บทนำ
ช่วงเวลาความสงบสุขบนนั้นอยู่ได้ไม่นานนักก่อนที่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลวงและน่าสะพรึงกลัวจะอุบัติขึ้นอย่างฉับพลันราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ
หลายวันต่อมาทั่วทุกมุมโลกไม่ว่าจะเป็นผืนป่าทึบทะเลทรายอันเวิ้งว้างยอดเขาสูงเสียดฟ้าหรือแม้แต่ใจกลางทุ่งหญ้าอันสงบสุข
พื้นดินกลับสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างรุนแรงราวกับมหาพิภพกำลังร่ำไห้และแยกตัวออกจากกันเสาแสงสีดำทมิฬพุ่งทะยานเสียดฟ้าขึ้นจากใต้พื้นดิน
เบื้องหน้าปรากฏสิ่งก่อสร้างขนาดยักษ์รูปทรงแปลกประหลาดที่สร้างจากหินอิลูชั่นโบราณและสลักลวดลายเวทมนตร์
ราวกับดอกเห็ดหลังฝนตกสิ่งเหล่านี้คือเขาวงกตปริศนาอันลี้ลับเป็นแหล่งกบดานของฝูงมอนสเตอร์และสัตว์ประหลาดดุร้ายกระหายเลือดนานาชนิด
ทว่าในขณะเดียวกันภายในส่วนที่ลึกที่สุดของดันเจี้ยนแต่ละแห่งก็ซ่อนเร้นไว้ด้วยสมบัติล้ำค่า โบราณวัตถุโบราณและพลังเวทมนตร์ลึกลับพิศวงที่สามารถพลิกชะตาของผู้ที่ครอบครองได้ในชั่วข้ามคืน
และนั่นคือจุดเริ่มต้นอย่างแท้จริงที่ทำให้การเดินทางของโดมิเอลด์ก้าวเข้าสู่บททดสอบอันตราย
และน่าตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิมท่ามกลางบรรยากาศอันครึ้มอกครึ้มใจบริเวณชายขอบของป่าโบราณใกล้กับดันเจี้ยนแห่งใหม่ที่เพิ่งผุดขึ้น
โดมิเอลด์ในชุดเสื้อคลุมตัวยาวกำลังเดินทอดน่องสำรวจเส้นทางด้วยท่าทีสบายๆไม่รีบร้อนดวงตากลมหุ่นเรียวคมสีฟ้าอ่อนกวาดมองไปรอบกายอย่างพินิจพิจารณา
ทว่าในขณะนั้นเองเสียงเอะอะโวยวายและเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวก็ดังแทรกบรรยากาศความเงียบสงบเข้ามา
"ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยฉันที!"
เสียงหวานใสของเด็กสาวดังสะท้อนก้องอามูระชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อยก่อนจะเบนสายตาหันไปมองยังต้นเสียง
และภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือชายฉกรรจ์สามคนกำลังล้อมรอบและฉุดกระชากหญิงสาวหน้าตาน่ารักผู้หนึ่งไว้ท่ามกลางความตื่นตระหนกหัวหน้าแก๊งอันธพาล
ซึ่งเป็นชายร่างสันทัดใบหน้ามีแผลเป็นลากยาวถึงแก้มหัวเราะลั่นด้วยความสะใจมือหยาบกร้านพยายามยื้อยุดฉุดกระชากอาภรณ์ของเด็กสาวด้วยแววตาหื่นกระหาย
"เฮ้ย! พวกแกจับตัวนังนี่เอาไว้แน่นๆอย่าให้มันดิ้นหลุดไปได้เด็ดขาด! เดี๋ยวฉันจะจัดการถอดเสื้อผ้าของเธอตรงนี้แหละวะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ!"
ชายลูกน้องอีกสองคนยิ้มย่องด้วยความชั่วช้า พลางออกแรงตรึงแขนทั้งสองข้างของเด็กสาวเอาไว้จนร่างบางสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
"ได้เลยลูกพี่!"
"มาสนุกกันให้เต็มที่เลยนะน้องสาวคนสวยพวกพี่จะทำให้หนูมีความสุขจนลืมไม่ลงเลยล่ะ!"
หญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายดิ้นรนสุดกำลังน้ำตาคลอเบ้าไหลรินอาบสองแก้มนางกรีดร้องอ้อนวอนขอความช่วยเหลืออย่างน่าเวทนา
"อย่านะ! ได้โปรดปล่อยฉันเไปเถอะ! อย่าทำอะไรฉันเลย! ใครก็ได้...ช่วยฉันด้วย!"
