ตอบทันทีเขาเพียงมองอากิระด้วยสายตาที่ทำให้อากิระรู้สึกว่าคำพูดต่อไปจะเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาลอากิระนิ่งงัน
"สิ่งมีชีวิตต่างแดน?"
"สิ่งที่ไม่ได้ถือกำเนิดจากโลกของเจ้า"
"หมายความว่า...พวกมันเป็นสัตว์ประหลาดงั้นเหรอ?"
"จะเรียกเช่นนั้นก็ได้อยู่กระมัง"
"แล้วทำไมจะต้องเป็นข้า?"
โนอาห์เงียบความเงียบของเขากลับหนักแน่นกว่าคำตอบใดๆก่อนที่เขาจะยกมือขึ้นเขาดีดนิ้ว
"เพราะเจ้า..."
เสียงดีดนิ้วเพียงครั้งเดียวก้องกังวานไปทั่วโลกหมอกเทาทันใดนั้น—ท้องฟ้าที่เคยสงบนิ่งพลันสั่นสะเทือนหมอกสีเทารอบตัวหมุนวนราวกับถูกแรงบางอย่างฉุดกระชาก
แสงสีต่างๆปรากฏขึ้นกลางความมืดจากนั้นบางสิ่งก็พุ่งลงมาจากเบื้องบนดาบเล่มหนึ่งพุ่งลงมาปักตรงหน้าอากิระแรงกระแทกทำให้หมอกโดยรอบกระจายออกเป็นวงกว้างอากิระสะดุ้งถอยหลัง
"นี่มัน..."
เขาจ้องมองดาบตรงหน้าตัวดาบมีความงดงามผิดธรรมชาติคมดาบสะท้อนแสงดาวนับพันจนเกิดเป็นประกายหลากสีราวกับดาบเล่มนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงแสง
แต่กำลังสะท้อนกฎบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายในโลกอากิระค่อยๆเดินเข้าไปใกล้
โนอาห์กล่าวว่า:
"นี่คือดาบสองกฎมันจะช่วยเจ้าต่อกรกับสิ่งมีชีวิตต่างแดนได้"
โนอาห์ตอบอย่างเรียบง่ายอากิระหยุดอยู่ตรงหน้ามันอากิระมองดาบแล้วมองโนอาห์
"แค่นั้น?"
โนอาห์เงียบอากิระยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ
"คุณไม่คิดจะอธิบายอะไรเพิ่มเติมเลยรึ?"
รอนครุสที่ยืนอยู่ด้านหลังกล่าวขึ้น
"เจ้าควรรู้สึกเป็นเกียรติ เจ้าหนู"
"เป็นเกียรติ?"
อากิระหันไปมองรอนครุสกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเจ้ามิใช่เพียงอาวุธธรรมดา"
รอนครุสมองดาบ
"สิ่งที่แม้แต่ผู้มีอำนาจมากมายยังไม่อาจครอบครอง"
อากิระกลืนน้ำลายเขายื่นมือออกไปช้าๆปลายนิ้วสัมผัสด้ามดาบทันทีที่สัมผัส—แสงสีต่างๆ ระเบิดออกจากตัวดาบอากิระเบิกตากว้างภาพบางอย่างแล่นผ่านหัวของเขาอย่างรวดเร็ว
เมืองที่กำลังลุกไหม้...ท้องฟ้าที่แตกออกเงาร่างขนาดมหึมาที่กำลังยืนอยู่เหนือโลกเสียงกรีดร้องของผู้คนและดวงตาคู่หนึ่งที่กำลังจ้องมองมายังเขา
"อ๊ากกก!"
อากิระชักมือออกทันทีเขาหอบหายใจอย่างหนักโนอาห์มองเขา
"เมื่อกี้...เจ้าเห็นแล้วสินะอนาคตบางส่วน"
"อนาคตเหรอ?"
อากิระหันกลับไปมองดาบด้วยสีหน้าซับซ้อนเขากำหมัดแน่น
"ข้าเห็นเมืองกำลังถูกทำลายแล้วนั่นมันคืออะไร?"
