โลกอันน่าพรั่นพรึง
ข้าและพรรคพวกก้าวเข้าสู่ใจกลางของ เอเบลาสต์ อันเซตตา โครงสร้างที่ดูราวกับวิหารแห่งสรวงสวรรค์ที่ถูกย้ายมาไว้ในจุดที่ลึกที่สุดของโลกใต้พิภพ
ทันทีที่ข้าผลักบานประตูยักษ์ของห้องบัลลังก์ศักดิ์สิทธิ์ออก กระแสคลื่นสายฟ้าที่มองไม่เห็นแต่มัดกล้ามเนื้อสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนมหาศาลก็พุ่งเข้าใส่พรรคพวกของข้าจนร่างของทุกคนเลือนหายไปในพริบตา
เหลือเพียงข้าและชายผู้สวมศีรษะของพ่อข้า ยืนประจันหน้ากันท่ามกลางความเงียบงันที่แสนยะเยือก กราแฮม ในร่างของเซลิสเหยียดยิ้มกว้าง ดวงตาสีฟ้าครามคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความอ่อนโยนเหลืออยู่แม้แต่น้อย
"ไง อานอส นี่เธอเองก็สนใจเรื่อง กฎระเบียบ เหมือนกันงั้นเหรอ? มาหาผมได้จังหวะพอดีเลยนะ มาร่วมมือกันไหมล่ะ? ผมกำลังสนุกกับการทดลองสร้างประมุขเทพสูงสุดอย่าง ประกายแสงสรรทานุภาพ เอ็กซ์เอส ขึ้นมาอยู่น่ะ"
ข้าตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ไร้สาระ..."
กราแฮมเลิกคิ้วพลางหัวเราะในลำคอ
"โอ๊ะ? หายากนะเนี่ย เธอกำลังโกรธอยู่เหรออานอส? ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ผมคงดีใจมากเลยล่ะที่สามารถทำให้ จอมมารผู้เหี้ยมโหด อย่างเธอมีความรู้สึกขึ้นมาได้"
ข้าจ้องลึกเข้าไปในความว่างเปล่าของมัน
"โกรธเหรอ...?"
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะที่สั่นสะเทือนไปถึงรากเหง้าของโลกก็ระเบิดออกมาจากปากของข้า
"หึ... หึๆ ๆ ๆ ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ! ว้า... ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ!!!"
เสียงหัวเราะของข้ากึกก้องกัมปนาท พลังเวทที่แฝงไปกับเสียงนั้นทำให้มิติรอบข้างร้าวราน แรงดันมหาศาลพุ่งไปกระแทกกับเสาค้ำนภา ของโลกใต้พิภพจนมันหักสะบั้นลง
เสียงถล่มของหินยักษ์ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วปริมณฑลข้าชูมือขึ้นและร่ายเวทในทันที
‘อี กูเนอัส (ฝ่ามือกุมสรรพสิ่ง)’
วงเวทรูปทรงหัตถ์มารขนาดมหึมาปรากฏขึ้นกลางอากาศ มือนั้นพุ่งไปรับน้ำหนักของท้องฟ้าโลกใต้พิภพเอาไว้แทนเสาที่หักโค่นลงด้วยเสียงหัวเราะของข้าเพียงอย่างเดียว ข้าหันกลับมามองกราแฮมที่ยังคงยืนนิ่งอยู่บนบัลลังก์
"ข้าเนี่ยนะจะโกรธเจ้า? ข้าแทบจะชอบใจเจ้าด้วยซ้ำไปที่ทำให้ข้าได้รู้ถึงสิ่งที่สำคัญที่สุด..."
ข้าก้าวเดินเข้าไปหาทีละก้าว
"เจ้าทำให้ข้าได้รับรู้ถึงคำยึดมั่นที่พ่อข้าทิ้งไว้ให้ก่อนจะดับสูญ...จงละทิ้งความเกลียดชัง จงอย่าโกรธแค้นเจ้า...จงเดินไปตามเส้นทางแห่งสันติภาพที่เจ้าตามหาซะ อานอส ลูกชายสุดที่รักของข้า..."