โดมิเอลด์ยืนมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉยแววตาคู่นั้นไม่ได้ฉายแววความตื่นตระหนกหรือความกระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือแต่อย่างใด
ในตอนแรกเขาตั้งใจจะทำเป็นมองไม่เห็นและเดินผ่านเรื่องไร้สาระพวกนี้ไปเสียเพื่อมุ่งหน้าสู่เป้าหมายการเดินทางของตนเองตามลำพัง
ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะก้าวเท้าเดินต่อขาทั้งสองข้างกลับหยุดชะงักลงอย่างกะทันหันราวกับมีบางสิ่งสะกิดใจโดมิเอลด์ถอนหายใจออกมาเบาๆอย่างนึกรำคาญใจในความใจอ่อน
หรืออาจจะแค่ความเบื่อหน่ายของตัวเองก่อนจะหมุนตัวหันกลับไปยังทิศทางของกลุ่มอันธพาลเหล่านั้นโดมิเอลด์ก้าวเข้าไปใกล้ด้วยฝีเท้าเงียบกริบ
แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ซึ่งความเกรงกลัว
"เฮ้ย พวกพี่ๆน่ะได้โปรดอย่าทำร้ายเธอเลยนะ... ปล่อยเธอไปซะ"
แก๊งอันธพาลทั้งสามชะงักกึกทันทีเสียงหัวเราะหยุดลงในพริบตาพวกมันหันขวับมามองเด็กหนุ่มผมดำผู้มาใหม่ด้วยสายตางุนงงผสมความฉุนเฉียว
หัวหน้าแก๊งขมวดคิ้วเข้าหากันจนเป็นปมด้วยความไม่สบอารมณ์ที่ถูกขัดจังหวะ
"ห๊ะ? พูดบ้าอะไรของแกวะไอ้หนู! หน้าตาอ่อนปอกเปียกแถมยังเตี้ยกว่าชาวบ้านเขาแบบนี้กล้าดีมากนะที่มาสั่งสอนพวกข้าไสหัวออกไปให้พ้นซะถ้าไม่อยากตาย!"
โดมิเอลด์เอียงคอมองเล็กน้อยทำท่าทางครุ่นคิดอย่างจริงจังราวกับกำลังพิจารณาปัญหาคณิตศาสตร์ที่ยากที่สุดในโลก
ก่อนที่เขาจะล้วงมือเรียวบางเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุมด้านในและหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาคลี่โชว์ให้พวกมันดูอย่างหน้าตาเฉย
"ก็จะไม่ให้พูดได้ยังไงล่ะ..."
โดมิเอลด์ชูภาพนั้นขึ้นตรงหน้าพวกมัน
"เพราะว่าเธอคนนี้เนี่ยแท้จริงแล้วเป็นแฟนสาวของข้าเองต่างหากล่ะ"
บรรยากาศรอบบริเวณพลันเงียบกริบลงชั่วขณะลมพัดผ่านกิ่งไม้ใบหญ้าไร้ซึ่งเสียงชายหนุ่มอันธพาลทั้งสามคนก้มมองภาพถ่ายในมือของโดมิเอลด์
สลับกับใบหน้าของเด็กสาวที่ถูกจับล็อกอยู่ด้วยความมงงงวยสมองของพวกมันหยุดทำงานชั่วขณะประมวลผลไม่ทันกับคำพูดอันไร้สาระและสถานการณ์ตรงหน้า
"วะ...ว่าไงนะ...? แฟนสาวแกงั้นเหรอเนี่ย...แล้วไงต่อ?"
หัวหน้าแก๊งอ้าปากค้างตาโตเท่าไข่ห่านเมื่อพวกมันรู้สึกตัวและรีบหันกลับไปมองหน้าเด็กสาวเพื่อตรวจสอบความจริงภาพที่น่าเหลือเชื่อก็เกิดขึ้น
ในพริบตาเดียวที่พวกมันละสายตาเด็กสาวที่เคยถูกพวกมันจับล็อกเอาไว้แน่นหนากลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยจากตรงนั้น
และเมื่อพวกมันสะดุ้งตกใจแล้วหันกลับมามองที่ตัวของโดมิเอลด์อีกครั้ง
ก็พบว่าเด็กสาวคนดังกล่าวได้มายืนหลบอยู่ด้านหลังของโดมิเอลด์อย่างปลอดภัยเรียบร้อยแล้วโดยไม่มีใครทันสังเกตเห็นเลยว่านางเคลื่อนย้ายมาตอนไหน
หัวหน้าแก๊งโกรธจัดจนหน้าดำคร้าน เส้นเลือดปูดโปนด้วยความอับอายและเดือดดาล ชักกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ที่พกอยู่ที่เอวออกมาสะท้อนแสงแวววาว
"นี่แก! เล่นตลกอะไรวะ! กล้าดียังไงมาป่วนแผนของพวกข้า อยากตายนักใช่มั้ยห๊ะไอ้เด็กเวร!"
