表示調整
閉じる
挿絵表示切替ボタン
▼配色
▼行間
▼文字サイズ
▼メニューバー
×閉じる

ブックマークに追加しました

設定
0/400
設定を保存しました
エラーが発生しました
※文字以内
ブックマークを解除しました。

エラーが発生しました。

エラーの原因がわからない場合はヘルプセンターをご確認ください。

ブックマーク機能を使うにはログインしてください。
บิดาแห่งจอมมารผู้ไร้คุณสมบัติ  作者: Shìn Shú
บทที่ 1 : ปริศนาของบิดาแห่งจอมมาร
PR
1/1

บทนำ ~ อัศวินไร้นาม ~

ฉันจะตั้งใจทำมันอย่างสุดขั้วหัวใจของฉัน สำหรับ นิยาย แฟนฟิค เรื่อง The Misfits Of Magic Demon King Academy ที่ฉันได้แรงบันดาลใจ มาจาก Light Novel ชื่อดังอย่าง [Maou Gakuin no Futekigousha]


ในยุคสมัยที่ไฟสงครามโหมกระหน่ำไปทั่วทุกสารทิศ ยุคที่คำว่าจอมมารยังเป็นเพียงตำนานที่ไร้ตัวตน เผ่ามารในเวลานั้นต่างแตกแยกเป็นฝักฝ่าย ทั้งจตุราชามารผู้ทรงอำนาจและราชาวิถีมารผู้บ้าคลั่ง


ต่างก็เข้าห้ำหั่นกันเองเพื่อที่จะไปช่วงชิงความเป็นใหญ่เหนือดินแดนอาเซนซีออนสงครามกลางเมืองที่ไม่มีวันจบสิ้นนี้เองที่ทำให้เหล่ามนุษย์ ภูติ และ เทพเจ้า


ยังพอมีลมหายใจรอดพ้นจากการกวาดล้างมาได้ ทว่าท่ามกลางความวุ่นวายนั้น กลับมีกลุ่มมารกลุ่มหนึ่งที่เลือกจะยืนอยู่นอกเหนือกรงล้อของประวัติศาสตร์ พวกเขาไม่มีชื่อกลุ่มที่ปรากฏในตำรา


มารกลุ่มนี้ ไร้นาม ไร้ดินแดงของตน ไม่เปิดเผยแม้กระทั่งชื่อของพวกเขา กองอัศวินมายา ที่ซึ่งนำโดย เซลิส วอลดีโกด ชื่อนี้ หายไปในประวัติศาสตร์โดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ พวกเขาคิดอย่างไรกัน แกว่งดาบไปเพื่อสิ่งใด


หรือกำลังมองหาอุดมการณ์แบบไหน มีเพียงผู้ที่เคยเผชิญหน้ากับกองอัศวินไร้นามนี้เท่านั้นที่พอจะจดจำความน่าสะพรึงกลัวที่เหมือนกับความฝันอันลางเลือนได้บ้าง


“ข้าศึกบุก! ข้าศึกบุก! ไม่ทราบจำนวนขอรับ! พวกมันล้อมเราไว้ทุกทิศทางแล้ว!”


เสียงตะโกนอย่างเสียขวัญดังขึ้นผ่านสัญญาณผ่านจิต ทหารมนุษย์นายหนึ่งตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวขณะรายงานสถานการณ์


“วงเวทย์โจมตีจำนวนมากกำลังกระหน่ำลงมาใส่พวกเรา ไม่สามารถระบุพิกัดของผู้ร่ายได้เลยขอรับ!”


ท่ามกลางกองทัพทหารที่กำลังสับสนวุ่นวาย ผู้กล้า กราแฮม ผู้นำที่แข็งแกร่งที่สุดของเผ่ามนุษย์ก้าวเท้าออกมาอย่างมั่นคง เขาชูมือขึ้นเพื่อส่งสัญญาณให้ทุกคนสงบสติอารมณ์ สายตาของเขามองตรงไปยังม่านพลังที่บิดเบี้ยวเบื้องหน้า กราแฮมกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ


"ทุกคนจงสงบใจเสีย พวกเราได้รับพรศักดิ์สิทธิ์จากเทพเขตแดน รีโนลีรอส แม้โลกใบนี้จะแตกสลายหรือความจริงจะถูกบิดเบือนไปเพียงใด แต่ชีวิตของพวกเจ้าจะยังคงอยู่ภายใต้การคุ้มครองของเทพเจ้า กองทัพเงาพวกนี้ไม่มีวันทำลายเขตแดนของข้าได้!"