ข้าหยดรอยยิ้มที่มุมปาก แววตาของข้าเปลี่ยนเป็นเนตรมารแห่งการทำลายล้างที่ส่องสว่างเจิดจ้ายิ่งกว่าดวงตะวัน
"ในเมื่อพ่อข้าขอมาเช่นนั้น ข้าก็จะทำตาม..."
ข้าหยุดยืนเบื้องหน้ามัน
"แต่เดี๋ยวข้าจะทำให้เจ้ารู้เอง... ว่าสิ่งที่เจ้าเห็นอยู่บนใบหน้าของข้านี้น่ะ แท้จริงแล้วข้ากำลัง ยิ้ม อยู่จริงๆ หรือเปล่า!"
บรรยากาศในห้องบัลลังก์พุ่งสูงขึ้นจนถึงจุดเดือด ศึกล้างแค้นที่ก้าวข้ามผ่านกาลเวลาและคำสาปแห่งความว่างเปล่าเริ่มต้นขึ้นแล้ว ณ วินาทีนี้ จากนั้น ข้า และ กราแฮม เริ่มเดินเข้าหากันช้าๆ
ท่ามกลางซากปรักหักพังของห้องบัลลังก์ที่สั่นสะเทือน ทุกก้าวที่เหยียบลงบนพื้นหินอ่อนศิลาเทพทำให้เกิดรอยร้าวลึก กราแฮมวาดวงเวทย์ทรงกลมสีม่วงหม่นออกมาข้างกาย
ก่อนจะยื่นมือเข้าไปกระชากอาวุธที่คุ้นตาออกมา ดาบหมื่นอัสนี เกาด์เกย์ม่อน ดาบของพ่อข้าที่บัดนี้ถูกถือโดย มารไร้หัว มันไม่รอช้า ร่ายเวทเรียกสายฟ้าทำลายล้างในทันที
‘ราเวีย กีก กาเวรีซส์(อัสนีบาตพิฆาตรากเหง้า)’
เปรี้ยง—!!!!
สายฟ้าสีม่วงขนาดยักษ์ผ่าทะลุเพดานวิหารเอเบลาสต์ อันเซตต้า ลงมานับสิบสาย แรงระเบิดของมันรุนแรงจนพื้นดินแยกออกเป็นเสี่ยงๆ
แต่ข้ากลับก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคง สายฟ้าเหล่านั้นฟาดลงรอบกายข้าแต่ไม่อาจระคายผิว ข้าห่อหุ้มนิ้วมือทั้งสิบด้วยเวทมนตร์สีดำสนิทที่แหลมคมดั่งกรงเล็บมัจจุราช
‘เบบุสโด(สังหารรากเหง้า)’
ข้าพุ่งทะยานเข้าหา กราแฮมปาดาบหมื่นอัสนีทิ้งลงข้างทางอย่างไม่ใยดี ก่อนจะห่อหุ้มนิ้วด้วย เบบุสโด เช่นกัน มือของข้าและมันเข้าปะทะและยื้อยุดกันอย่างบ้าคลั่ง พลังทำลายรากเหง้าเสียดสีกันจนเกิดประกายไฟสีดำสนิท
"ผมเองก็ชอบ ความอ่อนโยน เหมือนกับเธอนะอานอส..."
กราแฮม เอ่ยพลางจ้องตาข้าด้วยแววตาสั่นประสาท
"เพราะในความอ่อนโยนนั้นมันซ่อนทั้งความหวาดระแวง และความวิปริตเอาไว้... หืม สวยงามเหลือเกิน"
"ถ้าเจ้าชอบเรื่องโสโครกแบบนั้นจริง... ก็แสดงว่าสมองของเจ้ามันเน่าเฟะจนกู่ไม่กลับแล้วล่ะ"
ข้าคำรามพลางออกแรงกดมหาศาล จนกราแฮมเข่าทรุดกระแทกพื้น เท้าของมันจมลึกลงไปในศิลาเทพที่แตกกระจายแม้จะเสียเปรียบ แต่มันกลับยิ้มกว้างกว่าเดิม
"เธอยังเด็กอยู่นะอานอส... เราน่ะชอบความอ่อนโยนเหมือนกัน เพียงแต่เธอชอบมันในรูปแบบของความรักและสันติภาพ ส่วนผม... ชอบมองมันในยามที่มันบิดเบี้ยวด้วยความน่าเกลียดน่าชังยังไงล่ะ!"