โดมิเอลด์ยังคงแสดงสีหน้าเรียบเฉยไม่สะทกสะท้านต่อคมดาบที่ชี้ตรงมายังตนเองแม้แต่น้อย
"เฮ้ย! พวกแกสองคนรออะไรอยู่ฟะ! พุ่งเข้าไปฟันมันให้เละเป็นชิ้นๆเลยเว้ย!"
หัวหน้าแก๊งคำรามลั่นอันธพาลลูกน้องสองคนกัดฟันกรอดด้วยความโกรธแค้นเริ่มออกวิ่งตรงเข้ามาหาโดมิเอลด์พร้อมกับเงื้ออาวุธในมือหมายจะปลิดชีพทว่า
ก่อนที่พวกมันจะทันได้ก้าวเข้าไปถึงตัวโดมิเอลด์เพียงแค่ปรายตามองเล็กน้อยแล้วเอ่ยคำพูดสั้นๆออกมาจากริมฝีปาก
"...ช้าก่อน..."
สิ้นเสียงคำพูดนั้นร่างกายของอันธพาลทั้งสองคนที่กำลังวิ่งพุ่งเข้ามาก็พลันหยุดชะงักแข็งค้างลงกลางอากาศ
ราวกับถูกห้วงเวลาและพลังเวทมนตร์ลึกลับตรึงร่างเอาไว้แน่นสนิทขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว
"อ...อะไรกันวะเนี่ย?! ทำไมร่างกายของข้าถึงขยับไม่ได้เลยล่ะโว้ย!"
ลูกน้องคนแรกเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
"นี่มันเวทมนตร์บ้าอะไร ข้าขยับตัวไม่ดดดดด!"
อีกคนแผดเสียงร้องโวยวายด้วยความหวาดกลัวจนสติแทบหลุดเมื่อเห็นเพื่อนร่วมแก๊งถูกตรึงร่างไว้ด้วยพลังประหลาดที่มองไม่เห็นอันธพาลคนที่สามซึ่งเป็นหัวหน้าแก๊งถึงกับหน้าถอดสี
ความฮึกเหิมเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้นด้วยความหวาดกลัวจับใจเขารีบโยนดาบศักดิ์สิทธิ์ในมือทิ้งลงกับพื้นอย่างไร้เยื่อใยก่อนจะหมุนตัววิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงหายเข้าไปในป่าลึก
ด้วยความเร็วอย่างไม่คิดชีวิตเมื่อภัยอันตรายผ่านพ้นไปบรรยากาศรอบตัวก็กลับคืนสู่ความสงบเด็กสาวที่เพิ่งได้รับการช่วยเหลือค่อยๆ
เงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังของเด็กหนุ่มผู้ช่วยชีวิตนางไว้ด้วยดวงตาที่เป็นประกายระยิบระยับนางสูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อเรียกความกล้า ก่อนจะเอ่ยแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย
"ขอบคุณท่านมากนะคะที่ช่วยฉันเอาไว้คือว่า...ตัวฉันชื่อ เอมิเลีย ค่ะ"
โดมิเอลด์พยักหน้ารับเบาๆเป็นเชิงรับรู้ดวงตาสีฟ้าอ่อนมองสำรวจเด็กสาวตรงหน้าครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบราบ
"นามของข้าคือ...โดมิเอลด์"
เอมิเลียเม้มริมฝีปากเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความลังเลใจแววตาของนางฉายแววความประหม่าทว่าในขณะเดียวกันก็มีความมุ่งมั่นบางอย่างซ่อนอยู่ภายใน
นางสูดหายใจอีกครั้งก่อนจะตัดสินใจเอ่ยความตั้งใจที่แท้จริงของตนเองออกมา
"คือว่าจริงๆแล้วตัวฉันเองก็กำลังเดินทางออกจากบ้านเพื่อมาผจญภัยและฝึกฝนพัฒนาตนเองในโลกกว้างเหมือนกันค่ะ..."