"...มันคือสิ่งที่กำลังจะมาถึง..."
โนอาห์ไม่ตอบคำตอบนั้นทำให้อากิระรู้สึกเย็นวาบเขามองชายตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ
"เดี๋ยวก่อน...ท่านบอกว่าท่านจะมอบพลังให้ข้า แล้วทำไมถึงต้องเป็นข้า?"
โนอาห์เดินเข้ามาใกล้ทุกย่างก้าวของเขาเงียบสนิทโนอาห์หยุดอยู่ตรงหน้าอากิระทั้งสองสบตากัน
"เพราะข้าเลือกเจ้า และวันหนึ่งเจ้าจะเข้าใจ"
"ข้าน่ะเกลียดคำตอบแบบนี้ชะมัดยาด..."
อากิระถอนหายใจรอนครุสเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยแต่โนอาห์ยังคงนิ่งสงบ
"เจ้าปฏิเสธได้เงื่อนไขนี้ได้อย่างแน่นอน"
อากิระชะงักโนอาห์มองเขาอย่างตรงไปตรงมา
"...โลกของเจ้าจะยังคงดำเนินต่อไป แต่สิ่งมีชีวิตต่างแดนก็ยังคงมา"
อากิระนิ่งคำตอบนั่นทำให้หัวใจของอากิระหนักอึ้ง
"และจะไม่มีใครหยุดมัน?"
โนอาห์ไม่ได้ตอบความเงียบคือคำตอบอากิระก้มหน้าลงมือของเขากำด้ามดาบแน่นขึ้นเขาไม่รู้จักโลกแห่งนี้ไม่รู้ว่าทรราชย์ผู้แย่งชิงกฎคือใคร
ไม่รู้ว่าสิ่งมีชีวิตต่างแดนคืออะไรไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองมายังสถานที่แห่งนี้ได้อย่างไรแต่เขารู้สิ่งหนึ่งนับตั้งแต่วินาทีที่เขาลืมตาขึ้นมาชีวิตของเขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกแล้วอากิระสูดลมหายใจเข้าลึก
"ถ้าข้ารับพลังนี้...ข้าจะต้องทำอะไรบ้างล่ะ?"
เขาเงยหน้าขึ้น โนอาห์ตอบเพียงว่า
"...เอาชีวิตรอดไปให้ได้มันก็แค่นั้น?ในขั้นตอนแรก..."
"ฟังดูไม่ค่อยง่ายเลยนะ"
อากิระหัวเราะแห้งๆโนอาห์มองเขาเป็นครั้งแรกที่แววตาของชายผมสีเงินดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเล็กน้อยจากนั้นโนอาห์จึงหันหลังให้รอนครุสเดินตามไปอากิระรีบถาม
"เดี๋ยวก่อน!แล้วข้าจะได้เจอท่านอีกหรือไม่?"
ทั้งสองหยุดโนอาห์ไม่ได้หันกลับมา
"แน่นอน...เมื่อถึงเวลา"
"นี่มันไม่ใช่คำตอบเลยนะ..."
อากิระนิ่งโนอาห์ยกมือขึ้นเล็กน้อยหมอกสีเทาเริ่มก่อตัวขึ้นรอบตัวเขาและรอนครุสอากิระรีบก้าวเข้าไป
"เดี๋ยวก่อน! อย่างน้อยบอกผมทีว่าพลังนี้ทำอะไรได้บ้าง!"
โนอาห์หันกลับมาดวงตาสีเงินสบเข้ากับดวงตาของอากิระเป็นครั้งสุดท้าย
"...เจ้าจะค้นพบมันด้วยตัวเอง"
"ท่านทรราชย์!"
หมอกเริ่มหนาขึ้นร่างของโนอาห์และรอนครุสกำลังจางหายไปก่อนที่เสียงสุดท้ายของโนอาห์จะดังขึ้น
"...คันซากิ อากิระ..."