ทว่า ทันทีที่คำพูดนั้นจบลง บรรยากาศรอบข้างก็พลันหนักอึ้งจนหายใจไม่ออก ร่างของเซลิส วอลดีโกด ปรากฏตัวขึ้นอย่างช้าๆ ท่ามกลางสมรภูมิที่บ้าคลั่ง เขาไม่แม้แต่จะมองหน้าผู้กล้า แต่กลับวาดมือไปในอากาศเพื่อเริ่มบทเพลงแห่งการทำลายล้าง


‘เวเนเจียร่า(ความเป็นไปได้ปรากฏ)’


สิ้นเสียงพึมพำ วงเวทย์สีม่วงเข้มขนาดมหึมาแผ่ขยายตัวออกปกคลุมท้องฟ้า เซลิสชักดาบหมื่นอัสนี เกาด์เกย์มอน ออกมา ประกายสายฟ้าสีม่วงวิ่งพล่านไปตามใบดาบราวกับมังกรที่กำลังโกรธแค้น


เขาแทงดาบเล่มนั้นเข้าไปในใจกลางของวงเวทย์ความเป็นไปได้อย่างรุนแรง! พริบตานั้นเอง ดาบแห่งความเป็นไปได้อีก 9 เล่มก็ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า พวกมันเสียบทะลุวงเวทย์ออกมาและลอยวนรอบตัวเซลิสราวกับอัศวินผู้พิทักษ์


พลังเวทมนตร์ที่รั่วไหลออกมาจากการปรากฏของดาบเหล่านั้นเข้มข้นเสียจนทหารมนุษย์ที่อยู่โดยรอบร่างแตกสลายกลายเป็นละอองธุลีไปทันที


โดยที่ยังไม่ทันได้ออกอาวุธด้วยซ้ำเซลิสคว้าดาบเล่มจริงขึ้นมาและชูขึ้นฟ้าพร้อมกับดาบจำลองที่เหลือ ประกายไฟสีม่วงสว่างจ้าจนบดบังแสงอาทิตย์


"จงถูกอัสนีบาตสีม่วงลงทัณฑ์เสียเถิดเจ้าพวกโง่เขลา..."


เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉียบ


‘ราเวีย เนโอลด์ กัลวารีซเอน(ดาบสิบสนามสายฟ้าม่วงสูญสิ้น)’


ดาบทั้งสิบเล่มหลอมรวมเข้าด้วยกันที่ปลายดาบของเซลิส เขาสะบัดดาบลงสู่พื้นด้วยท่วงท่าที่ทรงพลังเสียงสายฟ้ากัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวราวกับจะแยกสวรรค์และนรกออกจากกัน


ในวินาทีถัดมา กองทัพทหารมนุษย์จำนวนมหาศาลที่เคยดูถูกว่านี่เป็นเพียงภาพมายาก็ถูกลบหายไปจากพื้นโลกเหลือเพียง


ดินแดนรกร้างว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยรอยไหม้เกรียมผู้ที่ยังยืนหยัดรอดชีวิตอยู่ได้เพียงหนึ่งเดียวคือผู้กล้ากราแฮม เขามองภาพความพินาศตรงหน้าด้วยความตกตะลึงจากนั้นเอง กราแฮม ถามด้วยเสียงสั่นเครือ


“พวกเจ้า... พวกเจ้าคิดอะไรอยู่กันแน่?”


เขาพูดต่อ


“ทำไมคนที่มีพลังขนาดนี้กลับไม่มีแม้แต่ชื่อเสียงเรียงนามปรากฏอยู่ในโลกเลย พวกเจ้าเป็นใครกันแน่!”


เซลิสไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที เขาเพียงแค่ชี้ปลายดาบหมื่นอัสนีไปที่ลำคอของกราแฮมอย่างเย็นชา


ลมพัดแรงจนเส้นผมสีม่วงและผ้าคลุมสีดำยาวของเขาปลิวไสวไปตามแรงลม ดวงตาสีฟ้าอ่อนคู่นั้นดูราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงดวงวิญญาณของผู้ที่อยู่เบื้องหน้า


“นามนั้นไม่จำเป็นสำหรับวิญญาณแต่สำหรับผู้ที่จะเดินทาง สู่ปรโลก อย่างน้อยก็ควรที่จะได้สลักจำนามนี้เอาไว้สักนิด”


เซลิสกล่าวพลางเพิ่มแรงกดดัน


“ข้าคือไอซิส(นายกอง)แห่งกองอัศวินมายา”


เขากระชับดาบในมือ เตรียมที่จะปลิดชีพ

ผู้กล้า กราแฮม ในดาบเดียว แต่ทว่า


“ช้าก่อน!!!”


เสียงหนึ่งดังขึ้นขัดจังหวะ ร่างกำยำล่ำสันที่แผ่รังสีคุกคามไม่แพ้กันก้าวออกมาจากเงามืด เขาคือราชาวิถีมาร โบกีลัส ผู้ปกครองดินแดนอาเซออน


“นี่คือดินแดนแห่งเผ่ามาร ดินแดนที่ข้าครอบครอง หนึ่งในทวีปอาเซนซีออนที่ข้าครอบครอง”


โบกีลัสแสยะยิ้มขณะมองดูผลงานของเซลิส


“ข้าคงจะปล่อยผ่านไปเฉยๆ ไม่ได้หรอกนะ ที่มีใครก็ไม่รู้มาอาละวาดในบ้านของข้าแบบนี้ จริงไหม?”


เซลิสลดสายตาลงเล็กน้อยแต่ยังคงความเยือกเย็นเอาไว้ เขาไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัวต่อหนึ่งในราชามารแม้แต่น้อยโบกีลัสก้าวเข้ามาใกล้


“อย่าปล่อยแรงกดดันขนาดนั้นสิ ข้าแค่มีเรื่องจะถามมนุษย์คนนี้สักสองสามข้อคงจะไม่รังเกียจใช่หรือไม่ ที่จะให้ข้าได้คุยกับมันก่อนที่มันจะสูญสิ้น”


เซลิสไม่เอ่ยปากตอบ เขาค่อยๆ ลดดาบหมื่นอัสนีลงช้าๆ พลางถอยฉากออกมาหนึ่งก้าว เป็นการส่งสัญญาณว่าเขาจะยอมถอยให้ชั่วคราวตามคำขอ ท่ามกลางเศษซากอารยธรรมที่เพิ่งถูกลบหายไปจากแผนที่ด้วยพลังสายฟ้าอันบ้าคลั่ง


ราชาวิถีมาร โบกีลัส ก้าวเท้าอย่างใจเย็นเข้าไปหาผู้กล้ากราแฮมที่บัดนี้ไร้ซึ่งกองทัพเคียงกายรังสีคุกคามของราชามารแผ่ซ่านจนมวลอากาศรอบตัวกราแฮม เริ่มบิดเบี้ยว โบกีลัสก้มมองผู้กล้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความดูแคลน


โบกีลัสถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความกดดัน


“สภาพดูไม่ได้เลยนะผู้กล้าเอ๋ย...ไหนบอกข้าซิ พรรคพวกที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของเจ้านั้นซ่อนหัวอยู่ที่ไหนกัน?”


กราแฮมที่ร่างกายสะบักสะบอมเงยหน้าขึ้น สบตาคู่นั้นอย่างไละ


“...ข้าไม่รู้...”