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงออดอ้อนนิดๆโดมิเอลด์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
"งั้นเหรอ..."
"เอ่อ...คือว่า...ถ้าไม่รังเกียจล่ะก็..."
เอมิเลียประสานมือเข้าหากันด้วยความเขินอาย
"ฉันขอร่วมเดินทางไปผจญภัยด้วยกันกับท่านได้ไหมคะ?"
โดมิเอลด์จ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความหวังของเด็กสาวตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่มุมปากของเขาจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยแล้วพยักหน้ารับอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องคิดอะไรมาก
"อืม...ก็เอาสิ ไปด้วยกันหลายคนก็ไม่เสียหายอะไรหรอก"
ทันทีที่ได้ยินคำตอบตกลงเอมิเลียก็เผยรอยยิ้มกว้างด้วยความดีใจดวงตาเป็นประกายจ้องมองใบหน้าอันหล่อเหลาคมคาย
และเปี่ยมด้วยเสน่ห์ลึกลับของโดมิเอลด์อยู่ซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบในใจนางลอบคิดสะท้อนอยู่ในห้วงความคิดของตนเองด้วยความรู้สึกใจเต้นแรง
"ให้ตายสิ... ทำไม...หล่อจัง..."
ความร้อนผ่าวแผ่ซ่านขึ้นมาบนพวงแก้มเนียนใสของเอมีเลียในชั่วพริบตาเมื่อนางรู้ตัวว่าตนเผลอจ้องมองใบหน้าอันคมคายและเปี่ยมด้วยเสน่ห์ลึกลับของเด็กหนุ่มผู้เดินทางร่วมทางมากเกินไป
หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับกลองศึกนางรีบก้มหน้าหลบสายตาลงต่ำทันทีเพื่อซ่อนความประหม่าที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้า
"อะ... เอ่อ..."
เอมิเลียได้เปล่งเสียงตะกุกตะกักออกมาอย่างควบคุมไม่ได้สมองของนางพยายามหาทางออกเพื่อกลบเกลื่อนความน่าอายนี้นางจึงรีบหันขวับไปมองทิวทัศน์รอบตัว
พลางชี้ไม้ชี้มือทำทีเป็นสนใจต้นไม้ใบหญ้าข้างทางเสียเต็มประดาโดมิเอลด์ซึ่งหยุดฝีเท้าลงชั่วครู่
ใช้ดวงตากลมหุ่นเรียวคมสีฟ้าอ่อนประกายใสจ้องมองท่าทีพิกลพิกลของเด็กสาวด้วยความฉงนเล็กน้อยเขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบราบตามนิสัย
"เป็นอะไรไป? หน้าของเจ้าแดงๆนะ...ไม่สบายรึไง"
"มะ...ไม่มีอะไรค่ะ! ฉันสบายดีมาก!"
เอมิเลียโพล่งตอบกลับเสียงดังลั่นโดยอัตโนมัติน้ำเสียงรวดเร็วและสูงกว่าระดับปกติจนผิดสังเกตราวกับต้องการปฏิเสธให้พ้นตัวอามูระเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างแปลกใจแต่ก็ไม่ได้เซ้าซี้เอาความต่อ
"...งั้นเหรอ..."
เขากล่าวสั้นๆก่อนจะหมุนตัวกลับแล้วก้าวเดินต่อไปตามเส้นทางเดิมอย่างไร้ความลังเลเส้นทางที่ทั้งสองกำลังก้าวเดินผ่านในยามนี้คือผืนป่าโบราณอันกว้างใหญ่ไพศาลที่แผ่ขยายตัวออกไปอย่างไร้ขอบเขต
แสงอาทิตย์ยามเย็นที่ใกล้ลับขอบฟ้าเริ่มสาดส่องลอดผ่านช่องว่างระหว่างกิ่งก้านสาขาของหมู่ต้นไม้สูงเสียดฟ้าทอดเงายาวทับถมกันไปมา
เกิดเป็นลำแสงสีทองระยิบระยับที่กระทบลงบนพื้นดินพรมด้วยใบไม้แห้งเสียงลมธรรมชาติพัดโชยมาปะทะยอดไม้ระรื่นหูพร้อมกับเสียงนกร้องกังวานแว่วมาเป็นระยะ
สร้างบรรยากาศที่ทั้งเงียบสงบและแฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขามเอมิเลียเดินตามหลังอามูระอยู่ห่างเพียงสองสามก้าวนางแอบลอบมองแผ่นหลังที่ดูสง่างาม
และมั่นคงของชายหนุ่มเป็นระยะๆแม้ว่าพวกเขาจะเพิ่งรู้จักและพบหน้ากันได้ไม่นานนักแต่ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างกลับก่อตัวขึ้นในใจของนาง—
ความรู้สึกที่ดึงดูดให้นางอยากทำความรู้จักและอยากอยู่เคียงข้างเขาทั้งท่าทีที่สงบนิ่งราวกับไม่เกรงกลัวสิ่งใดน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยออกมาอย่างไร้ความเร่งรีบ
หรือแม้กระทั่งประกายในดวงตาสีฟ้าอ่อนคู่นั้นมันให้ความรู้สึกราวกับว่าเขากำลังมองทะลุผ่านสรรพสิ่งและมองเห็นเบื้องลึกของโลกใบนี้ในมุมที่คนธรรมดาทั่วไปไม่มีวันมองเห็นได้เลย
หลังจากเดินทอดน่องผ่านความเงียบงันมาระยะหนึ่งเอมิเลียก็รวบรวมความกล้าตัดสินใจทำลายความเงียบขึ้นเพื่อสานต่อบทสนทนา
"นี่..."
