จอ มอนิเตอร์จอยักษ์
จอมมารผู้ยิ่งใหญ่
ศึกมายาและสุสานอธนาการ
ณ ปราสาทจอมมารเดลโซเกด สถานที่ที่เป็นทั้งจุดเริ่มต้นและจุดจบของตำนาน บรรยากาศในตอนนี้หนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก เหล่าเจ็ดเฒ่าจักรพรรดิมารที่เหลือยืนเรียงรายอยู่เบื้องหน้าบัลลังก์ ราวกับกำลังรอคอยการกลับมาของนายเหนือหัวที่พวกเขาถูกปลูกฝังความจำไว้... จอมมารผู้เหี้ยมโหด อานอส ดีลเฮเวีย
ทว่าผู้ที่ปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขากลับไม่ใช่บุรุษ แต่เป็นหญิงสาวที่มีเสน่ห์อันเยือกเย็น เส้นผมสีบลอนด์ทองที่เคยเป็นประกายบัดนี้ถูกย้อมด้วยสีดำสนิทดุจรัตติกาล ดวงตาของนางเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและพลังเวทที่บิดเบี้ยว นางคือ "ตัวตนปลอม" ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกลืนกินประวัติศาสตร์ของอาร์วอซ
ข้าก้าวเดินเข้าไปในท้องพระโรงด้วยร่างของอาร์วอซที่แท้จริง บรรยากาศรอบกายสั่นสะเทือนด้วยความโกรธาที่แฝงไปด้วยความสมเพช
"เจ้าเองสินะ... ที่กล้าสวมรอยใช้นามของข้าในการปกครองโลกที่ข้าสร้างขึ้นมา"
ข้าเอ่ยเสียงเรียบแต่ทรงพลัง
"เปล่าประโยชน์แล้วค่ะ ท่านอาร์วอซ..." อานอส ดีลเฮเวียเหยียดยิ้มที่ดูถูกตรรกะของโลก "ประวัติศาสตร์จดจำข้า พลังเวทของเจ็ดเฒ่าจักรพรรดิมารก็ยอมรับข้า ตำแหน่งจอมมารผู้เหี้ยมโหดของท่านจะจบลงในคืนนี้ และข้าจะเป็นผู้ครอบครองเวนุซโดโนอาอย่างสมบูรณ์!"
"หึ... ถ้าเจ้าคิดว่านามและบัลลังก์คือสิ่งที่นิยามความเป็นจอมมาร ข้าก็จะสอนให้รู้เองว่าเจ้าคิดผิดเพียงใด"
ข้าย่ำเท้าลงไปที่พื้นปราสาทเดลโซเกด แรงสั่นสะเทือนส่งผลให้วงเวทป้องกันทั้งหมดแตกสลายในพริบตา
"ก็ลองดูก็แล้วกันนะ อานอส ดีลเฮเวีย... ว่ารากเหง้าที่ไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างเจ้า จะทนรับโทสะของข้าได้นานแค่ไหน!"
การต่อสู้เปิดฉากขึ้นอย่างรุนแรง ข้าและนางต่างควบแน่นมหาเวททำลายล้างไว้ที่ฝ่ามือทั้งสองข้างพร้อมกัน
‘อาเวียซตั้นเจียร่า (เปลวไฟบรรลัยกัลป์)’
เพลิงสีม่วงดำลุกโชนจนอุณหภูมิในปราสาทสูงขึ้นจนหินแทบละลาย เราทั้งคู่พุ่งเข้าปะทะกันจนเกิดคลื่นกระแทกที่ทำลายเสาหินรอบข้างจนแหลกละเอียด
ข้าอาศัยจังหวะที่นางชะงัก ซัดหมัดที่ห่อหุ้มด้วยเพลิงนรกเข้าเต็มๆ ใบหน้าของนางจนร่างนั้นกระเด็นทะลุกำแพงปราสาทออกไปสู่ลานกว้าง ทว่านางยังคงทรงตัวได้กลางอากาศ
"‘จีโอ เกรซ (ปืนใหญ่บรรลัยกัลป์)!’"
"‘จีโอ เกรซ (ปืนใหญ่บรรลัยกัลป์)!’"
เราทั้งคู่ร่ายเวทบทเดียวกัน ปืนใหญ่เพลิงทมิฬนับสิบลูกถูกยิงเข้าใส่กันกลางเวหา การระเบิดแต่ละครั้งทำให้นภาของอาเซนซีออนสว่างไสวไปด้วยสีเลือด ข้าไม่รอให้ควันจางหาย อาศัยช่องว่างของมิติเลือนหายไปจากจุดเดิมแล้วปรากฏตัวที่ด้านหลังของนางอย่างรวดเร็ว
"ช้าไป"
ข้าคว้าคอเสื้อของนางแล้วซัดร่างนั้นลงกระแทกกับพื้นดินอย่างรุนแรงจนเกิดหลุมลึก ข้าพุ่งลงมาเหยียบซ้ำที่กลางอกพร้อมรวบรวมพลังไว้ที่ปลายนิ้ว ‘เบบุสโด (สังหารรากเหง้า)’ เวทมนตร์ที่ออกแบบมาเพื่อทำลายตัวตนจากภายใน ข้าแทงปลายนิ้วเข้าสู่ตำแหน่งรากเหง้าของนางโดยไม่ลังเล!