โบกีลัส ไม่แสดงท่าทีโกรธเคือง เขากลับแสยะยิ้มกว้างจนเห็นเขี้ยวอันคมกริบ


"งั้นหรือ? ช่างเป็นคำตอบที่กล้าหาญเสียจริง แต่เจ้าคงจะลืมไปว่าในวังของข้ายังมี 'แขก' ที่หน้าตาคุ้นเคยกับเจ้าเหลืออยู่อีกไม่น้อย หากเจ้ายังเลือกที่จะปิดปากเงียบ ข้าก็คงไม่มีทางเลือกนอกจากจะสั่งสังหารพรรคพวกของเจ้าที่ถูกขังอยู่ที่นั่นทิ้งเสียให้หมดเริ่มจากคนที่เจ้าห่วงที่สุดเป็นไง?"


คำขู่นั้นดั่งสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจ กราแฮมชะงักไปชั่วครู่ แววตาที่เคยแข็งกร้าวสั่นคลอนด้วยความกังวลถึงชีวิตพรรคพวกที่ตกอยู่ในมือของจอมมารผู้เจ้าเล่ห์ สุดท้ายเขาก็ไม่อาจทนรับภาระนั้นได้เพียงลำพัง


“โถ่เว้ย!”



กราแฮมเอ่ยเสียงแผ่ว โบกีลัส หัวเราะในลำคออย่างผู้ชนะ


“ยอมง่ายๆ แบบนี้สิถึงจะคุยกันรู้เรื่อง งั้นเรามาเริ่มทำข้อตกลงกันเลยดีกว่า”


วงเวทย์ทรงกลมขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นตรงกลางระหว่างทั้งสอง อักขระโบราณนับพันตัววิ่งวนไปรอบขอบวงเวทย์อย่างรวดเร็ว โบกีลัสวาดนิ้วกลางอากาศเพื่อร่ายเวทย์ผูกมัดดวงวิญญาณ


‘เซกต์(พันธสัญญา)’


กราแฮมไม่มีทางเลือก เขาจำใจร่ายเวทย์ตอบรับ


‘เซกต์(พันธสัญญา)’


เพื่อยืนยันความสัตย์จริง พลางเอ่ยปากบอกที่ซ่อนสุดท้าย


“พรรคพวกที่เหลืออยู่... ทั้งหมดกบดานอยู่ที่หมู่บ้านเซวรอน”


เมื่อได้ข้อมูลที่ต้องการ โบกีลัสก็แสร้งทำเป็นเห็นอกเห็นใจ เขาใช้สายตาเจ้าเล่ห์มองไปที่เซลิสที่ยืนคุมเชิงอยู่ไม่ไกล


ก่อนจะกระซิบกับกราแฮมด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะช่วยพาหลบหนีจากสถานการณ์ตึงเครียดนี้ แต่ทว่าความเงียบสงบกลับถูกทำลายลงในพริบตา


“สนทนากันเสร็จเรียบร้อยแล้วหรือยัง?”


เสียงของเซลิส โววดีโกส ดังขึ้นพร้อมกับการก้าวเท้าเข้าหาหนึ่งก้าว แรงกดดันมหาศาลทำให้พื้นดินรอบข้างแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เขาไม่รอฟังคำตอบ


แต่กลับตวัด ดาบหมื่นอัสนี เกาด์เกย์มอน เข้า

ใส่ทั้งคู่อย่างไร้ปรานี โบกีลัสที่ไหวตัวทันคำรามออกมาด้วยความโกรธ เขาเร่งพลังเวทย์เพลิงสร้างมือปีศาจขนาดใหญ่ขึ้นมารับใบดาบสายฟ้านั้นไว้ได้ทันควัน!


“บอกว่าไม่ให้ทำยังไงเล่า! ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไง!”


ราชาวิถีมารตวาดใส่ทว่า รอยยิ้มเย็นชาปรากฏขึ้นที่มุมปากของเซลิส


“ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น”


เซลิสออกแรงกระชากดาบหมื่นอัสนี เกาด์เกย์มอน กลับมาด้วยพละกำลังที่เหนือชั้น ก่อนจะหมุนตัวเหวี่ยงดาบเป็นวงกลมด้วยความเร็วที่ตาเปล่ามองไม่ทัน


ประกายสายฟ้าสีม่วงตัดผ่านอากาศจนเกิดเสียงฉีกขาด แขนขวาของโบกีลัสที่เพิ่งใช้รับดาบเมื่อครู่พุ่งกระเด็นหลุดออกจากบ่า เลือดสีเข้มสาดกระจายไปทั่วบริเวณ


"อ๊ากกกกก!!!”