นางเอ่ยเรียกเบาๆอามูระหยุดฝีเท้าลงทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดก่อนจะหันกลับมามองนางด้วยสายตาราบเรียบ
"มีอะไร?"
"เอ่อ...คือว่า..."
เอมิเลียรีบก้มหน้าลงทันทีเมื่อรู้ตัวว่าตนเองเผลอจ้องชายหนุ่มตรงหน้านานเกินไปใบหน้าของนางเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
"อะ...เอ่อ..."
นางรีบเบือนหน้าหนีพลางทำทีเป็นมองทิวทัศน์รอบข้างเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่าโดมิเอลด์มองท่าทางแปลกๆของนางอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"เป็นอะไรไป?"
"มะ...ไม่มีอะไรค่ะ!"
เอมิเลียตอบกลับทันทีเร็วกว่าปกติโดมิเอลด์เลิกคิ้วเล็กน้อย
"...งั้นเหรอ..."
เขาไม่ได้ถามต่อเพียงหันกลับไปมองเส้นทางเบื้องหน้าเส้นทางที่ทั้งสองกำลังเดินอยู่นั้นทอดยาวผ่านป่าอันกว้างใหญ่
แสงอาทิตย์ยามเย็นส่องลอดผ่านช่องว่างระหว่างกิ่งไม้ลงมากระทบพื้นดินเป็นลำแสงสีทองเสียงนกร้องดังเป็นระยะท่ามกลางสายลมอ่อนๆที่พัดผ่านยอดไม้
เอมิเลียเดินตามหลังโดมิเอลด์อยู่สองสามก้าวนางแอบมองแผ่นหลังของชายหนุ่มเป็นระยะแม้จะเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานแต่บางอย่างเกี่ยวกับชายคนนี้กลับทำให้นางรู้สึกสนใจอย่างประหลาด
ทั้งท่าทางที่สงบนิ่งน้ำเสียงที่ไม่เร่งรีบรวมถึงดวงตาคู่นั้นมันเหมือนกับว่าเขากำลังมองเห็นอะไรบางอย่างที่คนทั่วไปไม่สามารถมองเห็นได้
"นี่..."
เอมิเลียตัดสินใจเอ่ยขึ้นโดมิเอลด์หยุดฝีเท้าเล็กน้อย ก่อนหันกลับมา
"มีอะไร?"
"ท่านโดมิเอลด์เดินทางมาจากที่ไหนเหรอคะ?"
"ข้าไม่รู้"
"..."
เอมิเลียกะพริบตาปริบ ๆ
"ไม่รู้?"
"อืม"
"หมายความว่ายังไงคะ?"
"ตามที่เจ้าเข้าใจ"
คำตอบสั้นๆทำเอาเอมิเลียถึงกับนิ่งไปนางอดถอนหายใจออกมาไม่ได้
"คุณนี่...ตอบคำถามได้ชวนสงสัยชะมัดยาดเลยนะ"
โดมิเอลด์ยักไหล่
"ข้าไม่รู้จะตอบยังไง"
"อย่างน้อยก็บอกชื่อเมืองหรืออาณาจักรไม่ได้เหรอคะ?"
โดมิเอลด์เอ่ยขึ้นทันควันว่า
"...เดลาซีออน..."
จากนี้ไปฉันจะใช้สรรพนามบุคคลที่หนึ่ง