“อั๊กกกก!!!!.....” เลือดสีดำกระเซ็นออกจากปากของจอมมารจอมปลอม แต่นางกลับหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “ไร้ประโยชน์สิ้นดี! ท่านคิดว่ารากเหง้าของข้าถูกสร้างมาอย่างธรรมดางั้นรึ? รับนี่ไปกินซะ ท่านอาร์วอซ!!!
‘เวบซุด (ดาวหาง 6 แฉกทมิฬ)’!”
วงเวทหกแฉกขนาดมหึมาปรากฏขึ้นเหนือหัวข้า แสงสีดำเข้มข้นนับล้านเส้นพุ่งลงมาดุจดาวหางหายนะ ข้าจำต้องสละการโจมตีเพื่อกางเขตแดนป้องกัน แต่แรงระเบิดนั้นรุนแรงพอที่จะทำให้แม้แต่ปราสาทเดลโซเกดยังสั่นสะเทือนถึงฐานราก
"ฮ่าๆๆๆ! เห็นหรือยัง? พลังที่ข้าช่วงชิงมาจากความศรัทธาของคนทั้งโลก!" อานอส ดีลเฮเวีย ลุกขึ้นยืนท่ามกลางฝุ่นควัน สภาพของนางเริ่มดูบิดเบี้ยวมากขึ้น พลังเวทสีดำรั่วไหลออกมาจากร่าง
"ข้าคือความจริง! และท่านคืออดีตที่ถูกลบเลือน!"
ข้ายืนนิ่งอยู่ท่ามกลางเพลิงที่ยังไม่มอดดับ จ้องมองนางด้วยสายตาที่เย็นชาจนถึงขีดสุด
"เจ้าบอกว่าเจ้าคือความจริงงั้นรึ? น่าขันนัก..."
ข้าค่อยๆ ชูมือขึ้นสู่ท้องฟ้า
"ความจริงน่ะ... ไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศหรอก เพราะมันคือสิ่งที่ต่อให้เจ้าพยายามทำลายแค่ไหน มันก็จะยังคงตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้นเสมอ"
เงามืดใต้เท้าของข้าเริ่มขยายตัวออกไปจนปกคลุมทั่วทั้งปราสาท เสียงคำรามของกฎเกณฑ์ที่กำลังจะถูกลบล้างดังขึ้นจากก้นบึ้งของมิติ
"ในเมื่อเจ้าอยากได้ชื่อของข้านัก... ข้าก็จะมอบความตายที่เป็นเอกลักษณ์ของข้าให้เจ้าเป็นของขวัญก็แล้วกัน"
ณ ปราสาทจอมมารเดลโซเกด แรงกดดันมหาศาลปะทะกันจนกำแพงหินที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกเริ่มปริร้าว ข้ากับ อานอส ดีลเฮเวีย ยังคงปะทะกันอย่างดุเดือดเลือดพล่านไปมา พลังเวทสีม่วงดำสลับกับแสงสีแดงฉานระเบิดออกทุกครั้งที่หมัดและเวทมนตร์กระทบกัน
"หึๆๆ... ท่านอาร์วอซ ดูเหมือนว่าร่างกายที่เพิ่งเกิดใหม่ของท่านจะเริ่มตามความเร็วของข้าไม่ทันแล้วนะคะ!"
จอมมารจอมปลอมแผดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ทันใดนั้น ร่างของนางก็พร่าเลือนไปในอากาศราวกับหมอกควัน นางร่ายมหาเวทอำพรางซ้อนทับกันอย่างซับซ้อน
‘ไลเนว (มายาลวง)’
ผสมโรงกับ
‘นาจีระ (ซ่อนเร้นมนตรา)’ จนแม้แต่เนตรมารระดับสูงก็ไม่อาจจับสัมผัสได้ ร่องรอยของมานาหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่ซ่อนเร้นคมดาบแห่งความตาย
"คิดจะเล่นซ่อนแอบในบ้านของข้าอย่างนั้นรึ? ช่างเป็นหัวขโมยที่ไม่มีมรรยาทเอาเสียเลย"
ข้ายืนนิ่งอยู่ใจกลางห้องโถง หลับตาลงช้าๆ ไม่ได้ใช้สายตาในการมอง แต่ใช้รากเหง้าในการสัมผัสถึง 'ความบิดเบี้ยว' ของที่ว่าง
"จงหายไปซะในความมืดมิดที่ท่านสร้างขึ้นมาเองเถอะ!"