ราชาวิถีมารร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดที่คาดไม่ถึงแต่ความอำมหิตของอัศวินไร้นามยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ ในขณะที่โบกีลัสกำลังเสียหลัก


เซลิสตวัด ดาบหมื่นอัสนี อีกครั้งอย่างต่อเนื่อง คราวนี้เป้าหมายคือคอของคนที่เป็นต้นเหตุของบทสนทนาที่เขารำคาญใจ เกาด์เกย์มอน ตัดผ่านลำคอของ ผู้กล้า กราแฮมอย่างแม่นยำ


ศีรษะของผู้กล้ากระเด็นหลุดจากบ่าไปพร้อมกับแววตาที่ยังไม่ทันได้ตระหนักถึงความตาย


“ยะ...หยุด...”


โบกีลัสพยายามจะเอ่ยห้าม แต่ยังไม่ทันสิ้นเสียง เซลิสก็สะบัดดาบที่อาบไปด้วยสายฟ้าม่วงอีกครั้ง รัศมีทำลายล้างระเบิดออกจนร่างของโบกีลัสแหลกสลายกลายเป็นละอองธุลีหายไปในทันที ทว่าพลังระดับราชามารยังไม่ดับสูญง่ายดายเพียงนั้น


"นั่นสินะ...ยังไงพวกมนุษย์ก็ต้องพินาศย่อยยับอยู่ดีนั่นแหละนะ”


ท่ามกลางความว่างเปล่า กลุ่มก้อนพลังงานสีแดงเพลิงเริ่มก่อตัวขึ้นใหม่ มันไม่ใช่รูปกายมนุษย์อีกต่อไป แต่เป็นเปลวเพลิงทรงกลมที่โชติช่วงอยู่กลางอากาศ


โบกีลัสในร่างจิตวิญญาณแห่งไฟกล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความยำเกรงและรังเกียจ


“ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะปราศจากความละโมบได้ถึงเพียงนี้ อีกทั้งยังสร้างความย่อยยับในทุกๆที่ที่เจ้าไปถึงไม่มีมารเผ่าใดที่จะมีความคลุ้มคลั่งเท่าเจ้าอีกแล้วมันก็สมแล้วแหละนะที่เจ้าน่ะเป็นคนสุดท้ายของ วอลดีโกด ที่ถูกกำหนดมาให้ เสื่อมสลาย แม้แต่จิตใจของเจ้าเองก็คงจะ สูญสลายไป เนิ่นนานจนกลายเป็นเพียงวิญญาณไปแล้วสินะ”


หลังจากทิ้งคำพูดปริศนานั้นไว้ ทั้งกองทัพมารของโบกีลัสที่เหลืออยู่และกองทัพมนุษย์ที่ไร้ผู้นำต่างก็พากันถอนกำลังกลับไปอย่างรวดเร็ว


ทิ้งไว้เพียงสมรภูมิที่รกร้างและคำสาปแช่งที่ดังก้องอยู่ในสายลม


“สมแล้วที่เป็นคนสุดท้ายของ วอลดีโกด ที่ถูกกำหนดมาให้เสื่อมสลาย”


ความหมายของคำนั้นยังคงเป็นความลับที่ซ่อนอยู่ในเงาของอัศวินไร้นามผู้เดินจากไปอย่างโดดเดี่ยว

อัศวินไร้นาม และมี ปริศนา

評価をするにはログインしてください。
ブックマークに追加
ブックマーク機能を使うにはログインしてください。
― 新着の感想 ―
このエピソードに感想はまだ書かれていません。
感想一覧
+注意+

特に記載なき場合、掲載されている作品はすべてフィクションであり実在の人物・団体等とは一切関係ありません。
特に記載なき場合、掲載されている作品の著作権は作者にあります(一部作品除く)。
作者以外の方による作品の引用を超える無断転載は禁止しており、行った場合、著作権法の違反となります。

↑ページトップへ