"ข้ากับเจ้าไม่ได้คล้ายกันเลยสักนิด!"
ทันใดนั้น กราแฮมดีดมือซ้ายออกจากการเกาะกุม พร้อมกับประจุพลังเพลิงมรณาไว้ที่หมัด
‘อาเวซตั้นเจียร่า(เปลวเพลิงเผาผลาญมรณา)’
ตูม—!!
หมัดเพลิงชกเข้าเต็มใบหน้าข้า แรงปะทะส่งร่างข้ากระเด็นไปชนผนังบัลลังก์ศักดิ์สิทธิ์จนพังทลาย กราแฮมไม่ปล่อยจังหวะให้ข้าตั้งตัว
มันคว้าดาบหมื่นอัสนีขึ้นมาแล้วพุ่งดิ่งเข้ามาหมายจะเสียบทะลวงรากเหง้า ข้าเอี้ยวตัวหลบคมดาบได้อย่างหวุดหวิด ก่อนจะดีดตัวถอยห่างออกมา
ข้าชูนิ้วชี้ขึ้นสู่เบื้องบน ปืนใหญ่เพลิงสีชมพูหม่นที่ดูราวกับดวงอาทิตย์สีเลือดปรากฏขึ้นช้าๆ ข้าอัดพลังเวททำลายล้างระดับสูงสุดลงไปเพื่อปิดฉากความว่างเปล่านี้
‘เอกิล โกรเน่ อังก์โดรอา(เปลวเพลิงแห่งวันสิ้นโลก)’
มวลมหาเพลิงสีชาดพุ่งออกจากปลายนิ้วเข้าอัดร่างของกราแฮมเต็มแรง พลังที่สามารถเผาผลาญโลกให้เป็นจุลได้ในพริบตากำลังแผดเผารากเหง้าของมันแต่ทว่าสิ่งที่ข้าเห็นกลับทำให้ข้าต้องหรี่ตาลง
เพลิงสีชาดทั้งหมดถูกดูดกลืนหายเข้าไปในส่วนลึกของรากเหง้ากราแฮม ราวกับว่าพลังทำลายล้างมหาศาลนั้นถูกหยุดยั้งเอาไว้ในหลุมดำที่ไร้ก้นบึ้ง
“หิ ๆ ๆ ๆ เปล่าประโยชน์น่าอานอส จริงอยู่ว่า เปลวเพลิงแห่งวันสิ้นโลก สามารถ ลบล้าง อดีต ปัจจุบันและอนาคต ในทุกความเป็นไปได้ ก็จริง แต่มันทำอะไร ความว่างเปล่า ไม่ได้หรอกนะ”
กราแฮมเดินออกมาจากเปลวเพลิงที่มอดก็ยังเป็นเพียงแค่ความว่างเปล่าเท่านั้นเองก็ยังเป็นเพียงแค่ความว่างเปล่าเท่านั้นเองก็ยังเป็นเพียงแค่ความว่างเปล่าเท่านั้นเองก็ยังเป็นเพียงแค่
กราแฮม เริ่มเดินเข้ามาหาข้า เรื่อยๆ ทีละก้าว เสียงฝีเท้า ดังสนั่นกึกก้องไปทั่วบริเวณห้อง
"เธอก็ทำลายให้ผมดับสูญไม่ได้เช่นกัน”
มันยิ้มอย่าง วิปลาส
“เราคล้ายกันมาก”
“ผิดแล้ว”
ข้ายํ่าเท้าหนึ้งก้าวเข้าหามันแล้วกล่าว
“ข้าจะทำลายเจ้าให้สิ้นซาก”
คุณคิดเช่นไรกัน