เสียงของนางดังมาจากทุกทิศทาง พร้อมกับคมดาบเวทมนตร์นับพันที่พุ่งเข้าใส่ข้าจากความว่างเปล่า
"เจ้าเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า... มายาที่เจ้าสร้างขึ้นน่ะ มันก็แค่ภาพวาดบนกระดาษที่รอวันถูกเผาเท่านั้น"
ข้าลืมตาขึ้น เนตรมารทอแสงสีม่วงเข้มจนมิติบิดเบี้ยว ข้ากางมือออกกว้าง วงเวทสีดำทมิฬขนาดมหึมาแผ่ขยายออกไปจากใต้เท้า ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดในพริบตา มหาเวทบทนี้คือคำตอบสำหรับผู้ที่คิดจะหลบซ่อนในเงามืด
‘กาเลียน (สุสานอธนาการ)’
พริบตานั้น บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนไป ปราสาทเดลโซเกดถูกกลืนกินด้วยความมืดที่ลึกยิ่งกว่าก้นบึ้งของขุมนรก โซ่ตรวนสีดำนับไม่ถ้วนพุ่งออกมาจากธรณีประตูมิติเข้ารัดพันทุกสิ่งที่ขวางหน้า มายาของ ‘ไลเนว’ ถูกฉีกกระชากออกเหมือนเศษผ้า และ ‘นาจีระ’ ก็ไม่อาจปกปิดตัวตนได้อีกต่อไปเมื่อมิติถูกแปรสภาพเป็น 'สุสาน' ที่ข้าเป็นผู้ควบคุมกฎเกณฑ์
"อะ... อั๊ก! นี่มันเวทอะไรกัน!? ร่างกายของข้า... พลังเวทถูกดูดกลืนไป!"
อานอส ดีลเฮเวีย ปรากฏตัวออกมาในสภาพที่ถูกโซ่ตรวนแห่งกาเลียนพันธนาการไว้กลางอากาศ ร่างกายของนางสั่นระริกเมื่อความว่างเปล่าเริ่มกัดกินรากเหง้า
"‘กาเลียน’ คือสุสานสำหรับผู้ที่ไร้ตัวตน... ในพื้นที่นี้ ความหมายของ 'การดำรงอยู่' จะถูกริบคืนไปจนกว่าเจ้าจะกลายเป็นความว่างเปล่าอย่างแท้จริง"
ข้าเดินเข้าไปหาหน้าอย่างช้าๆ เสียงฝีเท้าดังก้องในความมืดที่ไร้ทางออก
"มายาของเจ้าน่ะ มันใช้ไม่ได้ผลกับเจ้าของบ้านหรอกนะ"
"อย่ามาดูถูกข้า!!!" นางกรีดร้องพร้อมระเบิดพลังเวทเฮือกสุดท้ายเพื่อทำลายโซ่ตรวน "ต่อให้ต้องทำลายรากเหง้านี้ ข้าก็จะลากท่านลงนรกไปด้วยกัน!"
นางรวบรวมสายฟ้าสีดำไว้ที่มือทั้งสองข้าง พยายามจะฉีกมิติของสุสานอธนาการออก แต่ข้าเพียงแค่สะบัดมือเบาๆ โซ่ตรวนเหล่านั้นก็รัดแน่นขึ้นจนกระดูกของนางส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะ
"เจ้ายังไม่เข้าใจอีกงั้นรึ? ในสุสานแห่งนี้... แม้แต่เสียงกรีดร้องของเจ้า ข้าก็ยังอนุญาตให้มันดังได้แค่เท่าที่ข้าต้องการเท่านั้น"
ข้าจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่สั่นเครือของจอมมารจอมปลอม
"เอาล่ะ... บอกข้ามาสิ ว่าใครคือผู้ที่มอบนามของข้าให้แก่เจ้า? ใครคือผู้อยู่หลังม่านที่พยายามจะลบเลือนความจริงของโลกใบนี้?"
"หึ... ฮ่าๆๆ... ท่านไม่มีวันได้รู้หรอก อาร์วอซ วอลดีโกด... เพราะความจริงที่ท่านโหยหาน่ะ มันถูกฝังไปพร้อมกับยุคสมัยที่ท่านทอดทิ้งมานานแล้ว!"
นางเริ่มร่ายเวทมนตร์บางอย่างที่ดูอันตราย พลังเวทเริ่มปั่นป่วนจนสุสานเริ่มสั่นคลอน
"งั้นรึ... ถ้าอย่างนั้นข้าก็หมดธุระกับเศษเสี้ยวไร้นามอย่างเจ้าแล้ว"
ข้าชูมือขึ้น เตรียมจะปิดฉากการต่อสู้ที่ยืดเยื้อนี้ด้วยพลังที่จะทำให้แม้แต่ดวงวิญญาณของนางต้องแหลกสลายไปตลอดกาล
ช่ำ