ทั้งโนอาห์และอากิระยืนมองหน้ากันอย่างไม่กระพริบตาจากนั้นโนอาห์ได้เอ่ยขึ้นว่า
"จงมองไปยังก้นบึ้งด้วยดวงตาคู่นั้นโดยไม่เชื่อถือสิ่งใดแล้วก็จงเข้าใจว่าโลกนี้ถูกครอบงำด้วยการทรยศหักหลังและความไร้เหตุผล"
แสงสีขาวสว่างวาบขึ้นทั่วทั้งโลกหมอกเทาอากิระยกแขนขึ้นบังดวงตาและในชั่วพริบตาเดียวทุกสิ่งก็หายไป
"เฮือก!!"
อากิระสะดุ้งตื่นขึ้นร่างของเขาลุกพรวดจากเตียง
"แฮ่ก...แฮ่ก..."
เขาหอบหายใจอย่างหนักมือทั้งสองข้างกำผ้าห่มแน่นสายตากวาดไปรอบห้องอย่างรวดเร็วกำแพง...โต๊ะ...หน้าต่าง...ตู้เสื้อผ้า...ทุกอย่างยังอยู่ในตำแหน่งเดิม
แสงยามค่ำคืนส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาห้องนอนของเขาบ้านของเขาโลกเดิมของเขาอากิระเอามือแตะหน้าอกหัวใจยังคงเต้นแรง
"ฝัน...เมื่อกี้เป็นแค่ความฝันสินะ..."
เขาพึมพำเขาหัวเราะเบาๆแต่แล้ว—มือของเขาก็สัมผัสกับบางสิ่งที่เย็นจัดอากิระชะงักสายตาค่อยๆเลื่อนลงไปดาบเล่มหนึ่งกำลังวางอยู่ข้างตัวเขา
ดาบที่เปล่งประกายหลากสีภายใต้แสงจันทร์ดาบเล่มเดียวกับที่เขาเห็นในโลกหมอกเทาดาบสองกฎรอยยิ้มบนใบหน้าของอากิระหายไปทันที
"...ไม่จริงน่า..."
เขาค่อยๆเอื้อมมือไปแตะด้ามดาบปลายนิ้วสั่นเล็กน้อยเย็นสัมผัสนี้เป็นของจริงอากิระดึงดาบขึ้นมาอย่างช้าๆ
แสงหลากสีสะท้อนบนใบหน้าของเขาเขามองมันอยู่เป็นเวลานานก่อนจะพึมพำออกมาอย่างไม่อยากเชื่อ
"ถ้านี่ไม่ใช่ความฝัน...งั้นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ก็เป็นเรื่องจริงทั้งหมดสินะ"
สายตาของเขาเต็มไปด้วยความสงสัยอากิระกำดาบแน่นขึ้นนอกหน้าต่าง...สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านอย่างแผ่วเบาแต่ในความเงียบของห้องนอนนั้น ไม่มีใครรู้เลยว่า—
ตั้งแต่วินาทีที่ดาบสองกฎปรากฏขึ้นในโลกมนุษย์บางสิ่งที่ไม่ควรเข้ามาในโลกใบนี้กำลังเริ่มขยับตัวและนั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด
เรื่องราวของเด็กหนุ่มวัยสิบเก้าปีผู้ไม่รู้เลยว่าเหตุใดตนเองจึงถูกเลือกไม่รู้ว่าพลังที่ได้รับคืออะไรและไม่รู้ว่าเบื้องหลังคำว่าสิ่งมีชีวิตต่างแดนนั้นซ่อนความลับที่ยิ่งใหญ่เพียงใด
แต่สิ่งหนึ่งที่อากิระรู้แน่ชัดเจนที่สุดภายในคืนนั้นคือ—ชีวิตธรรมดาของเขา...ได้จบลงแล้วชั้นใน เรื่องราวของอากิระกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
ฉันจะตั้งใจทำมันให้ได้ดีที่สุดนะคะ




